สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 27 ตำหนักใหม่กับข่าวแดนลับ 2

    ยามเย็นของวันที่หก


    หลิงเยวี่ยเดินผ่านแนวป่าไผ่มาถึงริมสระมรกต พร้อมแผ่นหยกสื่อสารจากสำนักหลักในมือ


    เดิมนางตั้งใจเพียงจะแวะมาบอกข่าวเ๱ื่๵๹แดนลับก่อน แล้วค่อยกลับไปจัดการงานของยอดเขาต่อ


    แต่ทันทีที่เงาตำหนักสูงใหญ่สะท้อนลงบนผิวน้ำปรากฏอยู่ตรงหน้า ฝีเท้าของนางก็หยุดลงเอง


    ตำหนักสิบสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมสระมรกต ผนังหยกสีอ่อนรับแสงเย็นจนดูอบอุ่นแต่สง่างาม ระเบียงแต่ละชั้นเรียงตัวเป็๲ระเบียบ หลังคาซ้อนชั้นทอดเงาลงบนผืนน้ำใสราวกับมีพระราชวังอีกหลังซ่อนอยู่ใต้สระ


    หลิงเยวี่ยเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง


    จากนั้นนางก็นิ่งไป


    “นี่...”


    นางนึกว่าตัวเองจะเห็นเรือนพักหลังใหม่


    อย่างมากก็อาจเป็๲ตำหนักหลังใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย


    แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า กลับดูเหมือนพระราชวังย่อม ๆ ที่ถูกยกมาตั้งไว้หลังยอดเขาจันทรา


    ไม่ไกลนัก ยูรันยืนอยู่หน้าตำหนัก กำลังมองผลงานของตัวเองด้วยสีหน้าคล้ายคนเพิ่งพบว่ามันใหญ่กว่าที่คิดนิดหน่อย


    เมื่อเห็นหลิงเยวี่ย เขาก็หันมาคารวะอย่างสงบ


    “คารวะ ท่านอาจารย์”


    หลิงเยวี่ยมองเขา แล้วมองตำหนักอีกครั้ง


    “เ๽้า...สร้างเสร็จแล้ว?”


    “ข้าเพิ่งเช็คทุกอย่างเสร็จตะกี้นี่เอง”


    ยูรันตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    หลิงเยวี่ยเงียบไปเล็กน้อย ก่อนยกแผ่นหยกสื่อสารในมือขึ้นมา


    “ข้ามีเ๱ื่๵๹จะแจ้ง สำนักหลักส่งข่าวมา แดนลับแห่งหนึ่งกำลังจะเปิดในอีกสี่วัน ราชวงศ์เป็๲ฝ่ายแจ้งมาเอง และให้สำนักเมฆาจันทร์ส่งศิษย์เข้าร่วม”


    ยูรันพยักหน้าเบา ๆ


    “อืม ข้าเข้าใจแล้ว”


    หลิงเยวี่ยเองก็ไม่ได้อธิบายยืดยาว เพราะเวลานี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว อีกทั้งตำหนักตรงหน้าก็ดึงความสนใจของนางไปเกือบหมด


    นางเก็บแผ่นหยกสื่อสารลง แล้วหันกลับไปมองตำหนักใหม่อีกครั้ง


    “ในเมื่อเสร็จแล้ว ทำไมวันนี้ไม่แจ้งข้าเลย”


    ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง


    “ที่จริงข้าว่าจะแจ้งพรุ่งนี้”


    “ทำไมต้องพรุ่งนี้”


    “ข้าจะได้ว่างงานหนึ่งวัน”


    “...”


    หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง


    ยูรันมีสีหน้าสงบเหมือนเพิ่งพูดเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดในโลกออกมา


    หลิงเยวี่ยยกมือกุมขมับเบา ๆ


    “งั้นอาจารย์จะเข้าไปดูก่อนไหม จะเข้าอยู่เลยวันนี้ก็ได้ หรือจะรอพร้อมคนอื่นพรุ่งนี้ก็ได้ ข้าจะได้อธิบายทีเดียว”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ


    “ข้า๳ี้เ๠ี๾๽อธิบายหลายรอบพอดีมันมีรายละเอียดเยอะมาก”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง


    แต่นางกลับเผลอมองตำหนักตรงหน้าอีกครั้ง


    ถ้าเข้าอยู่เลยวันนี้... นั่นหมายความว่าพรุ่งนี้นางจะมีเวลาอีกหนึ่งวันก่อนต้องแจ้งทุกคน


    หนึ่งวันในตำหนักใหม่ กับเ๽้าเด็กนี่สองคน


    หลิงเยวี่ยชะงักไปเอง


    [เดี๋ยวสิ ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย]


    นางรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้ง แต่ยิ่งสะบัด ภาพต่าง ๆ กลับยิ่งผุดขึ้นมาเอง


    ยูรันทำอาหารอร่อยมาก ฟาร์มสัตว์น้ำก็วางระบบได้ดี บ้านก็สร้างออกมาสวยงามจนเหมือนพระราชวัง แถมยังรินชา จัดอาหาร และดูแลรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างเป็๲ธรรมชาติ


    [อ๊าก หยุดนะ หลิงเยวี่ย เ๽้าคืออาจารย์]


    ใบหูของนางเริ่มแดงขึ้นจาง ๆ


    โชคดีที่แสงเย็นเริ่มอ่อนลง ทำให้สีแดงนั้นไม่เด่นชัดนัก


    หลิงเยวี่ยกระแอมเบา ๆ แล้วกลับมามีสีหน้าสงบนิ่งดังเดิม


    “พาข้าไปดูหน่อย ถ้าอยู่ได้จริง ข้าจะกลับไปเก็บของแล้วมาอยู่เลย”


    ยูรันพยักหน้า พร้อมหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ


    “เชิญอาจารย์”


    เขาเดินไปหยุดหน้าประตูตำหนัก แล้วชูป้ายหยกขึ้นแตะเบา ๆ กับแผ่นหยกฝังข้างประตู


    ป้ายหยกสว่างวาบหนึ่งครั้ง ก่อนประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ เปิดออก


    เขาหันป้ายหยกในมือให้หลิงเยวี่ยดู


    “นี่คือป้ายผ่านตำหนัก ใช้สำหรับผ่านประตูหลักและพื้นที่ส่วนกลางที่กำหนดสิทธิ์ไว้ ใครไม่มีป้าย หรือมีป้ายแต่สิทธิ์ไม่ถึง ประตูก็ไม่เปิด”


    พูดจบ เขาก็พาหลิงเยวี่ยเดินเข้าสู่ชั้นแรก


    ทันทีที่ทั้งสองก้าวผ่านประตูเข้าไป แสงไฟอ่อน ๆ จากค่ายกลภายในก็สว่างขึ้นทีละดวง โถงใหญ่ชั้นแรกเปิดกว้าง พื้นหยกสีอ่อนสะท้อนแสงนุ่มนวล ผนังสองข้างมีลายค่ายกลจาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวอย่างประณีต


    “ชั้นแรกเป็๲พื้นที่ส่วนกลาง ฝั่งนั้นเป็๲ห้องรับรองแขก ใช้รับคนจากสำนักหลักหรือแขกจากยอดเขาอื่น ฝั่งนี้เป็๲ห้องนั่งเล่นของคนในยอดเขา มีโต๊ะชา ที่นั่งพัก เตียงเอน มุมอ่านหนังสือ และพื้นที่ให้ทุกคนนอนกลิ้ง โดยเฉพาะข้าเอง”


    หลิงเยวี่ยอึ้งไปเล็กน้อย พื้นที่ให้ตัวเขาเองนอนกลิ้ง?


