“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะพวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง”ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน
“ใช่ ใช่ของพี่ก็เหมือนกันนะน้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ”ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยหยูยังเล็ก
“ทราบแล้วค่ะพวกพี่เอามากองไว้ตรงนี้นะคะพรุ่งนี้หนูจะจัดการให้”เพ่ยหยูชี้ให้พวกเธอนำชุดมาวางไว้ด้านล่างตู้เสื้อผ้าที่เธอเปิดเอาไว้ให้
ไป่หลิวกับซู่ฟางรีบเดินนำไปวางและกลับเตียงตัวเองทันทีเพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลาดับไฟและเ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจห้องแล้วทั้งสามจึงไม่อาจชักช้าได้อีก
เพ่ยหยูรีบปิดตู้เสื้อผ้าแล้วปีนขึ้นเตียงเตรียมนอนเช่นกันคงเพราะมีคนเปิดหน้าต่างเอาไว้จึงทำให้อากาศตอนนี้ไม่อับชื้นเหมือนเมื่อเช้าแล้วเพ่ยหยูหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้หลวมๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นยามค่ำคืนเมื่อเที่ยงเธอนอนนานพอสมควรพอถึงตอนนี้จึงไม่ค่อยง่วงสักเท่าไหร่นักแต่ด้วยกฎระเบียบที่ต้องทำเพ่ยหยูก็ไม่กล้าหันไปชวนไป่หลิวคุย
ไม่ถึงสิบนาทีไฟทั้งหมดก็ดับพรึบลงพร้อมกันความมืดที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำเอาเพ่ยหยูอดสะดุ้งเบาๆ ไม่ได้ ด้านนอกยังมีเสียงเดินเบาๆ พอให้ได้ยินอยู่บ้างคงเพราะพวกเธอนอนห้องชั้นล่างจึงมีเสียงทหารบ้านและเ้าหน้าที่ตรวจตราเดินไปมาอยู่ก็เป็ได้
เพ่ยหยูหลับตาลงได้ไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของเ้าหน้าที่สองคนซึ่งเข้าเวรในวันนี้เดินเข้ามาเบาๆ เพ่ยหยูหลับตาปี๋เพราะกลัวว่าหากไม่หลับตาลงแล้วจะถูกจับไปลงโทษเธอจึงทำได้แค่หลับตาเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นเท่านั้น
โชคดีที่เ้าหน้าที่ที่เข้ามาไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินสำรวจดูไม่นานเสียงฝีเท้าและเสียงปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งเพ่ยหยูจึงได้ทอดถอนใจออกมาอย่างโล่งอกกว่าที่เพ่ยหยูจะง่วงนอนก็เป็หลังจากนั้นกว่าครึ่งชั่วโมง
เสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้งตอนเวลาหกโมงเช้าเด็ก ๆ รีบลุกขึ้นพับผ้าห่มและเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วพวกเขายังต้องไปรวมตัวกันที่ลานด้านหน้าเพื่อออกกำลังกายตามระเบียบให้ตรงเวลาหากใครมาช้าก็จะถูกจับไปลงโทษตามกฎอยู่แล้วเด็ก ๆ จึงไม่มีใครกล้าทำตัวเอื่อยเฉื่อยแม้แต่คนเดียวเพ่ยหยูเองก็เช่นเดียวกันเธอยังไม่อยากถูกลงโทษทั้งที่มาที่นี่ได้เพียงวันที่สองเท่านั้นไป่หลิวกับซู่ฟางเองก็ไม่ต่างกันพวกเธอเดินเรียงแถวตามกันออกไป
