ยอดยุทธ์ท้าชะตา พิชิตยุทธภพ

    บทที่ 33 บังคับแต่งงาน

    บทที่ 33 บังคับแต่งงาน


    หน้าจวนหลี่ เฉินอี้เฟยลงจากเกี้ยวแล้วเดินตรงไปยังจวนเบื้องหน้า


    “ท่านเฉิน คุณหนูบอกว่าวันนี้ไม่สะดวกพบแขกขอรับ”


    บ่าวรับใช้สองคนเดินเข้ามาขวางหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “ข้าเป็นว่าที่สามีของคุณหนูของพวกเจ้า ไม่นับว่าเป็นแขกหรอก”


    เฉินอี้เฟยพูดพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะผลักบ่าวรับใช้ทั้งสองออกแล้วเดินหน้าต่อไป


    “ท่านเฉิน คุณหนูบอกว่าวันนี้ไม่สะดวกพบแขกจริง ๆ โปรดท่านเฉินช่วยเห็นใจ อย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลยขอรับ”


    บ่าวรับใช้ทั้งสองรีบขวางหน้าอีกครั้ง


    “ไสหัวไป!” เมื่อเห็นดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินอี้เฟยก็หายวับไปทันที

    สีหน้าของบ่าวทั้งสองเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงยืนขวางอยู่ด้านหน้า ไม่ยอมหลีกทางให้


    “ไม่รู้จักดีชั่ว! พวกเจ้าจงจัดการพวกมันให้ข้า!” เฉินอี้เฟยสีหน้าเย็นชาลง ตวาดสั่งบ่าวรับใช้ของตน


    “ขอรับ!”


    ด้านหลัง ชายฉกรรจ์สี่คนก้าวขึ้นมา กระชากบ่าวทั้งสองออก แล้วเริ่มชกต่อยเตะถีบ


    เฉินอี้เฟยแค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วก้าวเดินเข้าสู่จวนเบื้องหน้า


    ณ ห้องโถงหลักของจวนหลี่ หลี่โย่วเวยกำลังจัดการบัญชีในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทันใดนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็รีบร้อนเข้ามา พลางรายงานอย่างร้อนรน “คุณหนู ท่านเฉินอี้เฟยบุกรุกเข้ามาอีกแล้วเจ้าค่ะ”


    เมื่อหลี่โย่วเวยได้ยินดังนั้น นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า       “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปได้”


    “เจ้าค่ะ!” สาวใช้รับคำสั่งแล้วหมุนตัวจากไป


    “คุณหนู ต้องการให้ข้าจัดการกับเขาให้หรือไม่เจ้าคะ?”


    หญิงสาวชุดแดงเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “ไม่ต้องหรอก”


    หลี่โย่วเวยส่ายหัว “เขาก็เป็นถึงบุตรชายของราชาเสวียนอู่ หากเจ้าใช้กำลังกับเขาที่นี่ พวกเราก็จะเดือดร้อนไปด้วย”


    หงจู่พยักหน้า ไม่พูดอะไรต่อ แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา



    บุตรชายของราชาเสวียนอู่คนนี้นี่มันช่างน่ารำคาญจริง ๆ ครั้งที่แล้ว หากท่านเจ้าสำนักไม่แอบส่งคนมาช่วยเหลือหลี่โย่วเวย เกรงว่านางคงตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว


    ด้วยเหตุนี้เอง ท่านเจ้าสำนักจึงส่งนางมาคอยคุ้มครองหลี่โย่วเวยอย่างใกล้ชิด


    พูดถึงเรื่องนี้ จื่อเย่น้อยก็คงได้รับข่าวแล้ว นับวันดูแล้วก็ใกล้จะมาถึงแล้ว


    เจ้าเด็กคนนั้นน่ะ ไม่ใจดีเหมือนกับนางผู้เป็นพี่หรอก


    “โย่วเวย ข้ามาแล้ว เหตุใดเจ้าถึงชอบหลบหน้าข้าอยู่เรื่อย”


    ทันใดนั้น เสียงน่ารำคาญก็ดังขึ้นจากนอกห้องโถงใหญ่ ตามมาด้วยร่างของเฉินอี้เฟยที่เดินยิ้มร่าเริงเข้ามา ท่าทางหื่นกาม ก่อนจะยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสหลี่โย่วเวย


    “ท่านเฉิน โปรดวางตัวให้เหมาะสมด้วย”


    หลี่โย่วเวยถอยหลังไปครึ่งก้าว หลบมือของเฉินอี้เฟย แล้วพูดอย่างใจเย็น “ที่นี่คือจวนหลี่ ไม่ใช่จวนของท่าน จวนหลี่ก็ย่อมมีกฎของที่นี่ หวังว่าท่านจะไม่ล่วงเกิน”


