ตอนที่ 32 ความลับมากมายที่ปิดเอาไว้
เซิ่งอันหนิงรีบยกกระเป๋าขึ้นอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือเองได้”
เซิ่งอันหนิงไม่คิดว่าจูกุ้ยฮวาต้องการจะช่วยเธอถือของ เกรงว่านางคงอยากรู้ว่ามีของอะไรบ้างในกระเป๋าเสียมากกว่า
จูกุ้ยฮวารู้สึกไม่พอใจ แต่โจวสือซวินยังอยู่ตรงนี้ นางจึงยิ้มแย้มเช่นเดิม “งั้นก็ไม่เป็นไร พวกแกรีบไปนอนเถอะ เป็นห้องนอนเก่าของเจ้ารองนะ พวกแกลองไปดูก่อนว่าขาดเหลืออะไร”
โจวหม่านชางกำชับประโยคสั้น ๆ “เอาไฟไปด้วย”
เซิ่งอันหนิงถือกระเป๋าตามโจวสือซวินออกไป เธอชายตามองโจวฉางยวิ่น ชายหนุ่มหลบสายตาไปอย่างลับ ๆ จนหญิงสาวรู้สึกว่าตนคิดไม่ผิด
เขาไม่สามารถปิดบังความละโมภและความคิดต่ำ ๆ ในสายตาเอาไว้ได้
เซิ่งอันหนิงอดถอนหายใจไม่ได้ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวแบบไหนกัน คาดไม่ถึงว่าโจวสือซวินจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมของครอบครัวนี้
ห้องของโจวสือซวินอยู่ด้านในสุดของทิศตะวันออก มันเป็นห้องขนาดเล็ก เมื่อมองดูแล้วไม่น่าจะเกินห้าถึงหกตารางเมตร ในห้องนั้นก็มีเตียงเตาอยู่หนึ่งหลังเช่นกัน บนเตียงมีผ้าปูหยาบ ๆ ผ้าห่มสีขาวสองผืน บนผนังก็มีหนังสือพิมพ์แปะเอาไว้
ข้าง ๆ หน้าต่างมีโต๊ะทำงานว่างเปล่าอยู่หนึ่งตัว
สามารถมองออกเลยว่าจูกุ้ยฮวาเก็บกวาดอย่างลวกๆ เท่านั้น และข้าวของของโจวสือซวินซักหนึ่งชิ้นก็ไม่มี คาดว่าน่าจะถูกคนที่บ้านเอาไปแล้ว
หญิงสาวเอ่ยขึ้นเบา ๆ “คุณน่าจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของครอบครัวนี้แน่ ๆ ”
โจวสือซวินวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะทำงาน และหันไปมองเซิ่งอันหนิง “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
เซิ่งอันหนิงรีบส่ายหน้า “ไม่มีอะไร คาดไม่ถึงว่าแม่ของคุณจะกระตือรือร้นขนาดนี้น่ะ”
โจวสือซวินไม่ได้ถามอะไรออกมา เขามองดูผ้าห่มสองผืนที่วางไว้บนเตียง ถึงตระหนักได้ว่าตนพาเซิ่งอันหนิงกลับมาด้วย สองสามวันนี้จะต้องนอนบนเตียงเตาหลังนี้
ชายหนุ่มลังเลที่จะอธิบายให้กับเซิ่งอันหนิงฟัง จึงให้เธอพักอยู่ในห้องนี้ ค่ำคืนนี้ชายหนุ่มก็ได้ไปนอนข้างนอก
เซิ่งอันหนึ่งเอ่ยขึ้นมาก่อน “ในบ้านมีน้ำร้อนหรือเปล่าคะ? อีกสักครู่ฉันจะดูแผลให้คุณ นั่งมาทั่งวันไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง”
เซิ่งอันหนิงตัดสินใจที่จะตามโจวสือซวินกลับมา เพราะเธอคิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว การที่จะนอนร่วมห้องกันก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
ถึงอย่างไรผ้าห่มก็ใช้คนละผืนกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร
และโจวสือซวินยังเจ็บหนักเช่นนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำเช่นไร?