    “ทางนี้เป็๲ห้องครัวใหญ่ ทำอาหารจำนวนมากได้ และมีห้องเก็บวัตถุดิบอยู่ข้างกัน ส่วนห้องประชุมอยู่ถัดไป ใช้คุยงานภายในยอดเขา”


    เขาพาหลิงเยวี่ยเดินผ่านโถงกลางไปยังแท่นเคลื่อนชั้นที่อยู่แกนกลางตำหนัก


    แท่นนั้นเป็๲พื้นกลมฝังลายค่ายกล รอบด้านมีกระจกใสกั้นบาง ๆ และมีแผ่นหยกเลือกชั้นอยู่ด้านใน


    “ตำหนักเราจะไม่ใช้บันได เราจะใช้เ๽้านี่ แท่นเคลื่อนชั้น”


    ยูรันแตะป้ายผ่านตำหนักกับแผ่นหยกข้างแท่น


    แสงค่ายกลสว่างขึ้นเบา ๆ


    หลิงเยวี่ยก้าวขึ้นไปอย่างเงียบ ๆ


    ยูรันแตะแผ่นหยกเลือกชั้นสอง


    แท่นเคลื่อนชั้นลอยขึ้น ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงชั้นสอง ประตูแท่นเปิดออก


    ชั้นสองกว้างและว่างกว่าชั้นแรกอย่างเห็นได้ชัด


    “ชั้นสอง ข้าเว้นไว้เผื่อมีอะไรแปลกๆ ซึ่งข้ามั่นใจมากว่ามันมีแน่”


    หลิงเยวี่ยมองพื้นที่ว่างนั้นแล้วพยักหน้าเบา ๆ


    ยูรันแตะแผ่นหยกอีกครั้ง


    แท่นเคลื่อนชั้นพาทั้งสองขึ้นต่อ


    “ชั้นสามถึงชั้นสิบสองเป็๲เขตห้องพัก”


    เมื่อถึงชั้นสาม ประตูเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินกว้าง ระเบียงยาวรับลม และประตูห้องพักเรียงอย่างเป็๲ระเบียบ แต่ละประตูมีแผ่นหยกประจำห้องฝังอยู่ด้านข้าง


    ยูรันเดินนำไปตามทางเดิน


    “แต่ละชั้นมีห้องชุดหลายห้อง ห้องหนึ่งมีห้องนอนหลัก ห้องนอนเล็ก ห้องนั่งเล่น ครัวเล็ก ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องเก็บของ และห้องทำงานส่วนตัว”


    เขาแตะผนังเบา ๆ


    “ผนังทุกห้องมีค่ายกลกันเสียง แยกระหว่างห้องกับทางเดิน ไม่ให้เสียงรบกวนกัน”


    จากนั้นเขาชี้ไปยังระเบียง


    “ระเบียงทุกชั้นหันออกไปทางสระมรกต เปิดรับลมได้ แต่ถ้าลมแรง ค่ายกลกันลมจะช่วยลดแรงลมเอง”


    ยูรันไม่ได้พาหลิงเยวี่ยเดินทุกชั้นทีละห้อง แต่ใช้แท่นเคลื่อนชั้นพาขึ้นผ่านชั้นสี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ สิบเอ็ด และสิบสอง


    ทุกชั้นมีโครงสร้างคล้ายกัน แต่รายละเอียดเล็กน้อยต่างกันไป เช่น สีผนัง ลายพื้น ตำแหน่งศาลาระเบียง และมุมพักผ่อนย่อย


    “ชั้นสามถึงสิบสองใช้หลักเดียวกัน ต่างกันแค่การตกแต่ง ถ้าใครชอบเงียบก็เลือกชั้นสูง ถ้าใครไม่อยากขึ้นลงไกลก็เลือกชั้นล่าง”


    หลิงเยวี่ยฟังเงียบ ๆ


    ยิ่งฟัง นางก็ยิ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงตำหนักพักอาศัย


    ยูรันแตะแผ่นหยกเลือกชั้นดาดฟ้า


    เมื่อประตูเปิดออก ลมเย็นยามค่ำก็พัดเข้ามาเบา ๆ


    ชั้นสิบสามเป็๲ดาดฟ้ากว้าง เปิดโล่งเหนือยอดไม้ มีศาลาเล็กตั้งอยู่กลางลาน โต๊ะชา เตียงเอน เก้าอี้นอน และมุมชมดาวกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ รอบด้านมีราวหยกเตี้ย ๆ และค่ายกลกันลมบาง ๆ คลุมอยู่


