ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 คลื่นสาดซัดอีกครา

            “เจ้าคิดว่าควรฝึกฝนพวกเขาด้วยวิธีการเช่นไร?”

            หลินเมิ้งหยาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ย

            “ส่งแม่ทัพไปยังเขตชายแดน เมื่ออยู่ในสมรภูมิรบจึงจะสามารถคิดหากลยุทธ์ในการต่อสู้ออกมาได้โดยเฉพาะการรักษาความมั่นคงในแถบจิงจีที่ต้องการกลอุบายในการต่อสู้มากเป็นพิเศษส่วนจือเจียง เขาเป็นเสมือนม้ามืด ควรส่งเข้าไปอยู่ในราชสำนักของเมืองอื่นเขาจะได้เรียนรู้ทิศทางและวิธีการของผู้อื่น อีกทั้งยังสามารถเพิ่มพูนความรู้เข้าตัวถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”

            หัวใจของหลงเทียนอวี้กระตุกเล็กน้อย เขาเคยคิดเรื่องเหล่านี้มาก่อนอีกทั้งยังเคยลองเขียนออกมาแล้ว

            แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่เข้าใจความคิดและจิตใจของเขาได้ดีที่สุดจะกลายเป็นหลินเมิ้งหยา!

            หลงเทียนอวี้นิ่งเงียบ เพิ่งจะนึกถึงเรื่องความปลอดภัยของนางหลังจากที่ถูกจับตัวไปขึ้นมาได้

            “เจ้า...เหนื่อยหรือไม่?” พูดจบ หลงเทียนอวี้รู้สึกประหลาดใจ

            ปกติเขาไม่เคยปลอบโยนใครมาก่อน โดยเฉพาะผู้หญิง

            ดังนั้นเขาจึงเอ่ยออกมาด้วยประโยคโง่ๆ เช่นนี้

            “หม่อมฉันสบายดีเพคะ หากท่านอ๋องเหนื่อยเชิญท่านพักผ่อนก่อนเถิดเพคะ”

            หลินเมิ้งหยาส่งเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย เจ้าบ้านี่ทั้งที่นางต้องเสี่ยงอันตรายมาทั้งคืน แต่พอกลับมาได้ไม่แม้แต่จะเอ่ยปลอบโยน

            อีกทั้งยังถูกตราหน้าว่าเป็นคนสอดแนมไม่เช่นนั้นนางคงไม่ต้องเอาชนะป๋ายหลี่อู๋เจียนเช่นนั้น

            “ข้า...ไม่ได้หมายความเช่นนั้น อยู่ที่นี่ก่อนเถิดกินอาหารกลางวันด้วยกัน”

            เขาเอ่ยเชิญชวนออกมาอย่างยากลำบาก

            หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง นางเองก็หิวจนไส้กิ่วแล้ว

            ทั้งสองเดินออกจากห้องลับและกลับมายังห้องอ่านหนังสือ

            กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ โชยออกมา

            หลินเมิ้งหยานั่งลงบนเก้าอี้มองดูปลากระรอกที่ส่งกำลังส่งกลิ่นหอมหวาน ซุปเห็ดและข้าวโพดสีใส รวมถึงอาหารอีกสี่ห้าอย่างที่ดูสวยงามน่ารับประทานนิ้วมืออดไม่ได้ที่จะขยับ

            “เพราะเหตุนี้ท่านอ๋องจึงสั่งให้ห้องครัวตระเตรียมอาหารมากเป็นพิเศษที่แท้ก็เพราะพระชายาเองก็มาเสวยด้วยกันที่นี่”

            พ่อบ้านเติ้งพูดติดตลก ทว่าหัวใจของหลินเมิ้งหยากลับกระตุกระรัว

            แม้จะเข้าใจอุปนิสัยเย็นชาของหลงเทียนอวี้เป็นอย่างดีแต่ว่า...หัวใจดวงเล็กๆ ของนางก็ยังคงสั่นไหว

            หลินเมิ้งหยาดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร คนเราเมื่อหิวไม่ว่าจะกินอะไรก็อร่อยไปหมด

            “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมีเรื่องต้องการปรึกษาพระองค์เพคะ”

            หลินเมิ้งหยากัดตะเกียบ พยายามแสดงสีหน้าท่าทางใสซื่อ

            หลงเทียนอวี้จ้องมองนาง คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยทุกครั้งที่หลินเมิ้งหยาแสดงสีหน้าท่าทางเช่นนี้ มักจะไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย

            “พูดมา มีเรื่องอะไร?”

