“ระหว่างการประมือของผู้ฝึกยุทธ์ กระดูกหักบ้างล้วนเป็นเรื่องปกตินี่จึงเรียกว่าประมือที่แท้จริงเมืองจินเฟิงถึงกับไม่สามารถรับการบาดเจ็บเล็กน้อยเช่นนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะคอยตามตูดผู้อื่น....”
“ข้าจะบอกว่าศิษย์น้องเซียวยู่นับว่าปรานีมากแล้วหากเขาใช้พลังยุทธ์ทั้งหมดเข้าโจมตีคิดว่าเจ้าหนูนั่นจะมีชีวิตอย่างนั้นรึ”
สุ้มเสียงเหยียดหยามบาดแก้วหูดังให้ได้ยินจากทางสำนักใหญ่และบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งหลายเหบ่าอาวุโสทั้งหลายของเมืองจินเฟิงเพียงได้แต่สั่นศีรษะถอดถอนหายใจอย่างอับจนปัญญาความแค้นอันลึกล้ำของเฟิ่งหยูกลับส่งผลให้ชายหนุ่มเปิดเผยรอยยิ้มแทนที่ชายหนุ่มโอบอุ้มจ้าวหยวนวางข้างกายอ้ายเหม่ย พร้อมกับหยิบเม็ดยาจำนวนสามเม็ดให้กับอ้ายเหม่ย
“ศิษย์พี่หญิง ข้าขอร้องท่านช่วยดูแล จ้าวหยวนได้หรือไม่ ?”
“ตกลง” อ้ายเหม่ยโน้มกายลงอย่างรวดเร็วหญิงสาวป้อนยาเข้าปากของจ้าวหยวน เมื่อนางยกศีรษะขึ้น หญิงสาวพบว่าเฟิ่งหยูยืดกายพร้อมเดินเข้าเผชิญหน้ากับเชียวยู่”
“ดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา หมัดผ่ามือยากหยุดยั้งอันยอดเยี่ยม”เฟิ่งหยูยืนอยู่เบื้องหน้าเซียวยู่ ใบหน้าเงียบสงบ เด็กหนุ่มจ้องมองบุคคลตรงหน้าผู้ซึ่งขวัญกล้าบังอาจทำร้ายจ้าวหยวนอย่างอำมหิตต่อหน้าตนเอง
“เจ้าสมควรจดจำคำพูดที่เจ้ากล่าวประโยคนี้ไว้ให้ดี.... ต่อไปข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง ข้าเฟิ่งหยูอายุสิบสามปี”
“เจ้าเด็กนี้เป็นใคร อายุสิบสามปีกลับอยู่ในชั้นแก่นแท้วิญญาณขั้นหนึ่งทั้งความหนาแน่นของลมปราณ ถึงกับหนาแน่นกว่าหลี่จินอยู่ระดับหนึ่งเหตุใดข้าไม่เคยพบเขามาก่อน!!”
