Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 58 เพื่อนเก่า

    ในห้องใต้ดินแห่งหนึ่งชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงกลางห้องมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวถ้ามีดวงไฟในนัยน์ตาจริงคงจะแผดเผาตาทั้งสองข้างจนไหม้ไม่เหลือแม้แต่ธุลี

     

    “ติดต่อทั้งสี่คนได้ไหม”

     

    “น่าแปลกมากครับเจ้านายผมไม่สามารถติดต่อได้เลย แม้แต่เบาะแสยังหาไม่เจอ”

     

    ชายหนวดเครายาวเฟิ้มใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำ เงยหน้ารายงานผู้เป็นเจ้านายท่าทีของเขาดูจะหวาดกลัวคนตรงหน้ามาก

     

    “ให้งานง่าย ๆยังล้มเหลว บัดซบ ถ้าพบเจอพวกมันแล้ว ฉันจะดูดการบ่มเพาะมันให้หมด จากนั้นก็ฆ่ามันทิ้งซะส่วนแก !รีบไปสืบประวัติคนที่มันแย่งของ ๆ ฉันมา ฉันต้องการรู้ว่ามันเป็นใครบ้านอยู่ที่ไหน ภายในวันพรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้นหละก็”

     

    มือขวาของเขามีปราณสีครามแผ่พุ่งออกมาลำแสงกระแทกไปโดนเสาพังครืดล้มลง อานุภาพช่างน่าแตกตื่นสะเทือนขวัญเป็นอย่างยิ่ง

     

    ‘ลมปราณชนชั้นสีครามระดับเก้า’

     

    “หากไม่ได้ตราลัญจกรคงไม่อาจจะตัดผ่านไปสู่ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงินได้ มัวยืนรออะไรอยู่ รีบไปสิ!”

     

    “คะ ครับ”

     

    ชายผู้นั้นรีบทะยานร่างออกจากห้องลับทันทีร่างกายของเขายังขวัญหนีดีฝ่อไม่หาย จากพลังของอานุภาพเช่นนั้นเขาเองก็เป็นผู้บ่มเพาะเช่นกัน แต่อยู่ในลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับสิบยังไม่อาจจะตัดผ่านไปสู่ลมปราณชนชั้นสีครามได้ เพราะขาดภาชนะรองรับ

     

    เขามีชื่อว่า ‘เพชรกัลป์’ เป็นมือขวาขขององค์กรเพชรถือว่ามีพลังฝีมือสูสีกับเพชรคีรี เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานคอยคานอำนาจกันภายในองค์กร แต่เขาถือว่าเป็นคนสนิทกับเจ้านายยิ่งกว่าใครเพราะเขารู้แม้กระทั่งความลับของเคล็ดวิชาเจ้านายที่สามารถดูดกลืนพลังบ่มเพาะได้

     

    เขาจึงได้รับหน้าที่เป็นคนส่งทรัพยากรการบ่มเพาะและยาสลายยุทธ์ให้เพชรคีรีและสมาชิกในกลุ่มกินเรื่อยมารอเวลาที่สุกงอมที่พวกเขาจะกลายเป็นแหล่งพลังงานให้เจ้านายตัดผ่านเข้าสู่ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงิน

     

    เมื่อเจ้านายของเขาสามารถตัดผ่านเข้าสู่ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงินได้แล้วทอดตาทั่วแผ่นดิน ในประเทศไทยคงไม่มีใครสามารถต่อกรได้เจ้านายเขาจะได้ออกมาจากมุมมืด ผงาดในการยึดครองประเทศเสียที

     

    เพชรกัลป์ขับรถไปที่คฤหาสน์หมู่บ้านอัสดงอันเป็นบ้านพักของคงอินทร์ แต่เมื่อมาถึงกลับพบแต่ความว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ในคฤหาสน์แม้แต่คนเดียว ข้าวของด้านในล้วนกระจัดกระจายเหมือนถูกรื้อค้นสุดท้ายแล้วเพชรกัลป์จึงเดินออกมาหน้าประตูบ้าน

     

    “พ่อหนุ่มมาทำอะไรที่บ้านหลังนี้”

     

    เพชรกัลป์ยักคิ้วมองหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขับมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้ารถเขาเขาจึงเปลี่ยนใบให้ดูเป็นมิตร เอ่ยถามด้วยความสุภาพ

     

    “พอดีผมมาหาเพื่อนที่นี่ครับกดออดอยู่นานแล้ว ไม่เห็นมีใครมาเปิดสักที”

     

    “พ่อหนุ่มไม่รู้จริงๆ หรือ”

     

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพูดเสียงเบาพลางมองไปที่ใบหน้าของเพชรกัลป์เขาได้แต่สงสัย ในคฤหาสน์นี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

     

    “เมื่อวันก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจบ้านหลังนี้เพราะมีคนแจ้งว่ามีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เมื่อไปตรวจพบจึงพบว่าเจ้าของบ้านและลูกน้องเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุไม่มีรอยแผลหรือร่องรอยการต่อสู้อะไรเลย พึ่งจะเก็บศพกันไปเมื่อวานเอง”

     

    “ตายหมดแล้ว ?”

