บุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔)

    ตอนที่35 สรรพนาม

    “อืมมม เจ้าไปเถอะ ข้าจะไปพบคนคนนึงเสียหน่อย…”

     

    ฉินอินกล่าวออกมา พร้อมกับหันหน้าเดินทางออกจากตำหนักที่พักของตน

     

    ก่อนหน้านั้นไม่นาน

    ณ หุบเข้าที่พัก ตำหนักเซียวเย่

     

    เคร้งๆๆๆ

     

    ผัวะ ผัวะ ๆๆๆ

     

    ย่า!!!

     

    ตูมมมมม

     

    เฟี๊ยววว

     

    ฉินฟางเซียนกับหัวเฉินต่างคนต่างกระเด็นออกมาจากแรงปะทะ พยายามใช้แรงตนเองฝืนบังคับแรงกระแทกให้หยุดลง

     

    ครื่นนนน

     

    เมื่อฝืนทนหยุดแรงปะทะได้ ต่างพร้อมใจกันมองขึ้นไปข้างหน้า พบเห็นบุคคลที่ทำให้พวกตนเป็นเช่นนั้น

     

    ฝุ่นจากการปะทะเริ่มจางหาย ปรากฎเด็กน้อยเสื้อผ้าสีฟ้า มือขวาถือกระบี่ที่กำลังเสียบกระบี่เข้าฝักที่ด้านหลัง มองไปข้างหน้าด้วยใบหน้าอมยิ้มกล่าวออกมา

     

    ฉึบ!

     

    "หัวเฉิน ข้ารู้สึกเหมือนว่าเจ้าจะเก่งขึ้นนิดหน่อยนะ"

     

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า การได้รับคำชมจากพี่ใหญ่เนี่ย หาฟังไม่ง่ายเลยนะ!”

     

    หัวเฉินเมื่อได้ฟังเซียวเย่กล่าวเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะกล่าวออกมาด้วยความดีใจ

     

    “เซียวเย่! แล้วข้าล่ะ! แล้วข้าล่ะ!”

     

    ฉินฟางเซียนยกมือขึ้นโบกไปมา กล่าวตะโกนก้อง

     

    "เจ้าน่ะเรอะ…อืม…ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรมาก"

     

    “ก็เหมือนเดิม? เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าจะบอกว่าข้าฝืมือไม่พัฒนาใช่ไหม! บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้น่ะ! บอกมาเดี๋ยวนี้!”

     

    ฉินฟางเซียนเมื่อได้ฟังก็ยิ่งไม่พอใจ กล่าวโวยวายออกมายกใหญ่  

     

    “เห้ออ ก็ได้ๆๆ เซ้าซี้จัง…เจ้าก็แข็งแกร่งใช้ได้ ข้าไม่เคยประลองกับเจ้ามาก่อน ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเก่งกาจขึ้นหรือไม่ ทีหลังจะถามอะไร คิดก่อนก็ดีนะ…”

     

    “จ-เจ้าบ้า!!”

     

    ใบหน้าฉินฟางเซียนที่ตอนแรกเต็มไปด้วยความสุขกับสลับด้านในบัดดล

     

    “พี่ใหญ่…เมื่อครู่นี้ที่พวกเราประลอง ท่านใช่ใช้เคล็ดวิชาน้ำแข็งมิใช่หรือ? หรือว่าท่านสร้างเต๋าขั้นที่สองเป็นเต๋าน้ำแข็งกัน…ข้ากลัวว่า…”

     

    หัวเฉินวิ่งเข้ามาหาเซียวเย่พร้อมกล่าว

     

    “ทั้งใช่และมิใช่ ไม่มีอะไรต้องกังวล”

     

    เซียวเย่ยิ้มกล่าวตอบแบบสบายๆ

     

    หัวเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มตอบรับทันที บุคคลเช่นนี้จะโง่เง่าไม่รู้เรื่องพวกนั้นได้อย่างไร

     

    “แล้วศิษย์พี่เสี่ยวหลินเล่า?”

     

    เซียวเย่หันไปมองรอบๆก่อนกล่าวถามออกมา 

     

    "ศิษย์พี่กลับตำหนักของตนเองไปแล้ว เพราะต้องไปหลอมโอสถให้เจ้าอย่างไรล่ะ ใช้คนอย่างกับทาส! เห๊อะ!"

     

    ฉินฟางเซียนเดินกอดอก เข้ามากล่าวกับเซียวเย่ เซียวเย่ทำหน้ามึนไม่ได้ยิน หันกลับมามองหัวเฉินกล่าวถามอีกครั้ง

     

    "หัวเฉิน งานที่ข้าสั่งให้เจ้าไปทำล่ะ เจ้าจัดการไปถึงไหนแล้ว?"

