บทที่ หกสิบสาม
หลิวชิงเซียงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองภายในเรือนพักของตำหนักฟู่ตงร่างบางตรวจสอบตนเองหลังผมยาวถูกเกล้าอย่างเรียบง่ายเป็นทรงกลมสูงกลางศีรษะขณะที่นางหมุนตัวหน้ากระจกเพื่อจัดปิ่นปักผมให้เข้าที่เสียงฝีเท้าของหญิงสาวนางหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกบานประตูไม้สน “หลี่ผินแต่งองค์เสร็จแล้วหรือเพคะ” อิงหลานนางกำนัลคนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมถาดหยกใส่น้ำชาสมุนไพร
หลิวชิงเซียงพยักหน้าน้อยๆขณะยกมือรับถ้วยชา หยิบขึ้นจิบเบาๆก่อนจะวางลงแล้วหมุนตัวคว้าเอาดาบฝึกซ้อมที่พิงอยู่ข้างตู้ “ข้าจะไปสนามฝึก”
“ตอนนี้เลยหรือเพคะ?” อิงหลานอุทานเบาๆ
“อืม” หญิงสาวในชุดสีเข้มพยักหน้าก่อนจะก้าวเดินไปยังประตูด้านนอกซึ่งเปิดออกสู่ลานหน้าตำหนัก
แต่ยังไม่ทันพ้นประตูร่างบางสูงโปร่งในชุดสีเข้มก็ชะงักลงทันทีเมื่อเสียงฝีเท้าร้อนรนดังขึ้นจากหน้าตำหนักตามด้วยเสียงขันทีอ่อนวัยผู้หนี่ง“ถวายบังคมหลี่ผิน กระหม่อมมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวชิงเซียงยืนนิ่งอยู่กลางเฉลียงลมพัดปลิวชายเสื้อคลุมของนางจนลอยระเรี่ยปลายขา นางเหลียวหลังกลับมาช้าๆสีหน้าเรียบสงบ “ว่ามา”
ขันทีคุกเข่าก้มหน้าก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม“ช่วงนี้ฝ่าบาทมีพระราชดำริให้จัดการฝึกทหารในสนามฝึกใหญ่เตรียมรับอาคันตุกะจากแคว้นเฉาหนานพ่ะย่ะค่ะสนามฝึกของตำหนักกว่างเจวี๋ยจึงจะใช้สำหรับการฝึกทั้งหมดขอให้หลี่ผินงดใช้พื้นที่นั้นสักระยะเพคะ”
คำประกาศนั้นราบเรียบทว่าเงาของความเสียดายพลันแวบวาบในดวงตาของหลิวชิงเซียงเพราะไม่คิดว่าจะเร็วเช่นนี้แต่เพียงชั่วครู่ก็ดับลงโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้เห็น ไม่เอ่ยทักท้วงใดนางเพียงพยักหน้าเบาๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว” เสียงของนางนิ่งไร้ความขุ่นเคืองขันทีโค้งกายลาถอยไปอย่างสุภาพ
เมื่อเงาหลังของผู้ส่งข่าวลับสายตาไปแล้วหลิวชิงเซียงจึงหมุนตัวกลับเข้าเรือน นางวางดาบกลับไว้ที่เดิม
อิงหลานกับฟ่านหรูซึ่งเพิ่งตามเข้ามาเมื่อครู่ต่างเดินเคียงผู้เป็นนายกลับเข้าเรือน สีหน้าทั้งสองเปื้อนความลังเลเล็กน้อย “หลี่ผินเพคะ..ถ้าไม่ได้ไปฝึกวรยุทธ์แล้วจะทำอะไรดีเจ้าคะ?”ฟ่านหรูเป็นผู้เริ่มต้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแช่มช้า