ดังนั้นเซิ่งอันหนิงจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย อยากรีบอาบน้ำและนอนดี ๆ วันนี้นั่งรถมาทั้งวันร่างกายก็แทบจะแตกสลายแล้ว
และยังต้องตรวจสอบแผลของโจวสือซวินให้ดี ๆ อีก
สิ้นเสียงของหญิงสาว จูกุ้ยฮวาก็เข้ามาพร้อมกับกระติกน้ำสีดำสองใบ “ตอนฟ้ามืดพึ่งจะต้มน้ำร้อน พวกแกเอาไปอาบน้ำสิ”
เมื่อวางกระติกน้ำแล้วจูกุ้ยฮวาก็ลอบมองกระเป๋าที่อยู่บนโต๊ะ และจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ “แม่จะไปเอากะละมังล้างหน้าและล้างให้พวกแกอีกนะ”
โจวสือซวินไม่มีเวลาเอ่ยอะไร จึงทำได้เพียงออกไปเอาถังน้ำเย็น และยังห้ามจูกุ้ยฮวาที่กำลังจะไปเอากะละมังมาให้ เมื่อไม่ให้นางมายุ่งวุ่นวายและรีบกลับห้องไป
จูกุ้ยฮวาไม่อาจเดาความคิดของโจวสือซวินจากใบหน้าของเขาได้ และไม่รู้ว่าเป้าหมายในการกลับมาครั้งนี้ของชายหนุ่มคืออะไร ดังนั้นนางจึงต้องระวังเป็นพิเศษ “วันพรุ่งนี้พวกแกไม่ต้องตื่นแต่เช้านะ สองวันมานี้คนงานเริ่มขุดคลองแล้ว ตอนเช้าอาจจะเสียงดังโวยวายหน่อย”
โจวสือซวินตอบกลับ และถือกะละมังกลับเข้าห้องมา
จูกุ้ยฮวายิ่งคิดในสิ่งที่ตนสงสัยมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น จึงได้วิ่งกลับห้องไปหาโจวหม่านชางที่นอนอยู่บนเตียงเตา “คุณว่าจู่ ๆ เจ้ารองกลับมาทำอะไร?”
โจวฉางยวิ่นยังคงพิงอยู่บนเตียงเตา มือทั้งสองข้างกอดอกอย่างไม่ใส่ใจสิ่งใด “นี่เป็นบ้านพี่ ทำไมพี่จะกลับมาไม่ได้ล่ะ? ตอนแรกพี่บอกว่าจะไม่กลับมาแต่งงาน ผมยังคิดอยู่เลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ชอบคนบ้านนอกอย่างพวกเรา ตอนนี้กลับมาแล้วก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ”
จูกุ้ยฮวาจ้องมองเขาเขม็ง และตำหนิออกมาเบา ๆ “แกพล่ามอะไรอยู่ แกลืมเรื่องของหลัวไฉ่เสียไปแล้วหรือ?”
โจวฉางยวิ่นตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “พี่รองเองก็ไม่ได้บอกว่าจะลงเอยกับหลัวไฉ่เสีย จะว่าไปแม่ก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องของผมกับหลัวไฉ่เสียนี่นะ”
จูกุ้ยฮวากลืนน้ำลาย “แกหุบปากไปซะ แกมันใช้ไม่ได้ ฉันจับหล่อนไว้ในห้องแล้วแต่แกก็ทำไม่สำเร็จ ถ้าแกหลับนอนกับหลัวไฉ่เสีย ตอนนี้หล่อนก็คงจะเป็นเมียแกไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
โจวฉางยวิ่นไม่ยอมแพ้ “ใครจะไปรู้ว่าหลัวไฉ่เสียให้ตายยังไงก็ไม่ยินยอมล่ะ ไม่รู้ว่าชอบอะไรในตัวพี่รองนักหนา สุดท้ายแล้วพี่รองก็ไม่เอาหล่อน ตอนนี้หล่อนก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงเหลือทิ้ง ผมจะรอดูว่าผู้ชายหน้าไหนจะกล้าเอาไปทำเมีย”
จูกุ้ยฮวานั้นชอบหลัวไฉ่เสียมาก ๆ หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านและยังเชื่อฟังคำคน แถมอยู่กับแม่ที่เป็นหม้าย หล่อนจึงมีความสามารถต่าง ๆ มากมาย
จูกุ้ยฮวาต้องการให้หลัวไฉ่เสียลงเอยกับลูกชายคนเล็กของนาง ผลปรากฏว่าหลัวไฉ่เสียกลับชอบพอกับโจวสือซวิน
และตอนที่โจวสือซวินอยู่ที่บ้านนั้นก็มักจะไปช่วยหลัวไฉ่เสียกับแม่ของหล่อนอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะทำนา ตักน้ำ ตัดฟืน ดังนั้นจูกุ้ยฮวาเลยคิดว่าโจวสือซวินเองก็ชอบหลัวไฉ่เสียเช่นกัน
และโจวฉางยวิ่นก็ชอบหลัวไฉ่เสียเช่นกัน จูกุ้ยฮวาจึงลำเอียงไปที่ลูกชายคนเล็กและก็หวังไว้เช่นกันว่าหลัวไฉ่เสียจะได้มาเป็นภรรยาของลูกชายคนเล็กของนาง รอให้แม่ที่เป็นหม้ายของหลัวไฉ่เสียเสียชีวิตลงแล้ว บ้านหลังนั้นก็จะกลายเป็นของโจวฉางยวิ่น