    เบื้องล่างคือสระมรกตที่สะท้อนแสงดาวและเงาตำหนัก


    ไกลออกไปคือป่าไผ่ที่ไหวตามลมค่ำ


    “ชั้นนี้เป็๲ดาดฟ้าพักผ่อน”


    ยูรันกล่าวเสียงเรียบ


    “กินข้าว ดื่มชา ชมดาว นอนรับลม หรือประชุมแบบไม่จริงจังก็ได้ ถ้าฝนตก ค่ายกลจะกางม่านกันฝนชั่วคราว ถ้าลมแรงเกินไปก็ลดแรงลมเอง”


    หลิงเยวี่ยยืนมองทิวทัศน์อยู่ครู่หนึ่ง แสงดาวช่างงดงาม


    ยูรันปล่อยให้นางดูอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ


    “ต่อไปข้าจะสาธิตห้องพักหนึ่งห้อง”


    เขาพาหลิงเยวี่ยกลับลงมายังชั้นที่เตรียมไว้ แล้วหยิบป้ายหยกอีกแผ่นออกมา


    “อันนี้คือป้ายผ่านห้อง ใช้เปิดประตูห้องพักของแต่ละคน”


    เขาแตะป้ายผ่านห้องกับแผ่นหยกหน้าประตู


    ประตูห้องเปิดออก


    ภายในยังมืดอยู่เล็กน้อย


    ยูรันก้าวเข้าไป แล้วชี้ช่องรับป้ายบนผนังใกล้ทางเข้า


    “เมื่อเข้าห้องแล้ว ต้องเสียบป้ายผ่านห้องไว้ตรงนี้ ระบบในห้องถึงจะเปิดใช้งาน”


    เขาเสียบป้ายผ่านห้องลงไป


    ทันทีที่ป้ายเข้าที่ แสงไฟในห้องค่อย ๆ สว่างขึ้น ม่านเลื่อนเปิด หน้าต่างปลดล็อก น้ำร้อนในห้องอาบน้ำเริ่มเดินผ่านท่อค่ายกล อากาศปรับเป็๲อุ่นสบาย และป้ายควบคุมห้องบนโต๊ะก็สว่างขึ้น


    “ถ้าเสียบป้ายไว้ ห้องจะรู้ว่ามีคนใช้งาน ไฟ น้ำร้อน หน้าต่าง ม่าน ค่ายกลกันเสียง ค่ายกลปรับอุณหภูมิ และป้ายควบคุมห้องจะเปิดทั้งหมด”


    เขาดึงป้ายออก


    ทุกอย่างค่อย ๆ ปิดลงตามลำดับ


    จากนั้นเสียบกลับเข้าไปอีกครั้ง


    ระบบเปิดขึ้นใหม่อย่างเป็๲ระเบียบ


    ยูรันเดินไปแตะแผ่นหยกควบคุมบนโต๊ะ


    “นี่คือป้ายควบคุมห้อง ใช้ปรับแสง อุณหภูมิ ม่าน หน้าต่าง น้ำร้อน”


    เขาแตะเบา ๆ ไฟในห้องอุ่นขึ้น


    แตะอีกจุด ม่านเลื่อนเปิดครึ่งหนึ่ง


    แตะอีกจุด กลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้หลังฝนลอยขึ้น ก่อนจะจางหายเมื่อเขาแตะปิด


    หลังจากระบบในห้องเปิดขึ้นอีกครั้ง ยูรันก็เดินนำไปยังห้องอาบน้ำ


    ประตูด้านในเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องอาบน้ำที่ปูด้วยหินหยกสีอ่อน พื้นมีร่องระบายน้ำเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตามแนวลายหิน ด้านหนึ่งเป็๲อ่างน้ำขนาดพอให้แช่ตัวได้สบาย อีกด้านมีแผ่นโลหะกลมฝังอยู่บนผนัง พร้อมหัวฝักบัวที่ยื่นออกมาจากค่ายกลท่อน้ำ


    หลิงเยวี่ยมองสิ่งนั้นอย่างเงียบ ๆ เห็นได้ชัดว่านางรู้จักอ่างอาบน้ำ


    แต่สิ่งที่เหมือนหัวโลหะติดผนังนั้น นางไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย