ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    บทที่45 ศรพรหมาสตร์

            



            ในกระโจมขนาดใหญ่ที่ถูกทำขึ้นมาอย่างง่ายๆเพื่อใช้เป็นที่ประชุม เรนเดล โคโตโนฮะ อาราก้อน และเหล่าเจ้าเมืองที่มาสวามิภักดิ์อีกสามคน กำลังประชุมกันถึงเรื่องที่ราชรัฐตะวันตกร้องขอให้พวกเขาร่วมกันกำจัดบาฮามุท


            “องค์ชายคิดเห็นเป็นอย่างไรหรือพะยะค่ะ กับการร้องขอจากพวกกบฏ” เจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างผอมสวมใส่ชุดเกราะหนังกล่าวถาม เขามีนามว่าบาเอล ด้านหลังของเขามีบุตรสาวยืนอยู่ด้วย บุตรสาวของเขานั้นอายุประมาณสิบสาม อายุน้อยกว่าเรนเดลแค่ปีเดียว ดูเหมือนเธอจะสนใจเรนเดลมาก แต่เรนเดลไม่ชายตามองเธอเลย...นี่คือสิ่งที่โคโตโนฮะสังเกตุอยู่ตลอด


            ธิดาของขุนนางมีผมสีดำสลับเทาแบบพ่อของนาง ใบหน้าของนางนั้นจัดว่าน่ารักไม่เบา ดวงตากลมโตสีเขียวคอยมองเรนเดลตาไม่กระพริบ และเธอส่งยิ้มให้โคโตโนฮะ เมื่อพบว่าเธอโดนจ้องอยู่ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของเรนเดลกับโคโตโนฮะ


            “ผมตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าเราจะรับข้อเสนอพักรบเอาไว้ก่อน” เรนเดลกล่าวพลางถอนใจ “และเรื่องไปช่วย อันนี้บอกตามตรงว่าลำบากใจ แต่ฉันอยากช่วยประชาชนฝั่งนั้นจริงๆ”


            “เรนเดลคะ ต้องคิดให้ดีๆนะ” โคโตโนฮะเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย เมื่อเรนเดลคิดเช่นนั้น “ถ้าพวกนั้นคิดตลบหลังเราขึ้นมาล่ะเรื่องใหญ่เลยนะคะ”


            “ผมก็คิดเหมือนกับท่านหญิงโคโตโนฮะ” อาราก้อนกล่าว “ขนาดบัลลังค์มันยังกล้าชิง มีหรือมันจะไม่กล้าหักหลังเรา”


            “ฉันรู้ว่าตามหลักการของสงครามแล้วไม่ควรไป” เรนเดลกล่าว “แต่หากทำเช่นนั้น ฉันก็จะไม่ต่างอะไรกับคนพวกนั้น ที่สนแต่อำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มตน ไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชน”


            “ประชาชน...คำๆนี้หมายถึงพวกไพร่หรือคะ ฝ่าบาท” บุตรสาวของขุนนางเอ่ยขึ้น เพื่อหวังจะหาโอกาสสนทนากับเรนเดล เรนเดลจึงหันมองหญิงสาวคนนั้นตามมารยาท และพยักหน้า


            “อ่อ ฝ่าบาท...หม่อมฉันขอแนะนำให้พระองค์รู้จัก” ขุนนางบาเอลกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อได้มีโอกาสแนะนำบุตรสาวตน “บุตรสาวของหม่อมฉัน นางมีนามว่าลีน่าพะยะค่ะ...นางงดงามที่สุดในเมืองไวท์ฟ็อกซ์ และนางยังไม่มีคู่หมาย”


            “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณลีน่า” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะหันหน้าเข้าสู่การประชุมต่อ ทำเอาผู้เป็นพ่อและลูกสาวหน้าเจื่อนทันที “พวกท่านคิดว่าเราควรจะทำยังไงดี กับเหตุการณ์เร่งด่วนครั้งนี้”