ดังนั้นไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ จุกุ้ยฮวาจึงได้วางแผนเอาไว้ นางอยากให้ฝันของโจวฉางยวิ่นเป็นจริง แบบนี้แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหลัวไฉ่เสียจะหนีไปไหน
ผลปรากฏคือไม่ว่าจะทำอย่างไรไฉ่เสียก็ไม่ยินยอม แถมยังจะวิ่งเอาหัวชนกำแพงจนตาย
จูกุ้ยฮวาก็กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ จึงรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อมหลัวไฉ่เสียและบอกว่าโจวฉางยวิ่นนั้นดื่มมากเกินไป ขอให้หญิงสาวไม่เอาเรื่องนี้ออกไปพูด และวันข้างหน้าจะให้หล่อนแต่งงานกับโจวสือซวิน
นางทำแม้กระทั่งคุกเข่าอ้อนวอนหลัวไฉ่เสีย
หลัวไฉ่เสียจึงใจอ่อนที่จะตกตลง จากนั้นจูกุ้ยฮวาจึงรีบหาภรรยาจากหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปให้กับโจวฉางยวิ่น เช่นนี้ข่าวลือจึงได้นิ่งเงียบและหายไป
แต่เมื่อสามปีก่อน โจวสือซวินได้โทรศัพท์กลับมาบอกว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส และให้คนที่บ้านเข้าไปช่วยดูแล
จูกุ้ยฮวาเองก็ไม่อาจตัดใจที่จะไปได้ ถ้านางตัดสินใจไป นางก็จะได้รับค่าแรงที่ลดลงและยังต้องใช้เวลาในการเดินทางหลายวัน คิดแล้วนางจึงส่งหลัวไฉ่เสียไปแทน
วันนั้นหลัวไฉ่เสียก็เก็บข้าวเก็บของและเดินทางออกไป หล่อนจากไปครึ่งเดือนจึงจะกลับมา คนในหมู่บ้านจึงคิดว่าโจวสือซวินจะต้องแต่งงานกับหลัวไฉ่เสียแน่ ๆ
อย่างไรก็ตามหลัวไฉ่เสียก็ลงไปดูแลชายหนุ่มโดยที่ไม่มีสถานะอะไรเลยเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน
เช่นนี้พวกเขาจึงรอคอยวันที่จะได้ฉลองงานแต่งงานของโจวสือซวินและหลัวไฉ่เสีย ใครจะไปรู้ว่าสามปีผ่านไป ไม่กี่เดือนก่อนก็มีข่าวการแต่งงานของโจวสือซวิน และภรรยายังเป็นหญิงสาวจากในเมือง
คนในหมู่บ้านจึงคิดว่าโจวสือซวินนั้นไม่สนใจหลัวไฉ่เสียแล้ว พอได้อะไรที่ดีกว่าก็ลืมของเก่า
แต่จูกุ้ยฮวานั้นรู้ดีว่าเมื่อสามปีก่อนในขณะที่หลัวไฉ่เสียกำลังเดินทางไปดูแลโจวสือซวินนั้น ระหว่างทางหล่อนก็ถูกโจวฉางยวิ่นฉุดไปขืนใจในทุ่งข้าวโพด
โจวฉางยวิ่นนึกว่าจะไม่มีใครรับรู้เรื่องนี้ แต่จูกุ้ยฮวาได้ตามไปดูอย่างลับ ๆ
หลังโจวฉางยวิ่นได้ระบายสัญชาตญาณดิบของตนแล้ว ชายหนุ่มก็ได้สวมกางเกงจากไปและทิ้งหลัวไฉ่เสียที่ตายทั้งเป็นไว้ตรงนั้นอย่างไร้เยื่อใย
จูกุ้ยฮวากลัวว่าหลัวไฉ่เสียจะฟ้องร้องลูกชายของตน นางจึงได้พาหลัวไฉ่เสียไปที่กระท่อมบนภูเขาและดูแลหล่อนเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน โชคดีที่นางเกลี้ยกล่อมไฉ่เสียได้ ขอเพียงหลัวไฉ่เสียไว้ชีวิตโจวฉางยวิ่นที่ทำตัวไร้จิตสำนึกเท่านั้น
จูกุ้ยฮวาจะให้โจวสือซวินมาแต่งงานกับหลัวไฉ่เสียอย่างแน่นอน
เรื่องราวนี้ก็กลายเป็นเรื่องราวที่ไม่มีใครล่วงรู้ หลัวไฉ่เสียเองก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย เนื่องด้วยหล่อนเองมีนิสัยเก็บงำมาโดยตลอดจึงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
จูกุ้ยฮวากลับร้อนรนอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าโจวสือซวินจะรู้เรื่องนี้เข้า และรู้ว่าตนนั้นได้ทำเรื่องอะไรลงไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม สองปีที่แล้วก็ได้มีคนเข้ามาบอกข่าวคราวของโจวสือซวินว่าชายหนุ่มได้เป็นข้าราชการระดับสูงอยู่ในปักกิ่ง
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ตอนนี้คือสงสารไฉ่เสียเลย โดนคนที่ไม่ได้รักข่มขืน แล้วคนที่รักก็ดันแต่งงานกับคนอื่น แถมโดนแม่คนที่มาข่มขืนห้ามไม่ให้ฟ้อง มิน่าท่าทางตอนเจอกันล่าสุดถึงดูไม่มีชีวิตชีวา น้องต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ตรมมานานขนาดไหนอะ
ไหหม่า(海馬)