"แล้วข้าจะทำยังไงดีล่ะทีนี้!"
เทียนฉินพึมพำออกมาอย่างจนใจ กองตำราที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นมีหลายสิบเล่มด้วยกัน หากให้เขาสุ่มเลือกมาสักหนึ่งเล่ม เขาก็เกรงว่าจะได้เคล็ดวิชาที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง
"หวังว่าตัวข้าจะยังมีโชควาสนาอยู่บ้างนะ!"
หลังจากเทียนฉินลังเลอยู่นานเขาก็ตัดสินใจได้ในที่สุด ตำราที่เขาหยิบขึ้นมานั้นหน้าปกเป็นสีดำไม่ต่างจากเล่มอื่นเลย เมื่อปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามหน้าตำรานั้นออก ก็ปรากฏตัวอักษรสีทองซีดเขียนไว้หนึ่งบรรทัด
ทันทีที่เทียนเปิดหน้าปกตำราสีดำเล่มนั้นออกมา กระแสจิตวิญญาณสีเขียวได้พวยพุ่งเข้าสู่จิตสำนึกของเขาอย่างรวดเร็ว เสียงบ่นพึมพำคล้ายกับเสียงสวดมนต์ดังแว่วอยู่ข้างหูของเขา
จนทำให้รู้สึกสั่นคลอนหัวใจ อารมณ์ความรู้สึกที่พร่างพรูออกมานั้นมีทั้งความเจ็บปวด สุขสันต์ เศร้าสร้อย และอีกมากมายจนแทบไม่อาจจำแนกได้หมดสิ้น
เพียงไม่นานภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนจางหายไปจากสัมผัส จิตวิญญาณของเขาจมดิ่งลึกลงไปในเสียงสวดมนต์นั้นอย่างไม่รู้ตัว
เทียนฉินตกอยู่ในห้วงภวังค์หลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำอยู่ สายตาของเขาจ้องมองออกไปยังต้นหญ้า ขุนเขา และสายน้ำ คล้ายดั่งเห็นซึ้งถึงพลังแห่งธรรมชาติที่แผ่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ
ณ ตอนนี้เทียนฉินรู้สึกว่าตนเองกำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา ร่างกายได้ล่องลอยไปตามสายลมอันอบอุ่น ราวกับตนเองได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของผู้เป็นมารดาอีกครั้ง
ท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้ เสียงเจื้อยแจ้วของสาริการ้องขับขานสอดประสานกับสายลมที่โชยอ่อนพัดมา ฝูงผีเสื้อดอมดมดอกไม้หลากหลายสีสันอย่างเพลิดเพลิน
ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งสั่งสอนเด็กสาวตัวน้อยอยู่ในศาลาเก่าแก่หลังหนึ่ง โดยรอบปราศจากสิ่งของเครื่องใช้มีเพียงแต่ตำราที่วางซ้อนกันอยู่หลายเล่มบนโต๊ะตัวหนึ่งเท่านั้น เด็กสาวตัวน้อยนั่งฟังชายชราพร่ำสอนอย่างตั้งใจ ในแววตากระจ่างใสราวกับเข้าใจสิ่งที่ชายชราเอ่ยมาทั้งหมด
ทันทีที่เห็นเทียนฉินก้าวเข้ามา ชายชราคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่นราวกับรู้สึกได้ถึงตัวตนของเขา จากนั้นจึงก้มหน้าสอนเด็กสาวตัวน้อยนั้นต่อไม่ได้สนใจเขาอีกเลย
เสียงที่ชายชราคนนั้นเปล่งออกมาราวกับเสียงสวดมนต์ที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ เทียนฉินยืนมองภาพตรงหน้านั้นอย่างเงียบสงบโดยไม่ส่งเสียงรบกวนใด แม้ว่าเขาจะมีความสงสัยอยู่บ้างก็ตาม
"ความแข็งแกร่งเป็นเพียงแค่เรื่องของร่างกายภายนอกเท่านั้น จิตวิญญาณของตนเองต่างหากที่เป็นแก่นแท้ที่แน่นอน"