หลังออกกำลังกายและกินข้าวเสร็จเพ่ยหยูก็บอกกับสุ่ยอวี้ว่าจะไปซักผ้าสุ่ยอวี้เห็นว่าตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำพอดีจึงปล่อยให้เพ่ยหยูไปเธอยังคิดในใจอยู่ว่าเพ่ยหยูขยันต่างจากเด็กเล็กวัยเดียวกันมากนักอย่างไรเสียเด็กอายุเจ็ดแปดขวบที่นี่บางคนก็ี้เีจนกว่าจะซักผ้าครั้งหนึ่งก็ปล่อยเอาไว้หมักหมมเป็เดือนแล้ว
เพ่ยหยูใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดซักผ้าในห้องน้ำอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมงดีที่เธอขอยืมเก้าอี้มาไว้ตักน้ำในห้องน้ำก่อนออกจากโรงอาหารทำให้การซักผ้าครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเพ่ยหยูยังหยิบไม้แขวนของไป่หลิวกับซู่ฟางไปไว้ตากผ้าด้วย
ขณะที่เพ่ยหยูกำลังยกชุดไปตากทีละชุดทหารบ้านที่เดินตรวจตราเห็นเข้าจึงพากันเข้ามาสอบถามเพ่ยหยูด้วยความสงสัย
“ทำไมไม่ไปเข้าเรียน”ทหารบ้านนายหนึ่งอายุประมาณสิบสี่สิบห้าถามเสียงเ็า
“หนูอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ค่ะคุณป้า ผอ.เลยปล่อยให้ทำงานเบาๆ ได้ค่ะ” เพ่ยหยูตอบด้วยสีหน้าปกติเธอไม่ได้หวาดกลัวพวกเขาซึ่งกำลังแสดงสีหน้าเ็าใส่เลยแม้แต่น้อย
“อืม…อย่างนั้นก็อย่าเดินไปทั่วล่ะ”ทหารอีกนายเห็นว่าเพ่ยหยูดูไม่เหมือนเด็กคนอื่นเท่าไหร่จึงไม่อยากยุ่งด้วยมากนักเขากลัวว่าจะหาเื่จนเจอตอเข้าใช่ว่าที่นี่จะไม่เคยมีเด็กที่ถูกพามาจากครอบครัวร่ำรวยทุกคนเคยได้ยินพี่เลี้ยงเล่าให้ฟังมาก่อนจึงต่างระมัดระวังมาก
“ทราบแล้วค่ะ”เพ่ยหยูพูดจบก็เดินถือชุดต่อไปยังด้านหลังอาคารนอนเพื่อตากผ้าต่อไปเก้าอี้กับไม้แขวนเธอถือไปวางเอาไว้รอบหนึ่งแล้วก่อนจะกลับไปเอาเสื้อผ้าในห้องน้ำเมื่อครู่
เพ่ยหยูหลังตากผ้าและเก็บของเสร็จก็ยกเก้าอี้เดินกลับไปยังโรงอาหารเธอเข้าไปขอช่วยงานเหมือนกับเมื่อวานนี้อย่างขยันขันแข็ง
สองปีต่อมา
กิจวัตรประจำวันของเพ่ยหยูไม่ต่างจากตอนมาถึงครั้งแรกต่างกันที่ตอนนี้ตัวเธอสูงขึ้นมากอย่างคาดไม่ถึงขนาดไป่หลิวกับซู่ฟางที่อายุมากกว่าเกือบสามปียังตัวเล็กกว่าเพ่ยหยูที่เพิ่งอายุห้าขวบในปีนี้เล็กน้อยทำเอาเด็กคนอื่นก็อดแปลกใจไม่ได้เช่นเดียวกันแต่พวกเขาก็ไม่มีใครกล้าที่จะยุ่งเื่ของเพ่ยหยูอีกทั้งตอนนี้หน้าตาและผิวพรรณของเพ่ยหยูยังดูดีกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เพิ่งเข้ามาอยู่ราวฟ้ากับเหวทุกคนต่างอยากรู้นักว่าครอบครัวของเพ่ยหยูเป็ใครมาจากไหนกันแน่เหตุใดจึงได้ปล่อยให้เทพธิดาตัวน้อยอย่างเพ่ยหยูมาลำบากอยู่ในสถาบันแห่งนี้นานถึงสองปีแล้ว