     

    เพชรกัลป์เผลออุทานออกมาพลางนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้านายของเขาได้สั่งให้เพชรคีรีและทีมไปสังหารคงอินทร์เนื่องจากทำงานผิดพลาดพอคิดขึ้นได้เขามีสีหน้าปั้นยากนี่แสดงว่าเขาไม่มีทางที่จะรู้เบาะแสจากคงอินทร์ได้ว่า ใครกันที่เป็นผู้แย่งชิงสิ่งของไป

     

    กลับมาทางด้านของไตรภพหลังจากนั่ง Grabกลับมาที่บ้านแล้ว เขาได้ช่วยครอบครัวทำร้านอาหารจนกระทั่งปิดร้านครอบครัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน บรรยากาศแห่งความสุขผ่านไปเร็วจนกระทั่งเข้านอน

     

    ไตรภพมองเงินในบัญชีสองร้องกว่าล้านบาทเขาคิดคำนวณในใจถึงมูลค่าของโสมหิมะหนึ่งร้อยปีที่บริษัทสมุนไพรหมื่นโอสถครอบครองอยู่

     

    “ถ้าใช้โสมหิมะอายุหนึ่งร้อยปีสิบต้นน่าจะทะลวงขึ้นสู่ระดับแปด หากจะถึงระดับสิบต้องใช้ถึงสามสิบต้น เป็นจำนวนเงินสามร้อยล้าน”

     

    แต่ไตรภพก็ไม่ค่อยจะมั่นใจเหมือนกันเพราะเพลงหมัดเทพอสูรที่ทำให้การบ่มเพาะช้ากว่าเดิมถึงสิบเท่านั้นไม่สามารถคาดเดาได้ด้วยตรรกะธรรมดาแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาจะต้องยกระดับการบ่มเพาะขึ้นให้รวดเร็วที่สุด

     

    ไตรภพได้โทรสั่งให้จักรภพซื้อโสมหิมะอายุหนึ่งร้อยปีจำนวนยี่สิบต้นโดยโอนเงินให้ทั้งหมดสองร้อยล้านบาท ยังไม่รวดส่วนลด 30 % จากกองทัพที่จะช่วยเพิ่มจำนวนโสมหิมะให้มากขึ้น

     

    รุ่งเช้าไตรภพไปเรียนตามปกติในวิชาวันนี้เป็นวิชาคณิตศาสตร์ของอาจารย์กฤษฎา ไตรภพนั่งฟังการสอนด้วยความตั้งใจผิดกับวัศพลและทัดดนัยที่ยังคงนั่งเล่นเกมส์ในคาบเรียนเหมือนเดิม

     

    หลังจากเรียนพิเศษกับกนกพรแล้วไตรภพรู้สึกว่าเรื่องที่อาจารย์กฤษฎาสอนหน้าชั้นเรียนกลายเป็นเรื่องง่ายดายมากต่างจากอดีตที่เขาไม่สามารถคำนวณได้แม้แต่สมการง่าย ๆ

     

    เมื่อเรียนเสร็จแล้วไตรภพตัดสินใจไปหากนกพรที่ห้องพักครูแต่พบเพียงห้องที่ว่างเปล่า จึงเดินออกมาจากอาคารเห็นวัศพลและทัดดนัยกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่

     

    “หาอาจารย์กนกพรหรออาจารย์เขาลาทั้งอาทิตย์นายไม่รู้หรอ”

     

    “ลาทั้งอาทิตย์? ลาไปไหน”

     

    ไตรภพถามขึ้นอย่างตกใจทำไมจู่ ๆ กนกพรถึงลาทั้งอาทิตย์แบบนั้น มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าแต่คิดอีกมุมหนึ่ง เธออาจจะลาไปทำธุระหรือเที่ยวต่างประเทศก็ได้

     

    “เห็นว่าปู่ของอาจารย์ป่วยกระทันหันเลยกลับไปดูอาการหนะ”

     

    “อ่อแบบนี้นี่เอง”

     

    ไตรภพรับคำเขาไม่ได้สนใจมากนัก เรื่องการเจ็บป่วยมันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วแวบหนึ่งของความคิดใบหน้าของเขมิกาได้ลอยเข้ามา ไตรภพรีบสลัดความคิดนั้นทิ้ง

     

     

    “ไปร้าน Moon Star ไหมเพื่อน วันนี้เบื่อ ๆ อยากดื่มหวะ”

     

    “ได้”

     

    ไตรภพรับคำนานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้กลับไปที่ร้านนั้น ทั้งสามคนนั่งรถของวัศพล ไปยังร้านMoon Starเมื่อมาถึงทุกคนต่างได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะเส้นสายของวัศพลและทัดดนัย

     

    “วันนี้เรามาเมากันให้ยับเลยเพื่อน”

     

    “เดี๋ยวก่อนนะพรุ่งนี้วันอังคารเราต้องเรียนไม่ใช่หรอ”

     

    ไตรภพพูดสวนขึ้นเมื่อเห็นวัศพลสั่งไวน์หลายขวด ทั้งยังสั่งกับแกล้มต่าง ๆ มากมายเกินคำว่าพอสำหรับมากันแค่สามคน

     

    “เรียน ?ฉันมีคำคมมาฝากนาย ‘เรียนไปก็ไร้ค่าตายห่าก็ลืมหมด’”

     

    “อีกคำคมนึงนะ ‘คิดว่าโรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองเพราะฉะนั้นห้องเรียนก็เหมือนเตียงนอน’”

     

    วัศพลและทัดดนัยพูดเสริมกันทำให้ไตรภพได้แต่ส่ายหัว สุดท้ายเมื่ออาหารและไวน์มาเสิร์ฟทั้งสามคนก็ได้กินกันด้วยความสนุกสนาน

     

    “ไตรภพ”

     

    เสียงชายคนหนึ่งเรียกไตรภพเขาหันไปมองตามต้นเสียง เจอชายหน้าตี๋ใส่เสื้อเชิ้ตสีแดงเดินยิ้มแย้มเข้ามาจากหน้าประตูร้าน

     

    “พี่ยงศิลป์นี่เองไม่ได้เจอกันนานนะครับ”

     

    ไตรภพลุกขึ้นไปรับยงศิลป์ด้วยความยินดีหลังจากแยกย้ายกันครั้งนั้น เขาก็ไม่ได้ขอช่องทางติดต่อกันไว้ไตรภพพายงศิลป์มาที่โต๊ะ ก่อนที่จะแนะนำวัศพลและทัดดนัยให้รู้จัก

     

    “มาเลยพี่มาดื่มกัน”

     

    “ใช่พี่ มา ๆ”

     

    วัศพลและทัดดนัยลุกขึ้นยกมือไหว้ยงศิลป์พลางจับไม้จับมือ ลากมานั่งที่โต๊ะ หลังจากเด็กเสิร์ฟเอาแก้วไวน์มาเพิ่มแล้วทั้งสี่คนก็ได้พูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ กันด้วยความครื้นเครง

     

    “ฟังที่พี่เล่าแล้วเจ๋งหวะ”

     

    “เออ ไตรภพไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยวะ เรื่องน่าสนุกแบบนี้”

     

    วัศพลและทัดดนัยหันหน้าไปหาเพื่อนของตนหลังจากที่ยงศิลป์เล่าวีรกรรมในครั้งก่อนที่ร้าน Moon Star ให้ทั้งสองคนฟังจนผลลัพธ์ไปจบลงที่คุกกองปราบจังหวัด ทั้งสองคนได้แต่ชื่นชมในวีรกรรมของไตรภพ

     

    “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเล่าสักหน่อย”

     

    “พี่รู้เปล่าเพื่อนผมคนนี้มันร้ายนะ คิดจะแอ้มอาจารย์ด้วย”

     

    “เหอะ ๆ”

     

    ไตรภพยิ้มแห้งดูเหมือนเพื่อนของเขาจะเริ่มมาแล้ว จนเวลาล่วงเลยผ่านไปทั้งวัศพลและทัดดนัยเมาล้มฟุบลงกับโต๊ะ ส่วนยงศิลป์ก็หน้าแดงแต่ยังคงมีสติอยู่

     

    “ธุรกิจร้านขายยาพี่เป็นยังไงบ้างครับ”

     

    “พี่ขายไปแล้วหละเจอปัญหาใหญ่ ยาจากเชียงใหม่เข้ามาตีตลาดน่าน ขาดทุนสะสมมาตลอดเลยขายให้เครือของโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ซื้อไป ตอนนี้ก็เป็นคนว่างงาน ฮ่า ๆ”

     

    ยงศิลป์ระบายเรื่องธุรกิจให้ไตรภพฟังชายหนุ่มเป็นผู้รับฟังที่ดี เมื่อนำเรื่องราวมาประติดประต่อกันแล้วเขามั่นใจเลยว่า โรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ต้องเกี่ยวข้องกับจิรุจแน่ ๆ

     

    “พี่ยงศิลป์ไหน ๆ พี่ว่างงานแล้ว มาช่วยงานผมได้รึเปล่า”

     

    “งานหรองานอะไรหละ”

     