เทียนฉินนึกทบทวนคำกล่าวของชายชราอยู่เงียบๆ แต่เพียงไม่นานภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนหายไปอีกครั้ง ด้านหน้ามีหญิงสาววัยรุ่นกำลังปรุงยาอยู่ในห้องห้องหนึ่ง ชายชราคนเดิมพยายามอธิบายวิธีการทำนั้นอย่างใจเย็น
เด็กสาวตัวน้อยที่เคยนั่งฟังชายชราอย่างตั้งใจตอนนั้น ตอนนี้ได้กลายเป็นหญิงสาวแรกรุ่นที่สดใสร่าเริง ตามใบหน้ามีเหงื่อไคลจากความร้อนของหม้อยา แต่แววตาที่มุ่งมั่นไม่เคยแปรเปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด
เสียงหัวเราะดังออกมาให้ได้ยินอยู่เป็นเนืองๆ ผสานกับเสียงบอกกล่าวของชายชราคนนั้น เพียงผ่านพ้นไปไม่นานหญิงสาวคนนั้นก็หยุดการกระทำทุกอย่าง แววตาที่เผยออกมาแสดงถึงความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
ชายชราเดินมาที่หม้อปรุงยาพร้อมกับค่อยๆเทออกมาอย่างช้าๆ เม็ดยาสีเขียวมรกตส่องประกายแสงสว่างออกมาทันทีที่หลุดออกมาจากหม้อปรุงยานั้น กลิ่นหอมสดชื่นฟุ้งกระจายพาให้จิตใจเคลิบเคลิ้มอย่างลืมตัว
"แม้ครั้งนี้เจ้าจะประสบความสำเร็จ แต่อย่าหลงลืมไปว่าหนทางข้างหน้ายังมีอุปสรรคให้เจ้าได้เผชิญอีกมากมายนัก"ชายชรายื่นเม็ดยาให้หญิงสาวคนนั้นก่อนจะพร่ำสอนออกมาอีกครา
หญิงสาวรับเม็ดยามาถือไว้ในมือด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเจือปนไปด้วยความสุขสันต์อย่างปกปิดไว้ไม่อยู่ เทียนฉินอมยิ้มออกมาเล็กน้อยหลังจากที่เห็นท่าทางของหญิงสาวผู้นั้น ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้นั้นเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์โดยแท้จริง
แต่เพียงไม่นานบนท้องฟ้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ส่งเสียงร้องคำรามออกมาอย่างน่ากลัว สายฟ้าพริ้วไหวส่องแสงไปทั่วท้องฟ้าก่อนจะสาดซัดลงมาใส่อาคารเก่าแก่หลังนั้นอย่างรุนแรง
ตู้ม!
ภาพด้านหน้าแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เสียงร้องไห้ดังออกมาไม่ขาดสาย เทียนฉินเดินเข้าไปในศาลาหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม จากการทำลายล้างของสายฟ้ากลุ่มนั้นอย่างช้าๆ
ภายในมีชายชรานอนอยู่บนแคร่ไม้ไม่ขยับนิ่ง หญิงสาวนั่งหมอบอยู่ข้างร่างนั้นด้วยร่างกายสั่นเทา เสียงสะอึกสะอื้นโหยหวนพาให้ใจหวั่นไหววังเวงยิ่งนัก
เหตุการณ์ก็ได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง ปรากฏเป็นภาพผู้หญิงนั่งสมาธิอยู่ บ้างก็ลุกขึ้นไปปรุงยาอย่างตั้งใจ บ้างก็กลับมานั่งเขียนตำราอย่างขมักเขม้น หญิงสาวที่เคยสดใสร่าเริงตอนนี้เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ใบหน้ามีริ้วรอยบ่งชี้ถึงความเหนื่อยล้าอยู่ให้เห็น
เทียนฉินไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้กำลังทำอะไรอยู่ เขาเพียงเฝ้ามองดูด้วยความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ ไม่นานนักหญิงสาวก็เดินผ่านตัวเขาออกไปทางด้านนอก
เทียนฉินหันตามไปมองก็เห็นว่าหญิงสาวคนนั้นเดินไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีเนินดินขนาดย่อมที่ถูกล้อมรอบไปด้วยดอกไม้อยู่ด้านข้างต้นไม้นั้น
