ท่ามกลางแสงทิพย์อันเจิดจรัสที่อาบไล้ไปทั่วระเบียงทองคำแม่หญิงจันทรายืนทอดถอนใจพลางมองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าที่ดูจะห่างไกลจากความสำรวมของชาวสวรรค์ไปโขนางจัดแจงดึงสไบที่ยาวรุ่มร่ามขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอวอย่างรัดกุม ก่อนจะหันไปทางเจ้าจ้อย ที่กำลังยืนอ้าปากค้างมองดูเหล่าเทวดาและผู้บำเพ็ญตบะวิ่งกวดกันฝุ่นตลบ
“ผ้าผ่อนแพรพรรณพวกนี้ตอนลอยละล่องอยู่บนฟ้าน่ะดูสง่างามจับตาดีหรอกเจ้าค่ะแม่หญิง”เจ้าจ้อยเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่พอต้องลงเท้าวิ่งต้อยๆ แบบนี้ ดูไม่ต่างจากเป็ดพะโล้ขาเตี้ยเลยผม ว่ามันไม่เห็นจะดูน่าเลื่อมใสตรงไหนเลยเจ้าค่ะ”
แม่หญิงจันทราพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเสียไม่ได้นางรู้ดีว่าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนี้ แม้จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงใดแต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎเกณฑ์ขององค์อมรินทร์ ทุกคนต่างก็ต้องแสดงความเคารพโดยการลงมาเดินเท้าทว่าสิ่งที่นางเห็นตอนนี้มันไม่ใช่แค่การเดิน แต่มันคือการ "วิ่งควาย"ขนานแท้!
“รีบเถอะเจ้าค่ะเจ้าจ้อยขืนไปช้ากว่านี้ งานเทวสันนิบาตเริ่มขึ้นเมื่อไหร่เราอาจจะโดนลงอาญาฐานเสียมารยาทได้”แม่หญิงจันทราเอ่ยเตือนพลางเริ่มออกวิ่งด้วยท่วงท่าที่พยายามรักษาความอ่อนช้อยเอาไว้ให้มากที่สุด
เจ้าจ้อยไม่รอช้าผม สับเท้าวิ่งตามติดนางไปทันที แต่สิ่งที่ทำให้ ผมต้องหยุดชะงักคือกลิ่นหอมประหลาดที่ลอยมาปะทะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ แต่มันคือกลิ่นอายแห่งบุญบารมี ที่หนาแน่นจนเกือบจะกลายเป็นมวลสาร
“โอ้โฮ!บุญบารมี ที่นี่มันช่างเข้มข้นยิ่งนัก ผมสูดเข้าไปคำเดียวรู้สึกเหมือนได้ตบะบารมีเพิ่มขึ้นร้อยปีเชียวรึ?!” เจ้าจ้อยอุทานลั่น ผม เริ่มอ้าปากกว้างสูดเอาอากาศธาตุรอบตัวเข้าไปอย่างบ้าคลั่งร่างกายของกระรอกน้อยเริ่มส่องรัศมีวูบวาบตามจังหวะการหายใจ กระแสบุญที่ไหลเวียนอยู่ในบรรยากาศถูกมันสูบเข้าไปจนเกิดเป็นลมหมุนขนาดย่อมรอบตัว
เทพเมฆาที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นกระแสลมบิดเบี้ยวรอบตัวเจ้าจ้อย “เฮ้ย!ไอ้จ้อย! เบาได้เบา สูดเข้าไปขนาดนั้นเดี๋ยวรัศมีบุญในตัวเจ้าก็ระเบิดออกมาหรอก!”
แต่เจ้าจ้อยไม่สนผม รู้สึกราวกับได้ดื่มน้ำทิพย์ชโลมใจหลังจากที่ต้องทนอดอยากปากแห้งมานานในเมืองมนุษย์ พลังงานที่พุ่งพล่านทำให้ ผมออกวิ่งได้เร็วกว่าเดิมจนเกือบจะแซงหน้าเหล่าเทวดาเจ้าถิ่น
เมื่อข้ามพ้นทุ่งดอกไม้ทิพย์มาได้ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนเป็นภูเขาหิมะมหึมาที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้าสลับกับหุบเหวแคบทอดยาวดูน่าเกรงขาม ทันใดนั้นเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงจิตก็ดังขึ้น!
“โฮกกก!”
เงาร่างยาวเหยียดสีเขียวมรกตเลื่อมพรายพุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นเหวเกล็ดสีทองสะท้อนแสงทิพย์เป็นประกายวาววับ พญานาคา ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่แผ่พังพานขยายเศียรดูน่าเกรงขามก่อนจะม้วนกายทะยานขึ้นสู่เวหามุ่งหน้าไปยังวังหลวงโดยไม่สนใจสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยเบื้องล่างแม้แต่นิดเดียว
“นี่คือ...พญานาคจริงๆ หรือขอรับ?” เจ้าจ้อยถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นแม้จะเคยเห็นรูปปั้นตามบันไดวัดในเมืองมนุษย์มาบ้าง แต่การได้เห็นองค์ท่านตัวเป็นๆที่มีรัศมีบุญแผ่ซ่านออกมาเช่นนี้ มันช่างเป็นภาพที่เหนือคำบรรยาย
“ใช่แล้วนั่นคือองค์นาคาธิบดีผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบในเขตชั้นนอก” เทพเมฆาตอบพลางหอบแฮกๆ“ท่านมีสิทธิ์เหาะเหินได้เพราะเป็นข้าราชบริพารชั้นสูงไม่เหมือนพวกเราที่ต้องวิ่งตับแลบอยู่นี่ไงเล่า!”