วันนี้เพ่ยหยูจะได้เข้าเรียนเป็ครั้งแรกเธอดีใจมากที่ในที่สุดจะได้เรียนรู้เื่ต่างๆ เหมือนกับพวกไป่หลิวเสียทีปีนี้จางเจี้ยนถูกแยกไปอยู่ห้องนอนบนชั้นสองแล้วตามอายุทำให้ห้องนอนของเพ่ยหยูมีเพียงเด็กผู้หญิงทั้งหมดอยู่รวมกันเท่านั้นแน่นอนว่าถึงจะผ่านมาสองปีแล้วก็ตามทีแต่เพ่ยหยูก็ยังคงสดใสร่าเริงไม่เปลี่ยนไปเลยเพียงแต่เธอไม่ได้ส่งเสียงดังหรือสร้างเื่สร้างราวจนต้องถูกลงโทษเพ่ยหยูเพียงแค่กระซิบคุยกันเบาๆ กับพวกไป่หลิวก่อนนอนไม่นานก็เท่านั้นซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็ทำให้พวกเธอสนิทกันมากขึ้นทุกวัน
“วันนี้เราจะมาเรียนเื่การเมืองเบื้องต้น”อาจารย์ประจำวิชาเข้าห้องเรียนมาเอ่ยขึ้นเสียงดังหลังจากเด็กๆ ลุกขึ้นทำความเคารพเขาตามระเบียบ
เพ่ยหยูมองดูอาจารย์หนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าปีด้วยความสนอกสนใจเธอเองพอจะรู้เื่เหล่านี้บ้างจากการสอบถามไป่หลิวและซู่ฟางเพ่ยหยูจึงตั้งใจจดจ่อกับการเรียนวันแรกนี้มากเป็พิเศษเธอไม่สนใจเด็กที่กำลังหันไปคุยกันเพราะเพิ่งเข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย
“พวกเธอสามคนออกไปยืนนอกห้อง!”ตังหยางอาจารย์วิชาการเมืองซึ่งมีหน้าที่สอนเด็กอายุต่ำกว่าเก้าขวบเอ่ยขึ้นเสียงดังเมื่อเห็นเด็กสามคนยังนั่งคุยกันอยู่
“ทำไมล่ะคะอาจารย์พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”เด็กผู้หญิงที่เพิ่งมาได้สองวันเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เธอเป็เด็กเอาแต่ใจและบ้านยากจนจึงถูกส่งตัวมาที่นี่ตอนแรกเธออาละวาดอยู่นานจนถูกส่งเข้าห้องดัดสันดานไปก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งพอออกมาเข้าเรียนได้ก็ไม่วายก่อเื่ขึ้นอีกในวันนี้
“ทหาร!เข้ามาพาตัวเด็กพวกนี้ออกไปยืนที่ลานด้านนอกเพื่อลงโทษที่พวกเขาคุยกันระหว่างเวลาเรียนให้อาจารย์”ตังหยางเอ่ยเรียกทหารบ้านที่มีหน้าที่ควบคุมเด็กในห้องเสียงดัง
“ครับ!”ทหารบ้านสองนายรีบเข้ามารวบตัวเด็กทั้งสามลากออกไปทันทีพวกเขามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของอาจารย์ตังหยางอย่างเคร่งครัดนานมากแล้วที่ไม่มีเด็กคนไหนกล้าท้าทายการสอนของเหล่าอาจารย์ในสถาบันวันนี้พวกเขาจึงคิดว่าน่าจะเป็การเชือดไก่ให้ลิงดูกระมัง
“เอาล่ะพวกเธอตั้งใจเรียนให้ดีห้ามคุยกันในเวลาเรียนเข้าใจไหม”ตังหยางเอ่ยเสียงเ็า