“ลองฝึกเครื่องดนตรีดูดีไหมเพคะ?” อิงหลานเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “อีกไม่นานก็จะมีพิธีต้อนรับคณะจากเฉาหนานถ้านายหญิงแสดงฝีมือดีดฉินหรือฟ้อนรำได้..อาจจะได้แสดงถวายพระเกียรติก็ได้นะเพคะ” อิงหลานพยายามเอ่ยถามอย่างมีประกายความหวัง
เมื่อสิ้นคำร่างในชุดไหมสีครามก็หยุดเดินอยู่กลางโถงก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากสีอ่อนขยับช้าๆ “ไม่ล่ะ ข้าจะไม่หาเรื่องใส่ตัวให้ขายหน้า”
เสียงกล่าวนั้นเบาราวสายลมแต่อิงหลานกับฟ่านหรูกลับรู้สึกราวกับได้ยินชัด “จะฟ้อนรำ ดีดฉิน อย่างว่าแต่หนึ่งเดือนหนึ่งปีข้าก็ทำไม่ได้”หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นแววตาคู่นั้นไร้ประกายฝัน นางรู้ตัวเองดีว่าตนเองปลายนิ้วแข็งเกินกว่าจะทำอะไรเช่นนั้นมีเพียงความมุ่งมั่นที่จะฝึกวรยุทธ์เท่านั้นที่จะทำให้นางพอใจท่ามกลางมารยาหลายตลบในวังหลัง นางรู้ดีว่าการแสดงออกในสิ่งที่มิถนัดย่อมมิใช่การชูเกียรติ แต่คือการเผยจุดอ่อน ฉะนั้นอยู่เงียบไว้จะดีกว่า
อิงหลานและฟ่านหรูลอบสบตากันแล้วได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบาความพยายามจะเบี่ยงเบนความคิดของผู้เป็นนายดูจะล้มเหลวลงเช่นเคยบัดนี้นับแต่นางเข้าตำหนักฟู่ตงอย่างเป็นทางการ เวลาผ่านมาไม่เท่าไรก็จริงแต่พวกนางรู้ดีว่าสนมนางในคนอื่นๆจ้องเวลานี้ไม่วางตา ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าสนมแทบทุกคนมาจากพื้นเพตระกูลใหญ่ย่อมเชี่ยวชาญวรรณศิลป์ ท่วงท่าอ่อนหวานเวลานี้คงจะเตรียมแสดงต่อหน้าพระที่นั่งกันยกใหญ่อดไม่ได้ที่ทั้งสองจะนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน..
ยามแสงแดดใกล้ลับขอบฟ้าทอดเงาลงบนลานศิลาหน้าตำหนักฟู่ตงต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งปลูกอยู่ริมเฉลียงทอดกิ่งลงต่ำดอกที่ผลิบานมาตั้งแต่ปลายเดือนก่อนบัดนี้โรยเกลื่อนพื้น อากาศค่อยๆแทรกกลิ่นเย็นชื้นของความเปลี่ยนแปลงฤดูกาลเข้ามาปะปน
ในโถงเรือนของตำหนักฟู่ตงสตรีสามนางนั่งเงียบเรียงกันอยู่บนเก้าอี้ยกพื้นประดับเบาะไหมทอมือสีชาดด้านหนึ่งคือหลิวชิงเซียงในอาภรณ์เรียบสีขาวสะอาดปักลายเมฆาเงินอีกสองนางคือนางสนมผู้มีตำแหน่งเทียบเคียงกันหนิงผินแห่งตำหนักเสียนเหอ และจี้ผินจากตำหนักอวิ๋นหลาน ทั้งสองสีหน้าแย้มพรายบางเบาแต่หากสร้างขึ้นด้วยชั้นเชิงฝึกฝนมาแต่เยาว์วัยในครอบครัวขุนนางชั้นสูง
“ข้ากับคุณหนูจี้ เอ่อ..จี้ผินได้รับมอบหมายจากฮองไทเฮาและไท่เฟยเรื่องพิธีต้อนรับคณะจากแคว้นเฉาหนานจึงจะขอปรึกษากับหลี่ผินสักเรื่อง” หนิงผินเป็นผู้เริ่มต้นเสียงอ่อนหวาน“โดยเฉพาะเรื่องการแสดงจากฝ่ายในที่ต้องนำขึ้นแสดงในงานเลี้ยงพวกเราจึงคิดว่าจะมาขอคำปรึกษาจากหลี่ผิน”
จี้ผินผู้มีใบหน้ารูปไข่เรียวได้ยินดังนั้นก็ผินหน้ามองหลิวชิงเซียง “ใช่แล้วเพคะฮองไทเฮาทรงให้ความสำคัญกับการแสดงครั้งนี้มากนัก สนมนางในที่มีความสามารถจึงควรช่วยกันแสดงออกเพื่อเชิดหน้าชูตาแก่วังหลัง”
เมื่อเสียงของสองสตรีตรงหน้าจบลงบรรยากาศในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะแสงอาทิตย์ยามใกล้ลับเหลือเพียงริ้วทองเรื่อๆ แทรกเข้าชายม่าน แต่หลิวชิงเซียงเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพียงครึ่งจิบไม่เอ่ยวาจาอยู่ครู่ใหญ่ ปล่อยให้ทั้งสองใจจดจ่อรอ จนหลังวางถ้วยชาลง “ข้า..ไม่มีสิ่งใดจะแสดงหรอก” วาจานั้นราวกับใบมีดตัดขาดการคาดหวังทั้งปวง
จี้ผินกะพริบตาปริบๆมุมปากคล้ายคลี่ยิ้มเล็กน้อยแต่หากมองจากมุมด้านข้างจะเห็นว่ามันแฝงเงาเยาะเย้ยอยู่จางๆข้างแก้มที่แต่งด้วยชาดแดงเรื่อ หนิงผินก็เช่นกัน แม้จะมิได้เอ่ยวาจาเพิ่มเติมแต่แววตาเมื่อสบกันระหว่างสองสนมขั้นผินก็มิอาจปิดบังการหยอกเย้าระหว่างพวกนางได้
อิงหลานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนายหลุบตาลงทันทีเพื่อกลบอารมณ์ขุ่นที่พวยพุ่งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่มือที่ประสานอยู่ที่เอวกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวฟ่านหรูที่อยู่ถัดไปก็มีสีหน้าเคร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ไม่เอ่ยวาจาแต่แววตาที่ทอดมองสองสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
นางกำนัลทั้งสองรู้ดีว่าไม่มีสตรีนางใดในวังหลังไม่รู้ว่าหลี่ผินจากเผ่าซาเฟิงนั้นไม่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีหรือวรรณศิลป์ตอนที่เข้าร่วมพิธีคัดเลือกนางสนมที่จะจัดตามลำดับความสามารถนางยังเคยออกปากเองว่าแม้แต่ระบำพื้นเมืองของชนเผ่าตนเองก็ยังรำไม่ได้ ทว่าการกล่าวปฏิเสธต่อหน้าสองผินในวันนี้ดูจะกลายเป็นช่องให้พวกนางจงใจยกตนเหนือกว่า
ฟ่านหรูลอบคิดในใจหากตนมิใช่เพียงบ่าวรับใช้ คงลุกขึ้นทัดทานแทนผู้เป็นนายเสียแล้ว..คนเรายังมีคุณค่านอกเหนือจากท่วงท่าฟ้อนรำและเสียงกู่ฉินอ่อนหวานเหตุใดต้องยกเพียงสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องวัดค่าในวังหลัง?