            หลินเมิ้งหยาหัวเราะ

            “สาวใช้ที่หม่อมฉันซื้อมาจากหยาหางควรจะแจกจ่ายงานได้แล้วหรือยังเพคะ?” หลินเมิ้งหยาเอ่ยออกมาลอยๆอันที่จริงนางคิดว่าที่จวนแห่งนี้มีเพียงพวกนางไม่กี่คนอาศัยอยู่ดังนั้นมันจึงดูอ้างว้างเหลือเกิน

            “เจ้าเป็นผู้ซื้อมา เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน”

            เรื่องของภายใน หลงเทียนอวี้ไม่เคยคิดเข้าแทรกแซง

            งานในตำหนักอวี้แห่งนี้ ส่งมอบให้หลินเมิ้งหยาและหมู่เฟยแล้วดังนั้นปล่อยให้พวกนางเป็นผู้จัดการก็แล้วกัน

            “เพคะ ขอบพระทัยท่านอ๋อง หม่อมฉันกินอิ่มแล้ว ท่านค่อยๆ เสวยนะเพคะ”

            หลินเมิ้งหยาเป็นคนจริงจังมาก เมื่อได้รับคำอนุญาตจากหลงเทียนอวี้แล้วนางจึงวางชามข้าวลง จากนั้นวิ่งออกไป

            โต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงหลงเทียนอวี้คนเดียว มิรู้ว่าเพราะเหตุใดทั้งที่อาหารยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อกินเข้าไปกลับไร้รสชาติไม่เหมือนเมื่อครู่

            “คุณหนูยังจะคัดเลือกสาวใช้จริงๆ หรือเจ้าคะ?หรือป๋ายจื่อไม่ดีตรงไหนหรือเจ้าคะ ท่านไม่พอใจข้าหรือ?”

            ภายในสวนสาวใช้ที่ถูกนำตัวกลับมาในวันนั้นยืนเรียงกันเป็นสองแถวเพื่อรอให้นางซึ่งเป็นนายหญิงคัดเลือก

            “ไม่ใช่หรอก ข้าคิดว่าจวนของพวกเราเย็นยะเยือกจนเกินไป อีกอย่างเจ้าเพียงคนเดียวมิอาจดูแลทั้งข้าและเสี่ยวอวี้ได้หรอกถ้าเจ้าเหนื่อยตายไปจะทำเช่นไร?”

            ตบมือของนางเบาๆ ยังไม่ทันจะเริ่มก็หึงเสียแล้ว

            เหตุใดคนของนางจึงมีจิตใจเปราะบางเช่นนี้นะ?

            “อ๋อ ก็ได้เจ้าค่ะแต่อาหารการกินของคุณหนูจะต้องเป็นข้าดูแลเพียงเท่านั้นนะเจ้าคะ!”

            ป๋ายจื่อยังคงมีนิสัยของเด็กน้อย ปลอบเพียงไม่กี่ครั้งก็หายแล้ว

            เหล่าสาวใช้ต่างยืนตัวตรงอย่างเชื่อฟัง

            เมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนลงบนศีรษะ ทั้งที่ยืนยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหยาดเหงื่อก็ผุดออกมาดั่งสายฝนเสียแล้ว