            ขุนนางอีกสองคนที่อยู่ข้างๆยิ้มเยาะบาเอลและลีน่า คนริมสุดที่ใส่ชุดผ้าไหมสีแดงส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวเบาๆว่า “ท่าจะผิดหวังน่าดูนะ ฝ่าบาทไม่สนลูกสาวนายเลย สนมจะได้เป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้แบบนี้”


            “เงียบไปร็อคโค” บาเอลกล่าวเสียงเรียบ พลางกัดฟันแน่น “ดีกว่าแกที่มีแต่ลูกชายล่ะกัน”


            “ความใจอ่อนของสตรีไม่ควรมีในสงครามนะฝ่าบาท” อาราก้อนกล่าวรับคำถามของเรนเดล “ในยามสงครามมีคนบาดเจ็บล้มตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครกล้าโทษพระองค์หรอก”


            “แต่ถ้าหากเราไปช่วย เราจะได้ใจปวงประชาฝ่ายนั้น” โคโตโนฮะกล่าวสนับสนุนความคิดเรนเดล “นี่คือสิ่งที่เรนเดลคิดใช่มั้ยคะ”


            “ใช่...ฉันคิดแบบนั้นแหละ โคโตโนฮะ” เรนเดลกล่าว “แต่การกระทำของฉันจะได้ใจขุนนางและราษฏรอีกฝ่ายหรือเปล่านี่สิ มันอาจไม่ง่ายดายขนาดนั้น”


            “เป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ลำบากจริงๆนะคะ” โคโตโนฮะกล่าว “แต่ถ้าเป็นฉัน...ฉันจะไม่ไปช่วยค่ะเรนเดล แต่จะเร่งสะสมกองกำลังไว้ปกป้องคนของเรา...ผู้หญิงน่ะไม่ได้ใจอ่อนทุกคนหรอกนะคะ”


            “ข้าขออภัย” อาราก้อนกล่าวก่อนจะก้มหัว “ดูเหมือนสุภาษิตโบราณนี้จะใช้ไม่ได้แล้วสิท่า”


            “ตัดสินใจยากจริงๆนั่นแหละ” เรนเดลกล่าวพลางถอนใจ “การกระทำของเรา ไม่ว่าเลือกทางไหน ก็จะมีทั้งผลดีและผลเสียตามมา เครือจักรภพและสมาคมจอมเวทต่างจับตามองสงครามครั้งนี้อยู่”


            “หม่อมฉันเห็นด้วยกับท่านโคโตโนฮะ” ขุนนางในชุดผ้าไหมแดงที่มีนามว่าร็อคโคกล่าว “เราควรสะสมกำลังพล เพื่อรอโอกาสโจมตีซ้ำ ในขณะที่ฝ่ายนั้นกำลังลำบากจากการต่อสู้กับปีศาจที่ชื่อว่าบาฮามุทอยู่”


            “แต่ถ้าทำแบบนั้น ฝ่าบาทจะโดนหาว่าเป็นทรราชได้น่ะสิ” ขุนนางคนสุดท้ายในชุดจอมเวทสีขาวกล่าวขึ้น เขามีนามว่าโดโนแวน “อาจจะส่งผลต่อความภักดีต่อพวกไพร่ในอนาคตได้นะพะยะค่ะ”


            “ในสงครามมีแต่คำว่าแพ้กับชนะ” ร็อคโคกล่าวค้านโดโนแวน “เป็นทรราชย์แต่ชนะในการศึก ก็ยังดีกว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมที่ไม่มีแผ่นดินอยู่”


            “เรื่องที่มีชื่อเสียงของบ้านเมืองมาเกี่ยวข้อง มันตัดสินใจยากจริงๆนั่นแหละ” เรนเดลกล่าวกับตัวเองด้วยความเหนื่อยใจ เขากำลังคิดว่าจะทำเช่นไรดี แต่แล้ว...


            “ฝ่าบาทคะ!!”