    ยงศิลป์ถามขึ้นอย่างแปลกใจหลังจากเขาขายกิจการแล้ว ก็พอจะมีเงินทุนติดตัวอยู่บ้างประมาณสิบกว่าล้านบาทพอจะให้ทำธุรกิจเล็ก ๆ ไม่ลำบากอะไรในการใช้ชีวิต เขาคิดจะเปิดร้านกาแฟแบบ Slow Life ขึ้นมาในทำเลท่องเที่ยวเกษียณตัวเองในที่แห่งนั้น แต่เมื่อไตรภพชวนเขาทำงานเขาจึงมองน้องชายคนนี้ด้วยท่าทางใคร่รู้

     

    “ผมกำลังจะเปิดบริษัทยา”

     

    ไตรภพอธิบายแผนทำธุรกิจคร่าวๆ ให้กับยงศิลป์ฟัง แต่ยังไม่ได้พูดเจาะลึกถึงตัวสินค้าและสรรพคุณไตรภพคิดว่ายงศิลป์มีประสบการณ์เกี่ยวกับยา ทั้งตำแหน่งกรรมการยังว่างอยู่จึงมีความคิดที่จะให้ยงศิลป์ไปช่วยกันยาบริหาร

     

    “ไม่มีปัญหายังไงพี่ก็ว่างอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งกรรมการ เงินเดือนหกหมื่นมันเยอะเกินไปรึเปล่าไหนจะปรับเงินเดือน 10 % ทุกปี โบนัสการันตีที่สามเดือนอีก น้องชายไม่ใช่ว่าจะเอาเงินมาละลายทิ้งใช่ไหมเนี่ย”

     

    ยงศิลป์พูดติดตลกไตรภพกลั้นขำ ไม่น่าแปลกใจที่ยงศิลป์จะคิดแบบนี้เพราะยงศิลป์ยังไม่เข้าใจถึงตัวสินค้า สรรพคุณ และความลับของเขา

     

    “เดี๋ยวผมให้เบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่งนะเธอชื่อกันยา เป็นผู้บริหาร พรุ่งนี้พี่ลองโทรหาเธอดู”

     

    “ได้สิ”

     

    สุดท้ายยงศิลป์ก็ไม่อาจจะทนฤทธิ์ไวน์ไหวเมาคอพับหลับไปอีกคนหนึ่ง ไตรภพต้องใช้แรงรมหาศาลลากทั้งสามคนขึ้นรถของวัศพลขับไปยังหอพัก แถมยังต้องแบกทีละคนไปนอนที่เตียงนอนในห้องด้วยทั้งสี่คนเมาหลับสนิท ไม่มีสติแม้แต่นิดเดียว สภาพแบบนี้ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะฟื้นกันหรือเปล่า

     

    “เหอะ ๆกินไวน์ไปยี่สิบขวด ไม่เมาหลับก็ไม่ต้องเรียกว่าไวน์แล้วหละ”

     

    ไตรภพมานั่งพักเหนื่อยในห้องรับแขกของห้องพลางอ่านหนังสือทบทวนวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ

     

    “ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนี่ไลน์ไปดีไหม”

     

    ตริ๊ง

     

    “อาจารย์ลาหรอครับ”

     

    ไตรภพตัดสินใจส่งไลน์ไปหากนกพรหลังจากส่งแปบเดียว ก็เด้งขึ้นว่าอีกฝ่ายอ่านแล้ว กนกพรที่กำลังจะนอนเมื่อเห็นไลน์เด้งขึ้นมาเป็นรูปของไตรภพจึงตอบทันที

     

    “ใช่ทำไมนายนอนดึกจัง”

     

    “ปกติผมนอนประมาณนี้อยู่แล้ว”

     

    “พรุ่งนี้มีเรียนนะเดี๋ยวก็ตื่นไม่ไหวหรอก ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าฉันลา”

     

    “วัศพลบอกครับปู่อาจารย์ป่วยหรอครับ”

     

    “อืมอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ช่างเถอะ อย่าลืมทวนบทเรียนด้วยนะ อาทิตย์หน้าเจอกันฉันหายโกรธนายแล้ว”

     

    “อาจารย์โกรธผม?”

     

    “เด็กบ้า ฉันนอนละฝันดี”

     

    ไตรภพอ่านข้อความจากกนกพรด้วยความไม่เข้าใจเธอโกรธเขาด้วย ? เขาไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจกัน แต่สิ่งที่เขาพอจะสัมผัสได้จากการพิมพ์ดูเหมือนกนกพรจะเครียดเรื่องอาการป่วยของปู่เธอไม่น้อย

     

    “นอนดีกว่า”

     

    ไตรภพลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พลางเดินไปสำรวจวัศพล ทัดดนัย และยงศิลป์ที่ห้องข้าง ๆ ก่อนจะนอนลงบนเตียงนอนที่ห้องนอนของตัวเองจนผลอยหลับไป