            หลินเมิ้งหยานั่งอยู่หน้าประตู หรี่ตามองสาวใช้ที่เริ่มลดน้อยลง

            มีเพียงคนที่หยัดยืนเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามารับใช้ภายในตำหนักของนางได้อีกทั้งนางยังต้องการใช้โอกาสนี้ในการสำรวจว่าคนเหล่านี้มีความสามารถเช่นไร

            หากสามารถเข้ามาอยู่ข้างกายนางได้ คนคนนั้นจะกลายเป็นคนสนิทของนาง

            สาวใช้จากสามสิบกว่าคนลดเหลือเพียงสิบกว่าคน

            หลินเมิ้งหยาเอ่ยเพียงสองสามประโยคเพื่อให้น้าจิ่นเยว่ออกไปถ่ายทอดคำสั่ง

            “คนที่เดินออกไปแล้ว ทุกคนจะได้รับเงินสามตำลึง ผ้าหนึ่งผืนเนื้อสดสองกรัมเป็นค่าตอบแทน ไปรับที่คลังเถอะ ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่ให้เข้ามาภายในนายหญิงมีเรื่องจะถาม”

            คิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงที่ถูกคัดออกจะได้รับรางวัลเช่นนี้

            ครู่ต่อมาจึงเข้าไปรับรางวัลด้วยความพึงพอใจ

            ทว่าอีกสิบกว่าคนที่เหลือกลับไม่รู้สึกผิดหวัง พวกนางกลับยิ่งอยากเป็นคนในตำหนักของหลินเมิ้งหยา

            สิบกว่าคนนั้นเดินเข้าไปภายในหลินเมิ้งหยานั่งอยู่ด้านหลังม่านกั้น ไม่อาจมองเห็นใบหน้าของนางได้

            “พวกเจ้าเองก็รู้ว่าจวนอวี้แห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นจวนแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่ เรื่องกระจุกกระจิกค่อนข้างมาก บอกมาสิว่าพวกเจ้ามีความชำนาญการในด้านใดบ้าง”

            ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนกันว่านายหญิงผู้นี้มีน้ำเสียงอ่อนเยาว์เหลือเกิน

            ตอนที่ได้เจอในหยายางพวกนางได้เห็นเพียงเล็กน้อยและรู้ว่านางคือพระชายาที่มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าแต่ถึงอย่างนั้นพวกนางไม่กล้าสบตาแต่อย่างใด

            “นายหญิงบอกให้พวกเจ้าตอบ ตามกฎแล้วจะต้องตอบในทันทีแต่เพราะพวกเจ้าเป็นคนใหม่ ดังนั้นจะยังไม่ถือสาหาความ”

            แม้น้าจิ่นเยว่จะอายุไม่มาก แต่นางกลับมีลักษณะท่าทางของนางในในวังหลวง

            ได้เห็นเหล่าสาวใช้ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ทว่ากลับตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาทีละคน

            อันที่จริงพวกนางไม่มีความชำนาญการอื่นใดนอกจากงานเย็บปักถักร้อยหรืองานฝีมืออื่นๆ

            หลินเมิ้งหยาที่ได้ฟังจึงสั่งให้จิ่นเยว่นำตัวออกไปทดสอบ

            ทนทรมานตลอดทั้งบ่าย เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นสาวใช้สองคนจึงถูกพาตัวมาถวายคำนับ

            “ถวายคำนับพระชายา เด็กสองคนนี้ คนหนึ่งชื่อว่าเสี่ยวหว่านอีกคนชื่อว่าเสี่ยวหนิง หม่อมฉันเห็นว่าพวกนางทำงานได้อย่างคล่องแคล่วอีกทั้งยังทำงานได้หลายอย่างจึงพามาขอเข้าเฝ้าเพคะ”

            หลินเมิ้งหยามองสาวใช้ทั้งสอง เด็กที่ชื่อเสี่ยวหว่านมีหน้าตาสวยงามท่าทางเป็นคนรักสงบ

            กลับกันกับเสี่ยวหนิง ใบหน้ารูปไข่เป็นทรงสวยดวงตาเรียวยาวดั่งนกการเวก ท่าทางฉลาดเฉลียว