     

    “งานอะไรอย่างนั้นหรือ พี่ใหญ่?”

     

    "……ก็ที่ข้าให้เจ้าไปจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาในสำนักไง หรือเจ้าลืมไปแล้ว?"

     

    “อ่อ…อ๋อ!….ใช่แล้วจัดตั้งกองกำลัง…ข้าหาได้แล้ว ถ้า..ร-รวมพี่ใหญ่เข้าไปด้วยก็มี ส-สี่ คน…ฮ่ะ ฮ่ะ ”

     

    "สี่คน? นี่เจ้าไปหาคนฝึกยุทธ์ หรือไปหาคนบ้ากันแน่ ทำไมหามาได้แค่นี้!"

     

    "โถ่ววว..พี่ใหญ่! พอรุ่งเช้า ข้าก็ต้องแหกขี้ตาตื่น มาตำหนักที่พักท่าน ทำอาหารให้ท่านเกือบทุกเช้า ไหนจะเรื่องฝึกยุทธ์อีก…ข้าเหมือนคนว่างที่ไหนกัน"

     

    “……แล้วสี่คนที่เจ้าหามารวมข้าน่ะ มีใครบ้าง?”

     

    “ก็ข้าหัวเฉิน ศิษย์พี่เสี่ยวหลิน ฉินฟางเซียน แล้วก็พี่ใหญ่ไง ฮี่ ฮี่ ฮี่”

     

    “…….”

     

    “นั่นมันคือเจ้าไม่ได้หาใครเลยต่างหาก เจ้างั่ง!!”

     

    เซียวเย่ โมโหถึงกับต้องกระโดดกระชากคอเสื้อหัวเฉินลงมาเพื่อต่อว่า

     

    “เห้ออ…จบแล้วแผนการที่ข้าวางเอาไว้ จบสิ้นแล้ว…”

     

    เซียวเย่ถึงกับต้องส่ายหน้ายกมือขึ้นมานวดขมับตนเอง บ่นออกมา 

     

    “นอกจากพี่เสี่ยวหลินแล้ว ข้าสามารถใช้งานใครได้อีกบ้างเนี้ย”

     

    เซียวเย่บ่นออกมาขณะที่มองสังเกตุเห็นฉินฟางเซียนที่ยืนยิ้ม เอานิ้วมือชี้หน้าตนเองอยู่

     

    "…….ช่างเถอะ…ข้าจัดการเองดีกว่า "

     

    เซียวเย่เมินฉินฟางเซียนในทันที ก่อนที่จะส่ายหน้า ตัดสินใจเดินออกนอกตำหนัก 

     

    “พวกเจ้าตามข้ามา!”

     

    เซียวเย่กำลังเดินออกนอกตำหนักที่พักของตน แต่ทันใดนั้น…

     

    “พวกเจ้าจะออกไปทีไหนกันงั้นหรือ?”

     

    พวกเซียวเย่ยังไม่ทันจะออกจากตำหนัก ก็พบเข้ากับ ฉินอินที่เดินสวนเข้ามาระหว่างทาง

     

    “องค์ชาย!?”

     

    “องค์ชาย!?”

     

    ฉินฟางเซียนกับหัวเฉินเมื่อพบเจอเข้ากับฉินอินก็ต่างตกใจเผลออุทานออกมาพร้อมกัน ยกเว้นเพียงเซียวเย่เท่านั้น ที่ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเท่าใดนัก

     

    "ต่อจากนี้ไปเรียกข้าว่า ฉินอิน เถอะ ยศองค์ชายอะไรนั่น สำหรับข้าไม่ได้สำคัญอีกต่อไป"

     

    “…..เอ่อ.”

     

    ฉินฟางเซียนกับหัวเฉินต่างหันไปสบตากันโดยไม่รู้ตัว เหมือนรู้อะไรบางอย่าง ตัดสินใจแยกตัวออกมาในทันที ตำแหน่งนั้นเลยเหลือแค่เพียงเซียวเย่และฉินอินเท่านั้น…

     

    "องค์ชายผู้ยิ่งใหญ่ มีอะไรให้ข้าเซียวเย่พอจะรับใช้ได้อย่างนั้นหรือ?"