“ไม่จำเป็นต้องคิดมาก มันเป็นศิษย์ของเราแน่นอนมันเป็นหลานชายของสหายเก่าข้าเอง และเพิ่งเข้าร่วมเมืองจินเฟิงเราเมื่อกลางวันนี้เอง”อู่ฉินอธิบายต่อเหล่าผู้อาวุโสอื่น ทว่าสีหน้าของมันกลับเต็มไปด้วยความวิตกหากตนเองปล่อยให้เฟิ่งหยูต้องบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าเมืองนับว่าไม่มีหน้าไปพบกับองค์กษัตริย์ได้เลย แต่ทว่าหากระงับการท้าประลองที่อยู่เบื้องหน้าล้วนไม่อาจเป็นไปได้อู่ฉินเพียงทำได้เพียงเฝ้าดู พร้อมภาวนาให้เฟิ่งหยูไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด
“เฟิ่งหยู ... ระวังด้วย มันแข็งแกร่งมากเกินไป....”จ้าวหยวนกล่าวด้วยความเจ็บปวดพร้อมกุมหน้าอกของมันไว้
เซียวยู่นิ่งค้าไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งหยูจากนั้นมันหัวเราะเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในชีวิต “ฮะ ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆเจ้าเตือนข้างั้นรึ ขู่ข้า ตาต่อตาฟันต่อฟันงั้นรึ ฮ่า ๆๆๆๆ”
แม้ว่าเสียงหัวเราะของเซียวยู่จะกระด้างระคายหูทว่ากลับไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าเสียงหัวเราะนี้โอ้อวดถือดีปราศจากมูลความจริงแม้แต่น้อยหลังจากการหัวเราะอย่างยาวนาน
“พล่ามจบหรือยัง ” เฟิ่งหยูกล่าวอย่างเย็นชา
“โอ้ชื่อของเจ้าคือ ....เฟิ่งหยูใช่หรือไม่ อย่ายืนเฉยสิหากต้องการเริ่มก็เข้ามาโจมตีข้าได้เลย อย่างน้อยเจ้าอาจจะสามารถโจมตีข้าได้บ้างสักครั้งหากให้ข้าเริ่มเจ้าอาจจะไม่มีโอกาสในการตอบโต้เลยก็ได้” เซียวยู่ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม สองมือยกขึ้นกอดอก
“เหอะ” เฟิ่งหยูหัวร่อเช่นกัน ชายหนุ่มไม่กล่าวอันใดอีกทันใดนั้นร่างของเฟิ่งหยูก็พุ่งไปข้างหน้า ฝ่ามือซ้ายยีดเหยียดออก
“อะไรกัน เจ้าไม่รู้จักกระบวนท่าอันใดเลยหรือ?” เสียงหัวเราะของเซี่ยวยู่เพิ่มความเยาะหยันสองตามันหรี่ลงครึ่งหนึ่ง จวบจนแขนของเฟิ่งหยูอยู่ห่างจากร่างของมันเพียงน้อยนิดมันจึงเริ่มเคลื่อนไว ฝ่ามือขอเซียวยู่พุ่งออกด้วยความเร็วรวบกำข้อมือของเฟิ่งหยูเห็นได้ชัดว่ามันสามารถยึดกุมข้อมือของเฟิ่งหยูไว้ได้ขณะที่มันกำลังจะปล่อยพลังลมปราณเพื่อหักข้อมือของเฟิ่งหยูฝ่ามือที่กำลังจะกุมข้อมือของชายหนุ่มพลันสัมผัสได้แต่เพียงความว่างเปล่าร่างของเฟิ่งหยูพลันอัตรธานหายไปจากสายตาคล้ายสลายกลายเป็นหมอก
ขณะเดียวกัน สายลมที่รุนแรงก่อตัวขึ้นทางด้านขวาของมันในขณะที่เซียวยู่กำลังสับสน
“เพี้ยะ!!”
เสียงตบดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วตำหนักทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนถ้วนหน้า เป็นเสียงที่ชัดเจนดุจดั่งใบหน้าของพวกเขาถูกตบเอง เซียวยู่ถูกตบจนร่างลอยกระเด็นจากนั้นร่วงลงกระแทกพื้นอย่างแรงในที่สุด ร่างกายของมันหมุนคว้างอยู่บนอากาศฝ่ามือนี้เฟิ่งหยูไม่ได้ออมแรงไว้แม้แต่น้อย ฝ่ามือที่ฟาดลงตรง ๆ ยังใบหน้าของเซียวยู่อย่างไร้ปรานีนี้สร้างความตกตะลึงแก่เซียวยู่และทุกคนในตำหนักคราแรกพวกเขาล้วนคาดว่าเฟิ่งหยูคงถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างอนาถและบาดเจ็บสาหัสภายในไม่กี่กระบวนท่าเหล่าผู้คนทั้งหลายต่างนิ่งตะลึงด้วยความโง่งมศิษย์เมืองจินเฟิงและเหล่าผู้อาวุโสพากันตื่นตลึง ชั่วขณะสมองของพวกมันพลัน ทีละคนทีละคน เหล่าสำนักใหญ่ โดยเฉพาะตระกูลเซียวต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึง เซียวยู่ผู้มีพลังฝีมือบรรลุถึงระดับขั้นที่สองของขั้นแก่นแท้วิญญาณทั้งยังสืบทอดเคล็ดวิชาและกระบวนท่าจากสำนักกลับถูกฝ่ายตรงข้าที่มีพลังขั้นที่หนึ่งของขั้นแก่นแท้วิญญาณ ซึ่งไม่มีวี่แววของการใช้เคล็ดวิชาอันใดลงมือตบหน้าอย่างรุนแรง
“เมื่อกี้มัน ...เคล็ดวิชาตัวเบา ท่านผู้อาวุโสอู่ฉินท่านเห็นการเคลื่อนไหวของเขาชัดเจนหรือไม่”หนึ่งในผู้อาวุโสเมืองจินเฟิงกล่าวถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“ไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น ข้าไม่เคยเห็นทักษะการเคลื่อนไหวเช่นนั้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ”อู่ฉินกล่าวกระซิบกระซาบสายตาที่จ้องมองเฟิ่งหยูเปลี่ยนไปจากกาลก่อนอย่างเทียบไม่ติด
เซียวยู่คลานขึ้นจากพื้นด้วยความพยายามอย่างหนักใบหน้าของมันบวมปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมันกล่าวโอ้อวดอย่างใหญ่โต แต่ทว่าเพียงพริบตาเดียวมันกลับถูกตบหน้ากลางงานเลี้ยงเช่นนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความอับอายที่เซียวยู่มิเคยได้สัมผัสมาก่อนตลอดชีวิตของมัน
“หาที่ตาย” เซียวยู่คั่งแค้นอย่าถึงที่สุด ชายหนุ่มยกมือทั้งสองพร้อมคำราม มันจู่โจมเข้าหาเฟิ่งหยูขณะเดียวกัน ประกายสีแดงสะท้อนบนฝ่ามือทั้งสองข้างของมันจากนั้นมันยกกำปั้นเพื่อเข้ากระแทกใส่เฟิ่งหยูโดยตรงภายใต้เคล็ดวิชาตะวันเดือดสองมือของเซียวยู่นับว่าบรรจุด้วยพลังอันหนักหน่วงขณะเดียวกันหัวใจของบรรดาผู้อาวุโสและศิษย์เมืองจินเฟิงพลันบีบรัด...พลังฝีมือที่แท้จริงของเซียวยู่นั้นเป็นที่ประจักษ์เมื่อครู่เป็นไปได้มากที่เขาประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปจนประมาท
“ตายยย” ดวงตาทั้งสองของเซียวยู่เปี่ยมล้นด้วยจิตสังหารความอับอายก่อนหน้าเพิ่มพูนความคิดอยากสังหารเฟิ่งหยูขึ้นมาถึงแม้มันจะไม่กล้าลงมือสังหารผู้ใดในเมืองจินเฟิงหากแต่มันยังคงมีความมั่นใจว่ากระบวนท่านนี้จะทำให้เฟิ่งหยูพิการไปชั่วชีวิต
ภายใต้แรงกดดันมหาศาล ราวกับเฟิ่งหยูไม่สามารถขยับได้ไม่มีแม้แต่การป้องกันตัวสองหมัดของเซียวยู่กระแทกใส่เฟิ่งหยูโดยตรงอย่างง่ายดายก่อนที่มันจะทะลุผ่านร่างของเด็กหนุ่มไป
“อะไร อะไรนะ” สองตาเซียวยู่เบิกกว้างร่างของมันถลาไปเบื้องหน้าชั่วขณะตัวมันได้ยินเพียงเสียงปะทะ
“เพี้ยะ!!!”