            เรนเดลหันมองตามเสียงเรียก อาร์คาน่าและอามูรีบวิ่งมาหาเขาด้วยสีหน้าร้อนรน ดูก็รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่


            “เขตเมืองที่เราต่อเติมใหม่ถูกโจมตีโดยพวกปีศาจและอันเดดค่ะ”


            เรนเดลไม่ถามรายละเอียดอะไรเพิ่ม เขากำลังจะตามอาร์คาน่าไป แต่แล้วก็มีทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาแทบจะไล่เลี่ยกัน


            “หน้าด่านชายแดนเราโดนโจมตีขอรับฝ่าบาท ท่านอาราก้อน”


            “ใครมาโจมตีเรา ลากูน” อาราก้อนเอ่ยชื่อทหารคนนั้น ดูเหมือนเขาจะจำทหารของเขาได้ทุกคน


            “ปีศาจจำนวนมากขอรับ มันอยู่หน้าค่ายของเรา พวกมันออกมาจากชายแดนราชรัฐตะวันตกครับ ดูเหมือนว่าเมืองชายแดนของพวกตะวันตกจะแตกพ่ายแล้ว”

            ไม่นานนัก ก็มีทหารรายงานข่าวมาอีกหนึ่งคน เขารายงานว่าเมืองไวท์ฟ็อกซ์ของบาเอลกำลังถูกกลุ่มอันเดดโจมตี



            “เรื่องใหญ่ล่ะสิ” เรนเดลกล่าว “ฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมทางราชรัฐตะวันตกถึงบอกว่าจะไม่เหลือดินแดนให้เราแย่งชิง”


            “สั่งทหารทุกนายเตรียมรบกับพวกอันเดด” อาราก้อนกล่าว “ฝ่าบาท หม่อนฉันและกองกำลังบางส่วนจะไปสู้กับพวกปีศาจที่หน้าชายแดนพะยะค่ะ ส่วนพระองค์ไปยังเมืองของเราที่สร้างใหม่เถอะ”


            เรนเดลพยักหน้ารับ ก่อนที่โคโตโนฮะ และเจ้าลูกหมาสองตัวจะตามไปติดๆ ในขณะที่เจ้าเมืองทั้งสามต่างกลับไปประจำเมืองของตนเองทันที


            “ท่านพ่อคะ” ลีน่าเอ่ยเรียกบาเอล ระหว่างที่พวกเขาทั้งสองกำลังนั่งรถม้ากลับเมือง “ฝ่าบาทจะรับข้าเป็นชายาไหมนะ ข้ารู้สึกว่าฝ่าบาทกับท่านหญิงโคโตโนฮะจะเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อน”


            “หากฝ่าบาทยังมีสมอง” บาเอลกล่าว “เขาต้องรับลูกเป็นสนม เพื่อให้พ่อจงรักภักดีกับเขาและไม่คิดทรยศ และต่อให้เขาไม่ได้รักเจ้า ขอแค่เจ้าให้กำเนิดองค์ชายขึ้นมาก็พอ ที่เหลือพ่อจะจัดการเอง”


            ลีน่ายิ้มรับให้กับพ่อของตน ก่อนจะกลับเมืองด้วยความสบายใจ ปราสาทของเธอนั้นมีรั้วกำแพงกันแน่นหนา ย่อมไม่ได้รับผลกระทบจากอันเดด ที่เดือดร้อนจริงๆคือชาวบ้านที่อยู่รอบนอกเมืองต่างหาก เธอจึงไม่สนใจใดๆ



            ทางด้านราชรัฐตะวันตกกำลังเจอศึกที่ใหญ่กว่าฝั่งตะวันออกของเรนเดล พื้นดินหลายที่ในเมืองของพวกเขามีรอยแยกแตกออก พร้อมกับพวกอันเดดหรือปีศาจจำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากรอยแยกนั้น ทำให้ทหารในเมือง และจอมเวทมากมายรับมือแทบไม่ไหว พวกชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้เวทมนตร์เพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน จึงไม่อาจต่อกลอนกับอันเดดได้เลย


            ฟรังซัวร์ฝ่าเข้ามากลางดงปีศาจที่ล้อมพวกชาวบ้านเอาไว้ ทำเอาปีศาจสุนัขหลายตัวสนใจที่เขากันหมด ก่อนที่เขาจะเริ่มร่ายเวทที่ได้รับการสอนจากเมกุมิ


            “มหาเวทศรพรหมาสตร์ กระบวนท่าปักษาสวรรค์!!”


            ธนูและคันศรแก้วปรากฏขึ้นที่มือของฟรังซัวร์  ก่อนที่เขาจะแผลงศรขึ้นฟ้า คันศรเปล่งแสงสีชมพูสว่างจ้าพร้อมกรีดร้อง เมื่อฟรังซัวร์ยิงมันขึ้นฟ้าเพี้ยงเสี้ยววินาที ธนูแก้วของเขาก็กระจายออกเกาะกลุ่มกับพลังมานาบนท้องฟ้า และบังคับเอามานาจำนวนมากที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ มาเป็นพลังของตัวเอง


            มานาที่ได้รับการควบคุมจากฟรังซัวร์ กลายสภาพเป็นศรแสงก่อนที่มันจะตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว มันรวดเร็วราวกับเม็ดฝนที่ตกลงสู่พื้นดิน ไม่ทันกระพริบตา และไม่ทันจะได้หลบ


            ปีศาจสุนัขและอันเดดโดยรอบที่ล้อมฟรังซัวร์และชาวบ้าน ต่างร่างแหลกสลายทันทีเมื่อสัมผัสศรแห่งแสง ในขณะที่กลุ่มชาวบ้านที่โดนศรแสงนั้นกลับถูกรักษาเยี่ยวยา บางคนที่บาดเจ็บหายดีเป็นปลิดทิ้งทันที


            “ปาฏิหาริย์” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ “นี่มันพลังของเทพผู้สร้างสรรค์ องค์ราชาของเราคือผู้ถูกรับเลือกจากเทพเจ้า”


            “จริงด้วย ขาข้าที่โดนหมาบ้ากัดหายดีแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวก่อนจะก้มหัวให้กับฟรังซัวร์ “ข้าขอขอบคุณพรหมเทพบิดา ที่ทรงประทานกษัตริย์อันแสนวิเศษให้กับเรา พระองค์คือคนที่ฟ้าส่งมาปกครอง เราจะขอภักดีกับพระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่”


            ฟรังซัวร์ยิ้มรับให้กับคำขอบคุณของชาวบ้าน ก่อนแผลงศรพรหมาสตร์ขึ้นฟ้า แล้วรวมพลังมานาในท้องฟ้ากลายเป็นศรแสงนับไม่ถ้วนจู่โจมใส่ฝูงอันเดดและปีศาจที่มีมากเกินกว่าจะนับ


            ด้วยพลังของฟรังซัวร์ รอบบริเวณที่เต็มไปด้วยอันเดดและปีศาจจึงถูกกำจัดไปจนสิ้น ชาวบ้านต่างโห่ร้องดีใจกันถ้วนหน้า...


            แต่ทว่าเหล่าชาวบ้านต่างยินดีปราดาได้ไม่นานนัก เพราะจู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงกว่าเดิม ถึงขั้นที่ฟรังซัวร์ไม่สามารถทรงตัวบนพื้นได้ เขาต้องใช้เวทธาตุลมลอยตัวอยู่เหนือพื้น


            “ช่วยด้วย!! ฝ่าบาท” ชาวบ้านจำนวนมากต่างส่งเสียงร้อง ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะตกลงไปยังผืนดินที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว ฟรังซัวร์ได้แต่กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ ที่เขาช่วยใครรอบบริเวณไม่ได้เลย


            ฟรังซัวร์พบว่าจุดที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงนั้นมีแค่บริเวณที่เขายืนอยู่กับชาวบ้านเท่านั้น มันเป็นการโจมตีที่เจาะจงเป้าหมายจากเวทมนตร์ที่ทรงพลัง ไม่ได้เกิดจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ


            “น่าสนใจ...น่าสนใจจริงๆ!! ที่แกยังมีชีวิตรอดจากมหาเวทของข้า”


            เสียงของชายคนหนึ่งดังมาจากเบื้องล่างของฟรังซัวร์ เสียงของชายที่ดูก้าวร้าวและหยิ่งยโสดังมาจากปากหลุมเหวอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น ก่อนที่ฟรังซัวร์จะพบกับวัตถุบางอย่างสั่นไหว