     

    เซียวเย่ไม่ค่อยประทับใจกับการเจอกันครั้งแรกระหว่างตนกับฉินอินเท่าไหร่นัก เมื่อเจอรอบที่สองจึงกล่าวออกมาแบบไม่ชอบใจ

     

    “ฮะ ฮะ ที่ข้าเดินทางมาที่นี่ก็เพราะว่าข้าอยากคุยกับเจ้าน่ะสิ…แต่ก่อนหน้านั่น”

     

    ฉินอินหัวเราะเบากล่าวออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะก้าวออกมา โค้งคำนับขอโทษอย่างเป็นทางการ! ในชีวิตของคนคนหนึ่ง คงไม่มีใครเคยได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการแบบนี้จากองค์ชายของแผ่นดินเป็นแน่ ยกเว้นเพียงเซียวเย่!!!! 

     

    “ข้าเข้าใจดีว่า การที่เราพบเจอกันครั้งก่อน ข้าอาจจะทำให้เจ้าไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้าไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายกับเจ้าจริงๆ โปรดเชื่อใจข้าด้วยเถอะ..”

     

    “……”

     

    เซียวเย่ยังคงเมินเฉยต่อการกระทำและคำกล่าวของฉินอิน สำหรับเซียวเย่ องค์ชายก็เหมือนกับคนธรรมดาคนนึงเท่านั้น ไม่ต่างจากการได้รับคำขอโทษจากคนทั่วไป เซียวเย่ตัดสินใจหันหลังกำลังจะเดินกลับเข้าตำหนัก

     

    พรึบ

     

    ฉินอินเมื่อเห็นว่าเซียวเย่กำลังจะเดินจากตนไป กัดฟันตัดสินใจคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้น กล่าวออกมา

     

    “เซี่ยวเย่ ข้าขอโทษจริงๆ เจ้าอยู่คุยกับข้าก่อนเถอะนะ”

     

    “……เรื่องที่เจ้าต้องการที่จะคุยกับข้า…..มันสำคัญถึงขนาดที่เจ้าต้องทำถึงขนาดนี้เลยอย่างงั้นหรือ…”

     

    เซียวเย่ที่กำลังหันหลังให้อยู่เอามือไขว้หลัง กล่าวออกมาเสียงเบา

     

    "ฮะ ฮะ ฮะ เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?"

     

    ฉินอินที่ยังคงคุกเข่าอยู่ในท่าเดิม หัวเราะเบากล่าวออกมาทั้งอย่างนั้น

     

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าชักจะอยากรู้เสียแล้ว ว่าอะไรที่ทำให้องค์ชายผู้ยิ่งใหญ่ยอมกระทำถึงเพียงนี้…ลุกขึ้นเถอะ….เจ้าอยากคุยมิใช่หรือ…มาสิ มาคุยกัน”

     

    เซียวเย่หัวเราะลั่นกล่าวออกมา ก่อนที่จะเดินเข้าไปในตำหนักพร้อมกับฉินอิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ล้วนถูกแอบมองโดยฉินฟางเซียนและหัวเฉิน ที่ต่างมองหน้ากันอ้าปากข้างอย่างตกตะลึง

     

    เอี๊ยดดด

     

    เสียงประตูถูกเปิด เซียวเย่เดินเข้าไปในห้องรับแขกพร้อมฉินอิน เมื่อต่างฝ่ายต่างนั่งลงเก้าอี้ เซียวเย่กล่าวเปิดประเด็นในทันที

     

    “ฉินอิน…เจ้ามีอะไรจะพูดคุยกับข้าอย่างนั้นหรือ?”

     

    “ข้าฉินอิน ขอกล่าวอย่างไม่ปิดบัง ตอนนี้ตามการคาดเดาของข้า ข่าวเรื่องอาวุธตี้อี ที่ใครเป็นผู้หลอมและแจกจ่ายขายทั่วแผ่นดินในตอนนี้ อาจจะไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว…”

     

    ฉินอินสูดหายใจเข้าลึก กล่าวออกมาตรงๆเข้าประเด็นในทันที พร้อมมองหน้าเซียวเย่ดูปฏิกิริยาไปด้วย เพราะกลัวว่าเซียวเย่จะโกรธและเข้าใจเจตนาของตนผิดไปอีก

     

    “….กล่าวต่อไป”

     

    เซียวเย่เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็ยังคงไว้ด้วยสีหน้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง กล่าวให้ฉินอินกล่าวต่อไป

     

    “ในอีกไม่นาน ตระกูลต่างๆในแผ่นดินที่ถือครองธุรกิจหลอมอาวุธ อาจจะเข้าแทรกแซงธุรกิจตี้อีในตอนนี้ ซึ่งเพราะมันตัดผลกำไลต่างๆของพวกเค้ามากมายมาหลายปี หรือก็คือตระกูลของเจ้าอาจจะมีศัตรูมากกว่าหนึ่ง ขั้นร้ายแรงที่สุดก็อาจเป็นการที่ตระกูลเซียวหายไปจากแผ่นดินนี้ตลอดกาลเลยก็เป็นได้….ซึ่งข้ามองออกถึงจุดนี้ ข้าได้ส่งคนของข้ารีบเดินทางสู่เมืองกวางตุง เข้าปกป้องตระกูลเซียวอย่างลับๆ แต่ข้าคิดว่าเท่านี้มันอาจจะยังไม่เพียงพอ….เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้างเซียวเย่”

