บทที่ 49 (รีไรท์)
“บ้าเอ้ย…”
มิเกลถอนหายใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังด้านหลังของอีอันที่ยืนขวางทางเดินอยู่ลำพัง แม้จนถึงตอนนี้พวกผีดิบก็ยังไม่สามารถผ่านเขาไปได้แม้แต่ตัวเดียว
อีอันดูอันตรายมากราวกับพวกผีดิบเหล่านั้นสามารถถูกกวาดไปได้ทุกเมื่อ
“ยังไงมันก็เป็นการกระทำที่บ้ามาก พวกเราต้องไปช่วยนะขอรับ…!”
ฟิลลิปพูดออกมาอย่างสุดทน แต่มิเกลที่ขบริมฝีปากล่างส่ายหัวทันที
“ไม่ ถูกแล้วที่เราต้องปกป้องนายท่าน”
“แต่…” คนฟังพยายามโต้แย้ง แต่พูดยังไม่ทันจบประโยค มิเกลก็กล่าวต่อ
“เจ้าลืมคำสั่งไปแล้วหรือ ถึงเราเข้าไปช่วยก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร บางทีเราน่าจะคอยระวังหลังให้ ท่านพี่จะได้สบายใจมากขึ้น”
ฟิลลิปได้แต่กลืนน้ำลายแล้วเงียบงันไป
แม้ว่ามิเกลจะห้ามแต่ในใจยังคงมีความกังวล
ดูเหมือนว่าพวกผีดิบจะไม่หมดไปซักที และไม่ว่าอีอันจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่สามารถต่อสู้ได้ตลอดไป เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอามิเกลข้อเท้ากระตุกตามสัญชาตญาณ
‘บ้าเอ้ย ที่นี่ไม่น่าจะได้หรอก’
แต่ถ้าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาถึง ก็คงไม่มีอะไรมาหยุดได้ ระหว่างที่กำลังสับสน มิเกลมองอีอันและเมฟสลับกัน
“…!”
ดวงตาของมิเกลเปล่งประกาย เพราะพลังศักดิ์สิทธิ์จากทั้งร่างกายของเมฟได้แทรกซึมเข้าไปในชุดเกราะ
ไหล่ของเธอที่แข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินนั้นขยับอย่างช้า ๆ จนมิเกลโพลงออกมา
“ท่านได้สติแล้วหรือขอรับ นายท่าน?”
เมฟเงยหน้าขึ้นมองทหารรับจ้างละล่ำละลักคำพูดมากมาย โดยที่เธอยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร
“หลังจากที่นายท่านตั้งจิตอธิษฐาน ค่ายกลเวทก็เริ่มทำงาน พวกผีดิบโผล่พรวดออกมาขอรับ!”
“…แล้วอีอันอยู่ไหนล่ะ?” เธอเริ่มตั้งสติได้
“นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกขอรับ”
มิเกลชี้ไปที่ทางเดิน
“ท่านพี่กำลังขวางพวกผีดิบยู่คนเดียวขอรับ”
“พวกเราได้รับคำสั่งมาว่าให้คอยคุ้มกันนายท่าน”
ฟิลลิปกล่าวเสริม เมฟมองไปที่ทางเดินนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย
“อย่างนั้นหรือ”
เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ… ดาบหมุนกลางอากาศ มือเธอคว้าด้ามอาวุธไว้อย่างมั่นคง
“ข้าจะเคลียร์ทางเอง”
หมวกเหล็กของเมฟเลื่อนลงมาปิดหน้า ก่อนพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง ราวกับไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของชุดเกราะ เธอถือดาบไว้ข้างใบหน้าและร้องตะโกน
“อีอัน! หลบทาง”
ชายหนุ่มหันไปมองข้างหลัง
“…สายไปแล้ว”
เขาพูดออกมาปนเสียงหายใจและถอยหลังไปด้านข้าง เมฟวิ่งเข้าไปในสนามรบ แสงสีฟ้าอ่อน ๆ ส่องไปทั่วร่างกายของเธอยามวิ่งผ่านชายหนุ่ม
ความเร็วของหญิงสาวเพิ่มขึ้นเมื่อพวกผีดิบใกล้เข้ามา
ฉึก!