            ฟรังซัวร์พบกับดวงตาสีเหลืองขนาดมหึมาจากใต้เหวอันลึกและมืดทึบที่พึ่งค่ราชีวิตผู้คนไป ดวงตานั้นน่าจะใหญ่โตพอๆกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ แม้จะเห็นแค่ดวงตา แต่ฟรังซัวร์ก็รับรู้ได้ว่ามันกำลังแสยะยิ้ม


            “ข้าหิวเหลือเกิน...จอมเวทเอ๋ย จงเป็นอาหารของข้าซะเถอะ”



            ฟรังซัวร์ไม่ทันจะขยับตัวใดๆ เขาเหมือนโดนมนตร์สะกด ดวงตาของเขาเรืองแสงสีชมพูชั่วครู่ ก่อนที่ปากอันยาวเหยียดซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวอันน่ากลัวจะโผล่ขึ้นมางับร่างของฟรังซัวร์…


            ลูกศรสีชมพูที่เต็มไปด้วยประกายของกลีบดอกบัวเข้าปะทะกับปากอันใหญ่โตนั้น ก่อนจะเปลี่ยนทั้งปากให้สลายกลายเป็นกลีบดอกบัว ตามมาด้วยเสียงแผดร้องอันแสบแก้วหูของสัตว์ประหลาด


            กว่าฟรังซัวร์จะรู้ตัว เขาก็พบว่าเมกุมิดึงเขาออกมาจากบริเวณปากเหวนั้นแล้ว


            “ท่านอาจารย์” ฟรังซัวร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะลึง เขาตกใจมากที่อาจารย์ของเขาซึ่งเป็นอันเดดสามารถเข้ามาในเขตแดนจอมเวทได้ เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกางวงเวทสีรุ้งทั้งสิบสองคุ้มกันพวกเขาเอาไว้


            “เขตแดนเมืองของนายพังทลายไปแล้ว จากปีศาจนอกพระเวท” เมกุมิกล่าว “ข้าสัมผัสได้ถึงมหาเวทศรพรหมาสตร์ เลยตามมาจนเจอเจ้ายังไงล่ะ”


            “มาได้จังหวะพอดีเลย” ฟรังซัวร์กล่าว “ท่านช่วยข้าปราบบาฮามุทได้หรือไม่ ปีศาจตัวนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก”


            “ข้าจะไม่ปราบมัน” เมกุมิกล่าว “แต่ข้าจะสอนเจ้าปราบมัน ฟรังซัวร์ มหาเวทของเจ้าตอนนี้ ฝึกจนถึงขั้นที่เจ็ดแล้วสินะ”


            “ครับ ท่านอาจารย์” ฟรังซัวร์กล่าว “ข้าพร่ำฝึกฝนตามที่ท่านแนะนำทุกเมื่อที่มีโอกาส ดังนั้นตอนนี้พลังของข้าจึงอยู่ระดับเจ็ดแล้ว ระดับสูงสุดเท่าทีเด็กอย่างข้าจะฝึกได้”


            “งั้นก็ดี” เมกุมิกล่าว “นั่นเพียงพอที่เจ้าจะปราบข้ารับใช้ของบาฮามุทได้แล้วล่ะ”


            “ข้ารับใช้” ฟรังซัวร์กล่าวด้วยน้ำเสียงตะลึง “สิ่งที่ข้ากำลังเผชิญ คือข้ารับใช้บาฮามุทหรอกหรือ”


            “ใช่แล้วล่ะ” เมกุมิกล่าวก่อนจะสะบัดมือออกไปข้างลำตัว ลูกศรสีชมพูของเธอพุ่งเข้าปะทะกับหนวดหมึกขนาดยักษ์ที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ทำเอาปีศาจตนนั้นร้องระงม ก่อนจะหุบหนวดที่กุดด้วนของมันหลบลงไปใต้ดินอย่างรวดเร็ว