เสียงตบดังสะท้านแก้วหูดังจนไม่สามารถดังไปกว่านี้ได้อีกใบหน้ามันคว่ำกระแทกลงบนพื้นโดยใช้กรามปะทะก่อนใบหน้าข้างซ้ายพลันบวมฉึ่งขึ้นทันตา ศิษย์เมืองจินเฟิงต่างเบิกตากว้างภายในใจร่ำร้องตะโกนว่า “ซวยแล้ว” หากครั้งแรกเป็นเพียงการประมาทครั้งที่สองเรียกว่าอะไร
เซียวยู่กระเสือกกระสนลุกขึ้นอีกครั้งก่อนจะฝืนกลืนฟันของมันพร้อมกับโลหิต มันจับจ้องเฟิ่งหยูด้วยดวงตาอาฆาตแค้น
“ฟันของเจ้ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”เฟิ่งหยูหรี่ตาลงก่อนจะเยาะเย้ยถากถางมันอย่างไร้ปรานี
“เหอะๆ เหอะๆๆๆๆๆๆ”เซียวยู่เช็ดมุมปากก่อนจะหัวเราะออกมา
“เฟิงหยูเจ้าบีบให้ข้าอยู่ในสภาพอันน่าอับอายนี้ได้เพิ่งจะมีเจ้าเป็นคนแรก ฉะนั้นเจ้าต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน”ก่อนที่เซียวยู่จะกล่าวคำพูดจบเงาร่างของเฟิ่งหยูในแววตาของมันพลันสั่นพร่าและพุ่งเข้าหามันอย่างรวดเร็วสีหน้าของมันพลันกลับกลายเป็นเคร่งขรึม เมื่อตวัดแขนวาดไปข้างหน้ามันได้รับบทเรียนแล้วทั้งยังใช้เคล็ดวิชาตะวันเดือด แผ่ครอบคลุมทั้งสามทิศทางด้านหน้า ซ้าย และขวา ทว่าครานี้คลื่นกระแสลมอันรุนแรงกลับพัดมาจากเบื้องบน
ตุ๊บ !!!1
เฟิ่งหยู เตะใส่ดวงตาข้างขวาของมันอย่างอำมหิตร่างของมันหมุนขว้างกลับหลัง และอีกครั้งที่มันร่อนลงพื้นโดยใช้กรามของมันกระแทกลงก่อนส่วนอื่นฟันปนโลหิตปลิวกระเด็นออกมาในทันที เฟิ่งหยูตวัดสายตามองต่ำ
ตูมมม!!!!
ขณะที่เซียวยู่กำลังจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นเท้าของเฟิ่งหยูพลันเตะสกัดเข้าที่นัยน์ตาข้างซ้าของเซียวยู่ร่างกายกึ่งนอนกึ่งนั่งของมันพลันพลิกม้วนกลับหลังอย่างงดงามอีกครั้ง สองตาของมันพลันกลายเป็นหมีแพนด้าไปแล้ว
“ผ่ามือดับตะวัน” เซียวยู่คำรามเสียแหบพร่า ก่อนพุ่งเข้าใส่เฟิ่งหยูภายใต้เคล็ดวิชาอีกครั้ง นี่คือกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดของตระกูลเซียว ฝ่ามือดับตะวัน แขนทั้งสองของเซียวยู่หมุนควงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดประกายสีแดงสว่างจ้าเฟิ่งหยูยืนอยู่กับที่ยกฝ่ามือขวาแทรกผ่านเข้าในในกลุ่มเส้นสีแดงจ้าเหล่านั้นพร้อมกระแทกเข้าในตำแหน่งเหนือข้อศอกของเซียวยู่ด้วยกำลังอันหนักหน่วง
ทันใดนั้นเอง แขนทั้งสองข้างของเซียวยู่พลันกลายเป็นชาด้านคลื่นพลังอันตรธานหายไปหมด พลังลมปราณทั่วร่างพลุกพล่านปั่นป่วนส่งผลให้ร่างของมันนิ่งค้างไปเฟิ่งหยูก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมกับกระแทกข้อศอกของเด็กหนุ่มเข้าใส่ตำแหน่งหน้าอกของเซียวยู่
แกร๊กกก!!!
กระดูกหน้าอกของเซียวยู่พลันหักและเคลื่อนหลุดออกจากที่ร่างทั้งร่างของมันปลิดปลิวขึ้นกลางอากาศดุจใบไม้ท่ามกลางสายลมขณะที่มันปลิวไสวเซียวยู่กระอักโลหิตออกมาเป็นเส้นคล้ายลูกธนูมันร่วงลงสู่พื้นดุจถุงทรายถุงหนึ่งที่โดนจับโยนขึ้น ทั่วร่างบิดกระตุกสองสามครั้งไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
“เซียวยู่”
เหล่าศิษย์สำนักตระกูลเซียวต่างตกตะลึงผู้คนสองคนก้าวขึ้นมาพยุงร่างของเซียวยู่ที่ร่วงลงกับพื้นพร้อมป้อนยาสามเม็ดเข้าปากของมันหนึ่งในนั้นเงยศีรษะขึ้นจ้องมายังเฟิ่งหยูพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ระหว่างการประลองแลกเปลี่ยนฝีมสือของผู้เยาว์ในรุ่นเดียวกันเจ้าถึงกับลงมืออย่างอำมหิตถึงเพียงนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับเซียวยู่สำนักตระกูลเซียวเราไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่”
“โอ้ ข้าไม่เข้าใจทีท่านกล่าวมาแม้แต่น้อย” เฟิ่งหยูกล่าว
“แน่นอน พวกเราแลกเปลี่ยนพลังฝีมือกัน ทว่าดาบกระยี่ไร้นัยน์ตาหมัดฝ่ามือยากหยุดยั้ง ขณะกำลังประลองฝีมือ บางครั้งถึงกับมีการเสียชีวิตเนื่องจากการไม่อาจจะยั้งมือระหว่างการประลองการได้รับบาดเจ็บบ้างล้วนไม่มีสิ่งใดแปลกประหลาด ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าศิษย์ชั้นยอดของสำนักตระกูลเซียวของเจ้าจะเปราะบางเพียงนี้ถึงกับกระดูกแตก กระอักโลหิต แค่เพียงห้ากระบวนท่าเท่านั้นพวกเจ้าไม่ตำหนิตนเองไร้ฝีมือกลับมาตำหนิข้างั้นรึ?”
คำพูดโอ้อวดถือดีที่เซียวยู่กล่าวออกมาด้วยตนเองหลังจากทำร้ายจ้าวหยวนก่อนหน้านี้เฟิ่งหยูส่งมันกลับไปทั้งหมดคำต่อคำ.... การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแค่คำพูดที่ชายหนุ่มสวนกลับไปทว่านี่ล้วนไม่ต่างอันใดกับการตบหน้าพวกมันทั้งสำนัก
คำพูดของเฟิ่งหยูสร้างความสาสมใจให้กับเหล่าศิษย์เมืองจินเฟิงอย่างถึงที่สุดอาการบาดเจ็บของจ้าวหยวนหายเป็นปกติแล้ว ขณะมันยืดแผ่นหลังขึ้นสองมือกำแนบแน่และเฝ้ามองภาพอันน่าสมเพชของเซียวยู่ที่นอนสิ้นสติอยู่บนพื้นมันไม่เคยได้ระบายความแค้นอย่างสะใจแบบนี้มาก่อน