หัวกะโหลกที่ชนกับอัศวินหญิงกระเด็นกระจายไปทั่ว
เมฟทะลุผ่านไปถึงกลางดงผีดิบอย่างรวดเร็ว สองมือฟาดฟันดาบที่กลับหัวลงอย่างแรง
ฉึบบ!
ส่วนเว้าโค้งของดาบที่ฟาดผ่านลงไปยังพวกผีดิบทำให้แตกกระจาย แม้ว่าจะไม่ได้เล็งไปที่หัวแต่ดวงตาของหัวกะโหลกที่ก็ถูกจัดการแตกเป็นเสี่ยง ๆ
พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นร้ายแรงสำหรับพวกผีดิบมากแม้จะมีจำนวนน้อยก็ตาม
เมฟยังไม่หยุดโจมตี เธอหมุนตัวและออกแรงเหวี่ยงดาบเป็นวงกว้างอีกครั้งโดยใช้กำลังแขนทั้งหมดที่มี ฟาดฟันลงมาอีกฝั่งหนึ่ง
ฉึก!
กำปั้นทะลุหัวของกูลที่ดวงดีรอดชีวิตจากการโจมตีทั้งสองครั้งแรก แต่พวกผีดิบที่เหลือก็กรูกันเข้ามาเหมือนสัตว์ร้ายและพยายามตอบจู่โจมกลับ
ทว่าทั้งมีดที่หัก ตะบอง หรือเล็บมือต่างไม่สามารถแม้แต่จะทิ้งรอยขีดข่วนบนชุดเกราะของเธอได้
แค่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ไปเล็กน้อยเท่านั้น บางตัวถึงกับตายลงเพราะการโจมตีนี้
“เห็นทีไรก็รู้สึกเหมือนโดนแย่งบทเลยแฮะ…”
อีอันผู้เฝ้าดูอยู่ข้างหลังในที่สุดก็หัวเราะออกมา ไม่ว่าจะได้เห็นกี่ครั้งก็ยังคงเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถยืนดูได้อย่างเดียว
หนึ่งในจุดอ่อนของเมฟไม่กี่อย่างคือความทนทาน และพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ดูไม่ค่อยมีเยอะเท่าไหร่
ปั่ก!
อีอันตามไปทุบหัวหัวกะโหลกที่เมฟพลาดไป เธอไว้ใจให้เขาระวังหลัง ในขณะที่ชายหนุ่มก็สามารถเคลื่อนไหวด้วยความเด็ดเดี่ยว เพราะเชื่อมั่นว่าเธอจะจัดตัวปัญหาเป้ง ๆ ไปให้แล้ว
ทั้งสองฝ่าทะลวงพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา
ผ่านทางเดินไปจะเป็นห้องหินเล็ก ๆ และห้องหินอื่น ๆ ฝั่งตรงข้ามนั้นอีกครั้ง
การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยพลังเหลือล้นหยุดลงตรงทางเข้าที่ลาดลงลึกไปสู่ใต้ดิน
ครืดด
ทันใดนั้นกำแพงหินที่พุ่งสูงขึ้นปิดกั้นทางเดินเปิดออก
“โอ้โห…”
สายตาของฟิลลิปและมิเกลจ้องมองอักขระโบราณที่สลักอยู่บนผนัง ขณะหันไปหาแนวหน้าทั้งสองคน อีอันเพียงยักไหล่ ในขณะที่เมฟลดดาบลงและหันไปมองข้างหลัง
ซากโครงกระดูกของพวกผีดิบเต็มไปหมด ฟิลิปกับมิเกลผู้ถือคบเพลิงเดินฝ่าซากไปตรงกลางอย่างลังเล
“ทางตัน”
เมฟกล่าวอย่างเยือกเย็นเลื่อนหมวกเหล็กขึ้น มิเกลกะพริบตา
“ถ้างั้น… เราถูกขังงั้นหรือขอรับ?"
“อย่างที่เห็น…” นายท่านให้คำตอบ
ฟิลลิปที่เดินเข้ามาพร้อมกับหยิบถุงน้ำออกมาพูด “มันต้องมีทางออกสิ”
เมฟตอบขณะรับกระเป๋ามา
“ไม่มีทางออกหรอกแต่…”
“เห็นไหม... ข้าบอกแล้ว?”