หลิวชิงเซียงกลับยังคงนิ่งสงบมุมปากไม่ได้กระตุกตอบยิ้ม นางยกถ้วยชาอีกครั้งสีหน้ายามนั้นเหมือนแม่น้ำที่ไม่มีคลื่น เมื่อไร้การตอบสนองหนิงผินจึงเอ่ยเสียงเรียบร้อย “เช่นนั้นพวกเราคงไม่รบกวนหลี่ผินแล้วขอตัวลา”
“เราขอแจ้งหลี่ผินให้ทราบ หากเปลี่ยนใจเมื่อใดสามารถแจ้งตำหนักเสียนเหอหรือตำหนักอวิ๋นหลานได้ทุกเมื่อ” จี้ผินเสริมวาจาท้ายด้วยเสียงไพเราะและยกยิ้มบางๆ เช่นเดิม ก่อนที่ทั้งสองจะลุกขึ้นพร้อมกัน
หลิวชิงเซียงพยักหน้าให้อย่างเงียบงันขณะร่างอรชรทั้งสองเดินผ่านประตูออกไป เงาของพวกนางทอดยาวไปตามแสงสุดท้ายของตะวันบนพื้นหินหน้าตำหนักท่วงท่านั้นดูสง่างามเพียบพร้อมด้วยวรยุทธ์แห่งมารยา
อิงหลานกำมือแน่นดวงตาสั่นระริกริมฝีปากเม้มจนบางเมื่อเห็นมุมปากที่ยกน้อยๆ ของจี้ผินยามหันหลังให้ “นายหญิง..พวกนาง..ช่าง..” เสียงพูดถูกกลืนหายไปกับลมเย็นเยือกของยามสนธยาฟ่านหรูเพียงยืนอยู่ด้านข้างไม่จำเป็นต้องเอ่ย พวกนางรู้ดีในสิ่งที่อีกฝ่ายคิด
ฟ่านหรูก้าวเท้าไปยืนใกล้บานประตูหันหลังกลับมาหาผู้เป็นนายสีหน้าแม้ยังนอบน้อมแต่ดวงตานั้นเจือความขุ่นข้องมิอาจปิดบัง “นายหญิง..ไม่สู้หาสิ่งใดสักอย่างที่ถนัดแสดงให้พวกเขาเห็นเถิดนะเจ้าคะ” อย่างน้อยก็เพื่อให้คนทั้งวังรู้ว่าแม้หลี่ผินจะมาจากดินแดนห่างไกลแต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อยไร้สิ้นความสามารถ
อิงหลานซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างพยักหน้ารับทันทีดวงหน้ากลมซึ่งมักอ่อนโยนในยามปกติพลันเคร่งเครียด “จริงเพคะ! ถ้าไม่ทำอะไรเลยคนพวกนั้นก็จะคิดว่านายหญิงไม่มี..ขอเพียงสิ่งเล็กๆไม่ต้องฟ้อนรำหรือขับร้องไห้งดงามเทียบคนอื่น แต่อย่างน้อยขอให้มีชื่ออยู่ในรายการแสดงก็พอ”
เสียงของนางสองคนสลับกันทั้งเอ่ยทั้งอ้อนวอนอารมณ์แฝงฉุนเฉียวไม่พอใจแทนผู้เป็นนาย เจตนานั้นชัดเจนจนไม่ต้องกล่าวให้ยืดยาว ตลอดเวลาที่อยู่ในวังหลังมานี้สายตาพวกสนมคนอื่นที่ทอดมองหลี่ผินล้วนมีทั้งอยากรู้ สงสัย ประเมินและบางครั้งก็เย้ยหยันทุกอย่างไหลเวียนอยู่ในบรรยากาศแบบเดียวกับตอนที่สนมทั้งสองมาเยือนเมื่อครู่
“ไม่เช่นนั้น..พวกนางจะได้ทุกอย่างไปหมดนะเจ้าคะ” ฟ่านหรูกล่าวต่อ ดวงตานั้นลุกวาวด้วยโทสะที่อดกลั้นไว้“ฮองไทเฮายังให้พวกนางลงมือจัดการกันเองแล้วนายหญิงเล่า..จะเหลืออะไรให้ได้บ้างหรือ? ถ้าไม่แสดงอะไรเลยถึงสุดท้ายพวกนางก็จะจัดให้คนของตัวเองได้แสดงเด่นที่สุดอยู่ดี!”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ!” อิงหลานรีบสนับสนุน “หลี่ผินออกจะเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทถึงกระนั้นกลับไม่ถูกเรียกใช้เลยสักคำ เช่นนี้แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไรนอกจากว่าพวกเขาตั้งใจจะกีดกันท่าน!”
เสียงของทั้งสองประสานกันเป็นคลื่นอารมณ์กระแสความไม่พอใจพลุ่งพล่านในบรรยากาศ แต่หลิวชิงเซียงยังคงเงียบนางเพียงยกมือขึ้นประสานที่ตัก “ไม่ต้องขุ่นเคืองแทนข้าหรอก” เสียงของหลิวชิงเซียงเอ่ยเบาๆ “พวกเจ้าเห็นว่าการไม่ได้รับมอบหมายคือการถูกละเลย..แต่ข้ากลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้น” นางเอ่ยเสียงไม่เย็นชาแต่ก็ไม่เร่งเร้า“สิ่งนี้แม้รู้อยู่แก่ใจว่าฝ่าบาทให้ฮองไทเฮาและไท่เฟยจัดการคิดว่าฮ่องเต้จะไม่คาดคิดหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น?” นางปรายตามองอิงหลานนิดหนึ่งริมฝีปากที่เคยนิ่งเงียบคลี่ยิ้มบางเฉียบ “การให้ฝ่ายในจัดการกันเองแน่นอนว่าจะต้องส่งงานให้พวกของตนเพื่อเอาหน้าอย่างจี้ผินกับหนิงผินก็จัดเป็นกลุ่มคนเช่นนั้นอยู่แล้ว..แล้วมันจะตกถึงข้าได้อย่างไร?”