     

    ฉินอินพล่ามยาวเหยียด ก่อนที่จะหยุดเพื่อถามความคิดเห็นเซียวเย่

     

     

    “การที่เจ้า…เข้ามาช่วยเหลือตระกูลของข้าเยี่ยงนี้ จุดประสงค์ของเจ้าคือสิ่งใด?”

     

    เซียวเย่ยังคงไว้ด้วยสีหน้าเช่นเดิม กล่าวถามสาเหตุ

     

    ฉินอินเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็กัดฟันตัวเองแน่น 

     

    ‘ผู้ชายคนนี้พูดด้วย ท่าทีเล่นทีจริงไม่ได้เลย ต้องกล่าวตรงๆเท่านั้น!’

     

    เมื่อคิดในใจเช่นนั้นก็ตัดสินใจสูดหายใจเข้าลึก กล่าวออกมา

     

    “ข้าอยากจะเป็น…สหาย….ไม่สิ ข้าอยากจะเป็นผู้ติดตามของเจ้า ข้าฉินอินมองคนไม่เคยผิด ข้าเชื่อว่าเจ้าคงไม่ยอมหยุดอยู่เพียงแค่แผ่นดินเล็กๆแห่งนี้เป็นแน่แท้ ให้ข้าติดตามเจ้าสิ ข้าจะเป็นสมองให้เจ้า เป็นมือขวาให้เจ้าเอง!!!!”

     

    "โอ่วว เจ้าอยากติดตามข้าอย่างนั้นหรือ ถึงแม้จะต้องทิ้งชื่อองค์ชาย…ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ?"

     

    เซียวเย่เมื่อได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ ยิ้มออกมาเล็กน้อยกล่าวถามต่อ

     

    “องค์ชายแล้วอย่างไร สำหรับข้ามันก็เป็นเพียงแค่สรรพนามเรียกชื่อเท่านั้น ไม่มีความหมายกับข้าอีกต่อไปแล้ว”

     

    ฉินอินยังคงยืนยันหนักแน่น กล่าวยืนยันในสิ่งที่ตนเองตั้งใจ

     

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ

     

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ

     

    เซียวเย่หัวเราะลั่นอยู่นานสองนาน ก่อนที่จะหยุดหัวเราะ ยิ้มกล่าวออกมาต่อหน้าฉินอิน

     

    "ได้! ต่อจากนี้ไป เจ้า! ฉินอินคือผู้ติมตามของข้า เซียวเย่ผู้นี้!!"

     

    “'งั้น…อ-แฮ่ม! ถ้าอย่างนั้นเราจะมาคุยหาลือกันต่อได้หรือยัง”

     

    ฉินอินแอบดีใจอยู่ภายใน ตัดสินใจกล่าวต่อเข้าประเด็น

     

    "อืมม แผนการน่ะ ข้ามีอยู่ในใจมานานแล้ว ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง ข้าได้แอบ….."

     

    เซียวเย่ได้คุยหาลือกับฉินอินอยู่พักใหญ่หลายชั่วยาม รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงช่วงค่ำเสียแล้ว เมื่อเซียวเย่เห็นเช่นนั้น ก็เห็นว่าคุยกันมาพอสมควรแล้ว กล่าวตัดบทสนทนาเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

     

    “เอาล่ะ เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง?”

     

    ฉินอินยกมือขึ้นลูบคางช้าๆ ครุ่นคิดสักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ

     

    "อืมมม..แผนการนี้ในช่วงแรกถือว่าไร้ช่องโหว่ แต่ถ้ามีผู้ฝึกยุทธที่ขอบเขตสูงยิ่งกว่าขั้นสะสมเต๋าปรากฎออกมา มันจะไม่ง่ายถึงเพียงนั้น…"

     

    “ถ้าเรื่องนั้น ข้าก็พอหาผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนั้นได้อยู่ เจ้าไม่ต้องกังวลไป มาเถอะ…อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน ข้ามีอะไรอยากจะสอบถามเจ้าอีกสักเล็กน้อย”

     

    เซียวเย่กล่าวตอบออกไปสบายๆ เหมือนกังวลสักหน่อยก็ไม่มี

     

    คล้ายกับเรื่องบุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔) ที่คุณอ่าน