    “กฎหรือ? ฮ่าๆๆๆ”


    เฉินอี้เฟยหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินดังนั้น “ในเมืองหลวงต้าซางแห่งนี้ ไม่เคยมีผู้ใดกล้ามาบอกให้ข้า เฉินอี้เฟยทำตามกฎ! หลี่โย่วเวย เจ้าช่างแตกต่างจากสตรีอื่น ๆ เรื่องที่ข้าให้เจ้าพิจารณาเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตกลงหรือไม่? เพียงแค่เจ้าพยักหน้า ข้าจะส่งขบวนเกี้ยวใหญ่มารับเจ้าเข้าจวนเพื่อเป็นภรรยาทันที”


    “ข้าบอกท่านไปแล้วอย่างชัดเจนแล้วว่า ข้ายังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงาน โปรดกลับไปเถิดเจ้าค่ะ” หลี่โย่วเวยพูดอย่างใจเย็น


    “ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์”

    เมื่อถูกปฏิเสธอีกครั้ง สีหน้าของเฉินอี้เฟยก็บึ้งตึงลงทันที เขากล่าวว่า     “พวกเจ้าจงจับตัวสตรีไร้มารยาทผู้นี้กลับจวนข้าเดี๋ยวนี้!”


    “ขอรับ!”


    ทันทีที่สิ้นเสียงคำสั่ง ชายฉกรรจ์สี่คนก็เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เตรียมตัวจะเข้าจับกุมหลี่โย่วเวย


    หงจู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่โย่วเวยเห็นดังนั้น จึงรีบก้าวออกมาขวางหน้า พูดด้วยสีหน้าเฉยเมย “ท่านเฉิน ท่านมั่นใจหรือว่าต้องการจะใช้กำลัง”


    เฉินอี้เฟยเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่โย่วเวย ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที


    หญิงสาวชุดแดงผู้นี้งดงามไม่แพ้หลี่โย่วเวยเลย จวนหลี่แห่งนี้มีหญิงงามเป็นเลิศมากมายเพียงนี้เชียวหรือ?!


    “ไม่ทราบว่าคุณหนูผู้นี้ชื่ออะไรหรือ?” เฉินอี้เฟยถามด้วยรอยยิ้มเจ้าชู้


    “หงจู่” หงจู่ตอบอย่างเย็นชา


    “หงจู่ ช่างเป็นนามที่ไพเราะ เจ้าจะไปวังของข้าด้วยกันหรือไม่ เพียงแค่ปรนนิบัติข้าให้ดี รับรองว่าเจ้าจะต้องสุขสบายอย่างแน่นอน”


    เมื่อกล่าวจบ เฉินอี้เฟยก็ยื่นมือออกไป เอื้อมไปจะลูบใบหน้างามของหญิงสาวตรงหน้า


    หงจู่เห็นดังนั้น ก็ยิ้มสดใสบนใบหน้า ไม่หลบหนีแต่อย่างใด เพียงแต่มองไปด้านหลังของอีกฝ่าย แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ก็ได้เจ้าค่ะ แต่ท่านต้องถามเขาก่อน”


    “เขา?” เฉินอี้เฟยชะงัก แล้วหันไปมองด้านหลังโดยไม่รู้ตัว


    เด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมชั้นดีปรากฏตัวขึ้นในจวนหลี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขากำลังก้าวเดินตรงเข้ามาในห้องโถงใหญ่ทีละก้าว โดยไม่มีท่าทีหวาด กลัวเลยแม้แต่น้อย


    ข้างหลังเด็กหนุ่มมีชายชราซอมซ่อคนหนึ่งเดินตามมา ดูแล้วก็ไม่ได้มีพิษสงอะไร


    เฉินอี้เฟยขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าเด็กป่านี่มาจากไหนกัน อย่ามารบกวนธุระสำคัญของข้า ไปให้พ้น!”


    หลี่จื่อเย่ไม่สนใจ ก้าวเข้าไปในห้องโถง เดินไปหาหลี่โย่วเวยและหงจู่ แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”


    “ไม่เป็นไร” หลี่โย่วเวยยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับตอบเบา ๆ


    “ถ้าเจ้ามาช้ากว่านี้ พี่สาวเจ้าก็แย่แล้ว” หงจู่ยิ้มเจ้าเล่ห์ นางไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงง่าย ๆ แน่นอน ดังนั้นนางจึงพูดยุยงอีก


    หลี่จื่อเย่หันกลับมา ถามว่า “เขาคนนั้นใช่ไหม?”


    “ใช่ เขาคือเฉินอี้เฟย บุตรชายของราชาเสวียนอู่ บิดาของเขาเป็นถึงหนึ่งในสิบราชันย์นักรบ เป็นบุคคลที่ไม่ควรล่วงเกิน” หงจู่ตอบ


    “มีท่านพ่อที่ดี” หลี่จื่อเย่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ที่จริงแล้ว ข้าก็มีท่านพ่อที่ดีเช่นกัน”


    เฉินอี้เฟยเห็นทั้งสองพูดคุ้มกันไปมา สีหน้าของเขายิ่งทวีความโกรธแค้น ก่อนจะหันไปตะโกนใส่ชายฉกรรจ์สี่คน “พวกเจ้ามัวยืนโง่อยู่ใย รีบจับตัวพวกมัน!”


    “จับตัวหรือ?”


    หลี่จื่อเย่ยิ้ม รอยยิ้มของเขาช่างน่าขนลุก “ท่านลุงจาง ช่วยข้าหน่อย… สุราเซิงเมิ่งซื่อสิบไห”



    “ยอดเยี่ยม!”


    จางซอมซ่อที่ยืนอยู่ด้านหลังยิ้มกว้าง จากนั้นร่างของเขาก็พลันหายวับไป ในชั่วพริบตาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสี่


    ชายฉกรรจ์ทั้งสี่รู้สึกเพียงแค่ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกราวกับถูกกระแทกอย่างแรงจนกระอักเลือดกระเด็นออกไปไกล


    เฉินอี้เฟยเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น สีหน้าเขาเผยความหวาดกลัว ดวงตาฉายแววตื่นตระหนก


    หลี่จื่อเย่มองไปยังคนตรงหน้า บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มสดใส เขากล่าวว่า “เจ้าจะไสหัวไปเอง หรือจะให้ข้าช่วยดี!”


    “บะ... บังอาจ! ข้าเป็นถึงบุตรชายของราชาเสวียนอู่ เจ้ากล้าทำกิริยาอุกอาจกับข้าเช่นนี้ ข้าจะให้ท่านพ่อส่งคนมาฆ่าล้างตระกูลเจ้า!”         เฉินอี้เฟยตะโกนเสียงดัง แต่ก็แฝงไปด้วยความหวาดกลัว


    “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้าช่วยก็แล้วกัน!”


    หลี่จื่อเย่ยิ้มพลางยื่นมือออกไป คว้าคอของอีกฝ่ายไว้แน่น รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ข้าจะรอดู ว่าเจ้าจะฆ่าล้างตระกูลข้าก่อน หรือข้าจะแล่เนื้อเถือหนังเจ้าก่อน!”


    พูดจบ หลี่จื่อเย่ก็ลากเฉินอี้เฟยออกไป ก่อนจะเตะร่างของเฉินอี้เฟย ออกไปอย่างแรง


    “โครม!”


    เสียงดังสนั่น เฉินอี้เฟยล้มลงกับพื้นอย่างแรง ร่างไถลไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง


    “แค่ก! แค่ก! แค่ก!”


    นอกห้องโถง เฉินอี้เฟยกุมคอตัวเองไว้ ไอออกมาอย่างรุนแรงหลายครั้ง สายตามองไปยังเด็กหนุ่มอย่างโกรธแค้น ก่อนจะพูดด้วยความหวาดกลัว “พวกเจ้ารอข้าก่อนเถิด!”

    พูดจบ เฉินอี้เฟยก็พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้น ก่อนจะเดินโซเซออกไปจากจวนหลี่


    “น้องชาย เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว”


    ภายในห้องโถงใหญ่ หลี่โย่วเวยเอ่ยปากขณะมองเฉินอี้เฟยที่เดินโซเซออกไป


    “ใครใช้ให้เขามารังแกพี่สาวข้า” หลี่จื่อเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อไปว่า “ข้าได้ควบคุมตัวเองอย่างมากแล้ว ท่านดูสิ ข้าไม่ได้ฆ่าเขา”


    “เจ้านี่!” หลี่โย่วเวยแสดงสีหน้าจนปัญญา ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม


    “คนไร้น้ำใจ… เมื่อครู่ข้าก็เกือบถูกเอาเปรียบเช่นกัน เหตุใดจึงไม่เห็นมีใครมาปลอบข้าบ้าง” หงจูที่อยู่ข้าง ๆ แกล้งทำเป็นน้อยใจ


    เมื่อหลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น ก็แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้านึกว่าพี่หงจู่เต็มใจเสียอีก”

    “นี่เจ้า! อยากโดนตีหรือ!”


    หงจู่เบิกตากว้าง ยกมือขึ้นทำท่าจะตี


    ขณะเดียวกัน ข่าวการปรากฏตัวของทายาทตระกูลหลี่ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วตามจวนต่าง ๆ ในเมืองหลวง


    ณ จวนขององค์ชายสาม สีหน้าของมู่เหยาเปลี่ยนไปทันทีหลังจากที่เขาได้รับข่าว


    หลี่จื่อเย่มาแล้ว


    เร็วจริง!