เจ้าจ้อยมองตามด้วยสายตาละห้อย“ถ้า ผม บันทึกภาพนี้ไว้ได้ก็คงดีไม่น้อยนะขอรับ เอาไปอวดใครเขาก็คงไม่มีใครเชื่อ”
เทพเมฆาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วนพลางล้วงเข้าไปในชายพกหยิบหินสีดำขลับที่มีอักขระทองคำสลักอยู่ขึ้นมา “ดูนี่สิเจ้าจ้อย นี่เรียกว่าศิลาอาถรรพ์ รึที่เหล่าเทพเรียกกันว่า หินบันทึกภาพมันสามารถจับเอาเสี้ยวเวลาสำคัญเก็บไว้ในก้อนหินได้เหล่าเทพตุลาการมักจะใช้มันเป็นหลักฐานมัดตัวพวกเทวดาเกเรเสมอ”
เจ้าจ้อยตาเป็นประกายรีบคว้มาถือไว้ทันที“ท่านยกให้ ผม หรือขอรับ?”
“เออๆเอาไปเถอะ ข้ามีเป็นเข่ง แต่ระวังหน่อยนะ หินก้อนหนึ่งใช้ได้แค่หนเดียวอย่าไปกดมั่วซั่วล่ะ” เทพเมฆาสำทับ
ทว่าความซวยมักจะมาพร้อมความสงสัยเจ้าจ้อยลองคลำอักขระบนหินดูเพื่อหาวิธีใช้งานแต่ดันเผลอส่งกระแสบุญในตัวเข้าไปกระตุ้นศิลาโดยไม่ตั้งใจ!
วูบ!
ทันใดนั้นภาพจำลองสามมิติขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือหัวเหล่าเทพที่กำลังวิ่งอยู่ภาพนั้นคือ... ชายผู้หนึ่งรูปร่างกำยำแต่กลับเปลือยกายร่อนจ้อนกำลังแช่น้ำอาบท่ามกลางสระบัวอย่างสบายอารมณ์ แถมยังร้องเพลงเพี้ยนๆ ออกมาอีกด้วย!
เหล่าเทวดาและนางฟ้าที่วิ่งนำหน้าไปต่างพากันชะงักฝีเท้าหันกลับมามองภาพนั้นเป็นตาเดียว
“นั่นมัน...ท่านเทพเมฆานี่นา!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตะโกนลั่น
แม่หญิงจันทราถึงกับอุทานแล้วรีบยกมือปิดหน้าใบหน้าแดงก่ำดุจผลตำลึงสุกด้วยความขัดเขินแทนส่วนเทพเมฆาเจ้าของภาพถึงกับหน้าถอดสี รีบกระโดดตัวลอยไปแย่งหินคืนจากมือเจ้าจ้อย
“ไอ้จ้อย!ไอ้กระรอกผี! หยิบผิดก้อน! นั่นมันบันทึกตอนข้าไปสรงน้ำเมื่อร้อยปีก่อน!ลบเดี๋ยวนี้!” เทพเมฆาโวยวายลั่นจนเสียงหลง
“ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นภาพท่านนี่ครับ!”เจ้าจ้อยทำหน้าซื่อตาใสพลางแอบหัวเราะในใจ
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันทีเมื่อเทพเมฆาวิ่งไล่กวดเจ้าจ้อยเพื่อจะเอาหินคืนแต่ทว่าผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์กลับไม่ยอมให้จบง่ายๆต่างพากันหยิบหินบันทึกภาพของตนเองขึ้นมาบันทึกภาพฉากที่เทพเมฆาเปลือยกายนั้นไว้อีกทีเพื่อเอาไว้ล้อเลียน
“ไอ้พวกเทพเจ้าเล่ห์!ลบเดี๋ยวนี้!” เทพเมฆาเปลี่ยนเป้าหมายวิ่งไล่กวดเหล่าผู้อาวุโสแทนกลายเป็นภาพการวิ่งไล่จับที่วุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เจ้าจ้อยมองภาพนั้นพลางคิดในใจว่า...นี่น่ะหรือคือสรวงสวรรค์ที่ผู้คนโหยหา?เทพแต่ละองค์นิสัยดิบๆ เถื่อนๆ ยิ่งกว่าคนในตลาดสดเสียอีก!
ในที่สุดขบวนวิ่งควายอันยาวเหยียดก็มาหยุดลงที่หน้ากำแพงวังหลวงที่กว้างขวางจนมองไม่เห็นจุดจบประตูวังสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเหนือประตูมีป้ายสลักชื่อด้วยอักษรทองคำว่า — ประตูสวรรค์
เจ้าจ้อยเกาหัวแกรกๆ“นี่ก็ชื่อประตูสวรรค์รึขอรับ?แล้วไอ้บานเมื่อกี้คือกระไร?”
เทพเมฆาที่เพิ่งตามมาถึงด้วยสภาพสะบักสะบอมตอบด้วยเสียงหอบ“บานเมื่อครู่คือประตูเข้าเขตแดนทิพย์ แต่บานนี้คือประตูเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน...และเจ้าจงระวังไว้ให้ดีเจ้าจ้อย เหนือประตูนั้นคือ กระจกส่องอาถรรพ์ ใครที่มีบุญบารมี ไม่ถึงรึมีจิตคิดอกุศลแฝงกายมา ไม่มีทางรอดพ้นสายตามันไปได้เด็ดขาด!”