เมฟที่ดื่มน้ำโดยไม่สนใจ เธอส่งกระเป๋าให้อีอันที่นั่งพิงกำแพงแล้วเอาแขนพาดกระบองไว้
“เพราะอีอันดูไม่ได้ตกใจ ข้าเชื่อใจเขา”
จะรับประกันให้เดี๋ยวนี้เลย อีอันกลั้นหัวเราะไว้ นักเวทดำนั่นคงโมโหมากแน่ ๆ ดังนั้นอีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาอดตายอยู่ในนี้เฉย ๆ หรอก
อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นรูปแบบเดียวกันกับในเกม จึงไม่จำเป็นต้องอธิบาย
เธอแค่ยักไหล่
“ไหน ๆ ก็เกิดขึ้นแล้ว พักกันสักหน่อยเถอะ”
นั่นคือทั้งหมดที่เขาพูด เมฟพยักหน้านั่งลงข้าง ๆ อีอัน
“ถ้าท่านทั้งสองต้องการ…”
มิเกลนั่งลงอย่างเงียบ ๆ ใบหน้าของฟิลลิปที่นั่งอยู่ข้างกันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่ได้ต่อสู้จะไม่ต้องออกแรงทำอะไร แค่ต้องเผชิญกับความมืดและเวทมนตร์แบบนี้ก็ทำให้สติหลุดไปได้แล้ว
ต่อด้วยความเครียดกับพวกผีดิบที่ถาโถมเข้ามา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เกี่ยวข้องกับดินแดนปีศาจมักจะบ้าหรือจมอยู่ในความมืด
“ท่านได้แก่นพลังเวทนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
อยู่ดี ๆ อีอันก็ถามออกมา
เมฟเอามือวางบนอก ตรงตำแหน่งที่เก็บแก่นพลังดังกล่าว
“มันแค่สะท้อนออกมาเท่านั้นเอง ตั้งแต่ที่ตราลักษณ์นั้นเริ่มเงียบลง”
“ท่านขาดการติดต่อกับพระเจ้าแล้วงั้นหรือขอรับ?”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นระวังตัวด้วย เพราะมันอาจจะเข้าครอบงำท่านได้ทุกเมื่อ”
“คงต้องแบบนั้น ไม่ต้องกังวลไป”
สายตาของเมฟที่พยักหน้ามองไปยังซากโครงกระดูกของผีดิบที่กระจายไปทั่ว
“ข้าไม่เข้าใจเลย มีกองกำลังขนาดใหญ่แบบนี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินมาตลอดงั้นเหรอ?”
ทำไมทุกคนถึงอยากรู้เรื่องนั้นกันนะ อีอันถอนหายใจและเปิดปากพูด
“ที่นี่คือดินแดนปีศาจ เพราะว่าเป็นที่นี่ก็เลยสร้างกองกำลังได้ยังไงล่ะ ถ้าเป็นข้างนอกคงรักษาไว้ไม่ได้หรอก”
เรื่องรองลงมาคือมันมีพลังเวทขนาดนี้ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าวงเวทส่งพลังให้กับกองทัพผีดิบ
ฟิลลิปที่กำลังฟังอยู่ถามขึ้นมา
“ท่านกำลังจะบอกว่าตัวดินแดนปีศาจนี้ทำให้นักเวทดำแข็งแกร่งขึ้นงั้นหรือขอรับ”
“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมปีศาจหรือผู้เสื่อมถอยถึงสร้างดินแดนปีศาจนี้ขึ้นมา เหมือนกับแมงมุมทำรัง พวกมันกำลังสร้างโลกเล็ก ๆ สำหรับตัวเอง”
ดินแดนปีศาจที่สร้างขึ้นโดยปีศาจหรือผู้เสื่อมถอยระดับสูงเทียบไม่ได้กับสุสานใต้ดินเหล่านี้
เมฟส่ายหัว
“พวกมันสั่งสมพลังอยู่ที่นี่เอง เหมือนเตรียมไว้เพื่อปล่อยแก่นพลังเวทออกสู่โลก บางทีนี่อาจเป็นต้นกำเนิดปีศาจร้ายที่จะโค่นล้มอาณาจักรก็เป็นได้”
พูดตามตรง ไม่คิดว่ามันจะมีความสามารถถึงขนาดนั้น สายตาของอีอันมองไปยังเพดาน เพราะสังเกตเห็นว่ามีพลังมหาศาลกักเก็บอยู่ในวงเวท