            นางเหมือนกับตัวละครในหนังอย่างไรอย่างนั้น

            ตำหนักของนางมิควรมีเพียงสาวใช้ใสซื่อ แต่ควรมีคนเก่งกาจเพื่อจะได้ไม่ถูกกลั่นแกล้งเอาง่ายๆ

            “ถวายคำนับพระชายา”

            หญิงสาวทั้งสองเพิ่งเคยเดินผ่านประตูสูงและตำหนักใหญ่โตโอ่อ่าเป็นครั้งแรกดังนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

            คุกเข่าลงกับพื้น สายตาได้เห็นเพียงเท้าเล็กที่กำลังสวมใส่รองเท้าปักดิ้นทองลายหงส์

            แอบชำเลืองมองแต่พวกนางกลับได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่

            สวรรค์โปรด เหตุใดพระชายาพระองค์นี้จึงยังดูเด็กกว่าพวกนางเสียอีก?

            “ลุกขึ้นเถิด ข้าหาได้มีกฎระเบียบอันใดมากมายนักขอเพียงต่อจากนี้ไปพวกเจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้นข้าไม่มีทางปฏิบัติไม่ดีต่อพวกเจ้า”

            ใบหน้านวลเอ่ยด้วยรอยยิ้มติดตลก สายตาพลันชำเลืองมองร่างของพวกนางที่กำลังสั่นเทิ้มสงสัยน้าจิ่นเยว่จะต้องพูดสั่งสอนอะไรพวกนางมาอย่างแน่นอน

            ถ้าเช่นนั้นนางจะรับบทคนดีเองก็แล้วกัน

            “เพคะ นายหญิง”

            ลุกขึ้นยืนตรงหน้าหลินเมิ้งหยาอย่างเชื่อฟัง จากนั้นนางจึงลอบสำรวจสาวใช้ทั้งสอง

            “จากนี้ไปเสี่ยวหว่านจงเปลี่ยนชื่อเป็นป๋ายจีเสี่ยวหนิงเปลี่ยนชื่อเป็นป๋ายซ่าว พวกเจ้าจะกลายเป็นสาวใช้ระดับหนึ่งส่วนงานบ้านงานเรือนให้น้าจิ่นเยว่คอยสั่งสอน”

            “เพคะ ขอบพระทัยนายหญิง”

            มุมปากและหางตาของสาวใช้ทั้งสองผุดรอยยิ้มขึ้น

            การได้เข้ามาเป็นสาวใช้ระดับหนึ่งของตำหนักแห่งนี้เปรียบเสมือนพวกนางมีบุญเก่าติดตัวมา

            ขณะที่น้าจิ่นเยว่กำลังคิดจะพาสาวใช้ทั้งสองออกไปพ่อบ้านเติ้งกลับวิ่งเข้ามาภายในด้วยใบหน้าร้อนใจ

            “ถวายคำนับพระชายา ทูลพระชายาฮองเฮาเหนียงเหนียงสั่งให้ขันทีนำเจ้าแม่กวนอิมมาถวายพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

            ฮองเฮา?

            ภาพใบหน้าน่าเกรงขามแต่กลับสง่างามทว่าแฝงไว้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมผุดขึ้นมาในสมองของหลินเมิ้งหยา

            เหตุใดอยู่ดีๆ ก็ส่งเจ้าแม่กวนอิมมาให้นางกัน?