            “แกเป็นใคร!!” ปีศาจจากใต้พื้นดินคำรามลั่น ก่อนที่จะเกิดรอยแตกแยกของแผ่นดินหนักกว่าเดิม ตามต่อด้วยปีศาจขนาดยักษ์ที่มีหน้าตาคล้ายปลาหมึกผสมหมาป่าโผล่ขึ้นมา ลำตัวของมันนั้นใหญ่พอๆกับตึกสูงราวยี่สิบชั้น สูงมากจนฟรังซัวร์และเมกุมิต้องบินจากพื้นสูงและออกห่างกว่าเดิม เพื่อมองเห็นมันได้ชัดๆ



            “อย่ามัวแต่หลบอยู่หลังสัตว์อสูรอัญเชิญเลย” เมกุมิกล่าวท้าทายอีกฝ่าย “จงปรากฏตัวออกมาซะ หากเจ้ายังคงมีศักดิ์ศรีของจอมเวทอยู่”


    ทันทีที่เจอคำท้าจากเมกุมิ ร่างของจอมเวทในชุดคลุมสีดำคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากปากของอสูรกายร่างยักษ์ จอมเวทคนนั้นมีดวงตาแดงก่ำช้ำเลือด จมูกนั้นงองุ้มจนน่ากลัว เขาถือไม้เท้าที่น่าจะทำมาจากหัวกระโหลกของคนตาย


    “พ่อมด” ฟรังซัวร์กล่าวเสียงสั่น “หรือคำเรียกสากลคือวอล็อค (Warlock) ข้าคิดว่าจอมเวทประเภทนี้สูญหายไปจากโลกเสียแล้ว”


            “เป็นแค่จอมเวทสายยืมพลังจากธรรมชาติ (Magician) แท้ๆ แต่กลับทำตัวโอหังต่อหน้าวอล็อคเช่นข้า” พ่อมดปีศาจคนนั้นกล่าวก่อนจะหัวเราะลั่น “จงรู้เอาไว้ซะ ว่าเขตแดนที่พวกเจ้ากำลังเหยียบหรือลอยเหนือมัน ตกอยู่ในอำนาจของท่านบาฮามุทแล้ว แกจะสวดอ้อนวอนต่อเทพของแกเพื่ออัญเชิญพลังไม่ได้อย่างเด็ดขาด”


            “แล้วยังไง” เมกุมิกล่าวพลางแสยะยิ้ม “บาฮามุทของเจ้า ไม่มีทางยิ่งใหญ่ไปกว่าผู้สร้างคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิหรอกนะ”


            “แกหมายความว่ายังไง” วอล็อคตะโกนด้วยความกราดเกรี้ยว “กล้าดูถูกท่านบาฮามุทของข้า ราชันย์ของเหล่ามัจฉาเชียวหรือ”


            วอล็อคนั้นดูเหมือนจะกราดเกรี้ยวมาก วงเวทสีน้ำตาลเจ็ดขั้นปรากฏตรงหน้าของมัน ก่อนที่มันจะเริ่มร่ายเวททันที


            “นามที่ข้าบูชาคือพญามัจฉาผู้ยิ่งใหญ่ ราชันย์ของเหล่าปลาผู้แบกแผ่นฟ้า ผืนโลก และแดนนรกภูมิ ข้าขออัญเชิญพลังของผู้นอบน้อมต่อท่าน และอาศัยอยู่ได้ด้วยตัวของท่าน...มหาเวทคุจาตะ บทไม้ตาย อสูรกระทิง!!”


            ประกายเพลิงประทุออกมาจากใต้พื้นดิน พร้อมอสูรกระทิงเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏออกมา มันคำรามลั่นด้วยเสียงที่น่ากลัว แน่นอนว่าเมกุมินั้นนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ฟรังซัวร์นั้นกลับมีสีหน้าเครียดทันที


            “อสูรนอกพระเวทระดับตำนาน..คุจาตะ มันมีพลังทัดเทียมกับเทพบางองค์ที่เราเอ่ยนามเพื่อขอพลังเลยนะ” ฟรังซัวร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “ท่านอาจารย์ จะให้ข้ารับมือกับมันจริงๆสินะ”


            “เชื่อมั่นในพลังของเจ้า” เมกุมิกล่าวก่อนจะโอบล้อมตัวฟรังซัวร์จากด้านหลัง แล้วจับแขนทั้งสองของเขาขึ้นมาตั้งท่ายิงธนู “เชื่อมั่นในพลังของข้า...เชื่อในพลังมหาเวทของพวกเรา”