ห้ากระบวนท่าในการได้รับชัยชนะ สองกระบวนท่าคือการตบหน้าสองกระบวนหลังคือการเตะเบ้าตา กระบวนสุดท้ายจู่โจมพิชิตชัย นี่จะเรียกว่าเป็นการชี้แนะแลกเปลี่ยนได้อย่างไรนี่สมควรเรียกว่าเป็นการสร้างความอับอายเสียมากกว่าในฐานะของศิษย์ตระกูลเซียวพวกมันยังคงนั่งหน้านิ่งได้อย่างไรเมื่อภายในใจของพวกมันท่วมท้นไปด้วยความโกรธเคืองเนื่องเพราะการถูกดูหมิ่นจากศิษย์เมืองจินเฟิง ซึ่งถูกพวกมันดูถูกมาตลอดหนึ่งในนั้นพลันยืนขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมหันหน้ามาทางอู่ฉินเพื่อกล่าว กับองค์หญิงหนิงเอ๋อที่เฝ้ามองดูการประลองอยู่ตลอด
“วันนี้เป็นวันรับตำแหน่งของท่านเจ้าเมืองจินเฟิงพวกเราเหล่าสำนักตระกูลเซียวมาที่นี่ด้วยเจตนาดีเพื่ออวยพรต่อท่านอย่างแท้จริงการประมือของศิษย์ทั้งสองสำนักล้วนเพียงเพื่อการสร้างความสนุกสนานครึกครื้นทว่าไม่เพียงศิษย์เมืองจินเฟิงของท่านใช้ฝีมือต่ำช้ามันยังกระทำการดูหมิ่นศิษย์สำนักตระกูลเซียวเราอีกด้วย .. ข้าขอถามหรือนี่คือวิธีปฏิบัติต่อแขกเหรื่อของเมืองจินเฟิ่งเช่นนั้นรึ ?”
“ฮ่า ๆๆๆ ..” หนิงเอ๋อไม่ทันตอบคำถาม ทว่าเฟิ่งหยูกลับเริ่มหัวเราะ
“ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าเจ้าต้องมีหนังหน้าที่หนาสักเพียงใดจึงกล้ากล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมาศิษย์สำนักตระกูลเซียวของเจ้าทำร้ายศิษย์เมืองจินเฟิงจนบาดเจ็บสาหัสติดต่อกันเจ้าเองกลับทำเป็นตาบอด มองไม่เห็นว่ามันจงใจลงมือด้วยความอำมหิตนอกจากนั้นมันยังกล่าวกระทบกระเทียบดูหมิ่นเมืองจินเฟิงอีกด้วยหากไม่มีผู้ใดในสำนักของเจ้าออกหน้าห้ามปรามแม้แต่คนเดียว ทว่ากลับนั่งหัวร่อขบขันนี่หรือความจริงที่สำนักของเจ้ากล่าวถึง.. นับเป็นที่น่าหัวเราะเสียยิ่งกว่าเรื่องเล่าที่ทั้งหมดที่ข้าได้ยินมา”
“เจ้า “ ศิษย์ตระกูลเซียวล้วมิคาดคิดว่าผู้เยาว์คนหนึ่งจะกล้าชี้หน้าด่าทอพวกมันต่อหน้าผู้คนนอกจากนี้ทุกคำพูดจู่โจมอย่างตรงจุด ไม่เหลือที่ให้พวกมันได้โต้แย้ง
“อา นี่เป็นโคถึกน้อย ไม่กลัวพยัคฆ์อย่างแท้จริง”ชายวัยกลางคนจากสำนักตระกูลเซียวกล่าวออกมา
“การแสดงของพวกมันล้วนไม่เลว ทั้งพรสวรรค์ดั้งเดิมล้วนนับว่าผ่านเกณฑ์สำหรับเมืองจินเฟิงในการฝึกปรือศิษย์ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ได้ นับเป็นเรื่องหายากจริงๆ” ผู้อาวุโสเซียวยกจอกสุรา ขณะปรายตามองเฟิ่งหยู
“น่าเสียดาย ที่มันกลับจองหองและโง่เง่าอยู่บ้างการกล้าต่อต้านสำนักตระกูลเซียวเยี่ยงนี้ มันคิดหรือว่าสำนักเมืองจินเฟิงจะสามารถปกป้องมันได้จริงๆ”