            “อืม น้าจิ่นเยว่และป๋ายจื่อจงไปด้วยกันกับข้า”

            นางพยักหน้าลง จากนั้นพาทั้งสองพร้อมทั้งพ่อบ้านเติ้งออกจากประตูตำหนักไป

            ไม่ว่าจะมีแผนลวงหรือไม่แต่ฮองเฮาเหนียงเหนียงใช่จะลงโทษผู้อื่นได้ง่ายๆ

            “ถวายคำนับพระชายาพวกกระหม่อมได้รับคำสั่งจากฮองเฮาเหนียงเหนียงให้นำพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมมาถวายให้พระชายาพ่ะย่ะค่ะ”

            เสียงของขันทีดังขึ้นหลินเมิ้งหยารีบสั่งให้ป๋ายจื่อเข้าไปรับพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมที่ถูกวางไว้ในกล่องไม้สีแดง

            “ลำบากกงกง1แล้ว ดึกขนาดนี้ยังต้องเดินทางมาด้วยตนเองอีก”

            กงกงล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายของตนเองและเหล่าเจ้านายในตำหนักแห่งนี้ดีว่าเป็นเช่นไร

            “เชิญพระชายาลองเปิดดูก่อนเถิด หนู่ฉาย2จะได้กลับไปรายงาน”

            หลินเมิ้งหยารู้สึกได้ถึงความผิดปกติทว่านางกลับไม่อาจพูดได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

            ก็ดีเหมือนกัน หากเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้มีความผิดปกติอันใดนางจะได้รับมือทัน

            เพียงเปิดกล่องไม้สีแดงออก กลิ่นหอมของไม้จันทน์ที่โชยออกมาทำให้หัวใจของทุกคนสงบนิ่ง

            แม้จะเป็นเพียงเจ้าแม่กวนอิมแกะสลักเท่านั้นแต่กลับเลียนแบบได้อย่างเหมือนจริง ที่แท้ก็ไม่ใช่ของเก๊

            “ในเมื่อพระชายาได้เห็นแล้ว หนู่ฉายก็สามารถกลับไปทูลฮองเฮาได้แล้วหนู่ฉายทูลลา”

            ขันทีรีบร้อนกลับออกไปราวกับว่าหากยังอยู่ต่อจะถูกจับกินอย่างไรอย่างนั้น

            “นายหญิง จะจัดการพระพุทธรูปองค์นี้อย่างไรดีเพคะ?” อยู่ในวังหลังมานานหลายปีฮองเฮามักจะลอบทำร้ายพระสนมเต๋อเฟยอยู่เสมอ แต่สุดท้ายเหตุร้ายก็กลายเป็นดี

            ดังนั้นจิ่นเยว่จึงไร้ซึ่งภาพความประทับใจต่อคนใจดำอำมหิตคนนั้น

            “เอาไปวางไว้ที่ห้องข้าก่อน พรุ่งนี้หาผู้เชี่ยวชาญลองมาส่องดูหากไม่มีอันตรายใดๆ ก็นำไปวางไว้ในหอพระ”

            หลินเมิ้งหยาเหลือบมองกล่องไม้อีกครั้ง เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าแปลกกันนะ?

            “พวกเจ้าเองก็เข้ามาดูสินี่เป็นเจ้าแม่กวนอิมที่ฮองเฮาเหนียงเหนียงส่งมอบให้เลยนะ! “

            ป๋ายจื่อกลับไปยังตำหนักจากนั้นยกกล่องไม้สีแดงในมือให้กับป๋ายจีและป๋ายซ่าวดู

            จิ่นเยว่รีบกลับไปยังตำหนักหยาเสวียนเพื่อรายงานพระสนมเต๋อเฟยดังนั้นสาวใช้ทั้งสองจึงถูกทิ้งไว้ในตำหนักแห่งนี้

            ทั้งสามไม่กล้าแตะต้องเจ้าแม่กวนอิมทั้งสามพากันพูดคุยถกเถียงเรื่องเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้

            “สมแล้วที่เป็นเสมือนของเล่นของคนในวัง นี่มันของมีราคา!”

            ป๋ายซ่าวเป็นคนร่าเริง ป๋ายจื่ออายุน้อยที่สุดไม่นานพวกนางทั้งสองก็สนิทสนมกัน

             

    ***********************

    1 กงกงคือคำเรียกขานขันที

    2 หนู่ฉายคือสรรพนามแทนตัวของบ่าวรับใช้เวลาพูดกับเจ้านายหรือผู้มีอำนาจเหนือกว่า

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245