            “ข้าจะให้พวกแกตายก่อนได้ร่ายเวท” พ่อมดกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “คุจาตะ สังหารพวกมันซะ”


            อสูรกระทิงเพลิงกระทืบเท้า ก่อนที่จะพุ่งเข้าหาฟรังซัวร์ แต่ทว่าหัวของมันกลับกระแทกกับวงเวทของเมกุมิ ไม่สามารถฝ่าเข้ามาหาฟรังซัวร์ได้ ทำเอาพ่อมดมืดกัดฟันด้วยความเคียดแค้น ซึ่งระหว่างนี้ฟรังซัวร์ได้เริ่มร่ายเวทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


            “ตัวข้าฟรังซัวร์ ราฟบลัด จอมเวทผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งมนตรา ขอบัญชามหาเวทศรพรหมาสตร์ ด้วยพลังอันสูงสุด”


            วงเวทสีรุ้งของฟรังซัวร์เรืองแสงตอบรับ ก่อนจะกลายเป็นดอกบัวสีชมพู ทันทีที่เริ่มใช้พลังอันสูงสุด ใบหน้าของฟรังซัวร์ก็ซีดเผือด ปากของเขาขาวซีดราวกับคนขาดน้ำ เขายังมีพลังไม่พอที่จะร่ายท่าที่แรงที่สุด แต่เมกุมินั้นช่วยเขาเอาไว้ เธอส่งมานาในร่างของเธอให้กับฟรังซัวร์ จนเขาสามารถกล่าวบทเวทต่อได้


            “นามที่ข้าบูชาคือเทพผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาจากไข่ทองคำ ผู้สร้างคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ ผู้เป็นเทพบิดาแห่งทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้...ขอพลังของพระองค์จงปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งมวล ด้วยศรศักดิ์สิทธิของพระองค์ ที่ไม่มีผู้ใดจะต้านทานได้ มหาเวทศรพรหมาสตร์ กระบวนท่าสุดท้าย พลังแห่งตรีมูรติ”


            “จงทำลายล้างทุกสิ่ง...” เมกุมิกล่าวเสริมต่อทันที เพราะฟรังซัวร์ไม่อาจกล่าวคำพูดใดๆออกมาได้อีก เนื่องจากเขาไม่มีพลังพอจะร่ายบทเวทแล้ว “ที่จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ โดยไม่มีข้อยกเว้น”


    มหาเวทดอกบัวของฟรังซัวร์ส่องแสงสว่างจ้า ก่อนที่วงมหาเวททั้งเจ็ดจะเปล่งเสียง “โอม” ออกมาดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงธนูสีชมพูนับไม่ถ้วนออกมาจากวงมหาเวท และโหมกระหน่ำพุ่งเข้าปักร่างของจอมเวทและอสูรอัญเชิญอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน ทันทีที่ธนูสัมผัสกับร่างของจอมเวทหรือสัตว์อสูร มันก็จะระเบิดกลายเป็นกลีบดอกบัว พร้อมกับค่อยๆลบล้างร่างของศัตรูไปด้วยอย่างช้าๆ


    “ท่านบาฮามุท!! ช่วยข้าด้วย” พ่อมดเปล่งเสียงสุดท้ายออกมา ก่อนที่ร่างของมันจะสลายไปทันที ตามต่อด้วยกลีบดอกบัวสีชมพูระเบิดออกไปทั่วผืนฟ้าและผืนดิน จนแม้แต่กลุ่มของเรนเดลซึ่งอยู่ไกลออกไปยังเห็นกลุ่มก้อนของดอกบัวนั้นได้อย่างชัดเจน


    คฑาในมือของเรนเดลร่วงลงสู่พื้นทันที เมื่อได้เห็นสัญญาณเวทนั้น เขาตกตะลึงจนไม่เป็นอันทำอะไรต่อ


    “เมกุมิ...เธอยังมีชีวิตอยู่หรือ”


    คล้ายกับเรื่องถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic ที่คุณอ่าน