“แต่นั่น..” ฟ่านหรูจะค้านแต่ก็หยุดลงเมื่อนางเหลือบเห็นดวงตาของผู้เป็นนาย
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ดุดันหรือตำหนิแต่กลับสงบนิ่งอย่างน่าแปลก “นั่นยิ่งดีไม่ใช่หรือ?” หลิวชิงเซียงเอ่ยอย่างราบเรียบ “ข้าเติบโตจากทะเลทรายห่างไกลที่ใดมีงานพิธี ที่นั่นย่อมต้องใช้กฎระเบียบแบบแผน ข้าถนัดแต่ใช้ชีวิตกลางผืนทรายไม่ใช่บรรเลงเสียงดนตรีและกลิ่นชาดอกไม้ หากมีชื่อข้าร่วมแสดงจริง..เจ้าทั้งสองคงต้องหาแพรบางมาคลุมหน้าข้าไว้ให้คนในวังจำหน้าข้าไม่ได้เสียก่อน”
สองนางกำนัลพลันนิ่งไปเมื่อได้ฟังถ้อยวาจานั้น “ถ้าพวกเขาต้องการกลั่นแกล้งข้าจริง..ก็ต้องยัดงานมาให้ข้าทำข้าถึงจะเหงื่อตก แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้..แค่เย้ยหยันเล็กน้อยอย่างมากก็เพียงน้ำลายที่ปลิวหายตามลม ไม่อาจทำให้ข้าสั่นไหวได้เลย” ฟ่านหรูกำชายเสื้อแน่นนางรู้ดีว่านายหญิงของนางมิได้อ่อนแอ หากแต่ยามนี้กลับแข็งแกร่งเสียยิ่งขึ้นไปอีก
“แต่ถ้าพวกเขารู้ทันความคิดนี้แล้วยัดงานมาให้นายหญิงละเจ้าคะ?”
“หากมีเรื่องยากเย็นจริง..ฝ่าบาทเองก็มักจะมีวิธีรับมือเสมอ” หลิวชิงเซียงเอ่ยต่อสายตาเหม่อมองออกไปยังม่านที่พลิ้วรับลมยามสนธยา
ใช่แล้ว..ทั้งอิงหลานและฟ่านหรูต่างนึกถึงคดีของที่ตำหนักฉือหนิงหายก่อนหน้านี้ซูเหยาและหม่าหงที่ถูกส่งมาช่วยเหลือก็คลี่คลายทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อยไม่เพียงไม่สร้างรอยตำหนิให้ตำหนักฟู่ตงแต่ยังทำให้ภาพลักษณ์ของหลี่ผินยิ่งมั่นคงขึ้นอีกหลายส่วน
หากว่าแท้จริงแล้ว..พระองค์ทรงมองทุกสิ่งออกเพียงไม่ปรากฏตนออกหน้าเองเท่านั้น “ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนั้นหรอก” หลิวชิงเซียงกล่าวเบา “มาคิดกันเถอะว่าเย็นนี้จะจัดสำรับใดขึ้นโต๊ะ”
-------------------------------------------------------------
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเชิงๆ ยุ่งมากเลยค่ะ แวะมาลงตอนนิยายแล้วจากไป ไม่ได้แวะมาคุยกันเลย
ตอนนี้เพื่อนรักก็ได้กลบมาเจอกันไปแล้ว ความสัมพันธ์พระนางก็ขยับเข้ามาแล้ว เอ้... มันจะมีอะไรได้อีกนะ 555
เอนจอยรีดดิ้งนะคะ เลิฟๆ นักอ่านทุกคน