หญิงสาวคุกเข่าลงที่หน้าเนินดินพร้อมกับวางตำราเล่นนั้นไว้ด้านหน้า ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำตา
"ท่านอาจารย์! ศิษย์ไม่เอาไหน"
"ไม่อาจทำตามที่อาจารย์สั่งสอนไว้ให้สำเร็จลุล่วงได้"
เทียนฉินขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ ตำราอะไรกันที่หญิงสาวคนนี้พยามค้นคว้าอยู่ และเป็นยาอะไรกันที่หญิงสาวกำลังพยายามจะปรุงออกมา
แต่ในขณะที่เทียนฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ภาพก็พร่าเลือนหายไปอีกครั้ง ปรากฏเป็นหญิงชราผมยาวสีขาวโพลนเต็มศรีษะ นั่งหลับตาอยู่บนแคร่ไม้นิ่งไม่ไหวติง
เทียนฉินเฝ้ามองอยู่ไม่นานนัก หญิงชราก็พลันลืมตาขึ้นจ้องมองมาทางเขาไม่กระพริบตา รอยยิ้มปรากฏออกมาจากใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นอย่างยากลำบาก
เสียงแหบแห้งเหนื่อยล้าก็พลันแว่วเข้าสู่จิตสำนึกของเขาโดยไม่รู้สึกตัว
"ตัวข้ากับท่านอาจารย์ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าสิ่งที่เรียกว่าอมตะมาทั้งชีวิต พบเจอกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายข้าก็พบสิ่งที่ช่วยให้คนเรามีชีวิตอยู่ยืนยาวได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ลิขิตแห่งสรวงสวรรค์นี้"
"เพียงแต่สิ่งที่ข้ากับท่านอาจารย์คิดนั้นมันผิดพลาด กฎวัฎจักรแห่งสวรรค์ไหนเลยจะฝ่าฝืนออกไปได้โดยง่าย และท่านอาจารย์ก็ได้ล้มลงจากการลงทัณฑ์ของสรวงสวรรค์ในครั้งนั้น"
"ตัวข้าที่รอดพ้นจากทัณฑ์ของสวรรค์มาได้ ก็เริ่มคิดค้นหาเส้นทางอื่นที่แตกต่างไปจากเดิม จนสุดท้ายในวาระของชีวิตนี้ ก็ได้ค้นพบกับความลับอย่างหนึ่งขึ้นมา แต่ก็มิอาจมีเวลาทำความเข้าใจสิ่งนั้นได้"
"เจ้ากับข้าถูกเกี่ยวโยงเข้าหากันด้วยโชคชะตาบางอย่าง ฉะนั้นข้าจะไม่ปิดบังสิ่งใดแก่เจ้า เพียงแต่ว่าสิ่งที่ข้าเข้าใจนั้นมิอาจแพร่งพรายให้ใครได้ล่วงรู้"
เสียงแหบแห้งนั้นหยุดลงเพื่อให้เทียนฉินได้ย่อยข้อมูลที่รับมา
"หากข้าเรียนรู้สิ่งที่ท่านค้นคว้ามาได้ จะไม่เป็นการฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์หรืออย่างไร?"
เทียนฉินคิดทบทวนสิ่งที่ตนเองได้เห็นมาตลอดรวมถึงข้อมูลที่หญิงชราคนนั้นได้บอกกล่าวมา ก็มีความรู้สึกกังวลอย่างมาก
"โชคชะตาของเจ้า ตัวเจ้าเป็นผู้ลิขิตเอง!"
"ข้าเพียงแต่ชี้นำให้เจ้าได้เรียนรู้ในสิ่งที่ข้าเข้าใจได้เท่านั้น"หญิงชราส่งเสียงตอบกลับมา
"สิ่งที่ท่านค้นพบคือสิ่งใดกันแน่?"
เทียนฉินสงสัยเป็นอย่างมากว่าสิ่งที่เรียกว่าฝืนลิขิตสวรรค์นั้นมันคืออะไร ถึงแม้ว่าเขาอยากจะก้าวหน้าในการฝึกฝนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าให้ต้องมาเสี่ยงกับทัณฑ์สวรรค์โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ก็เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจจะรับได้อย่างเด็ดขาด
"สิ่งนี้มิอาจจะบอกกล่าวออกมาได้ หากเจ้าต้องการที่จะเรียนรู้มัน ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าผ่านจิตวิญญาณเพียงเท่านั้น!"
หลังจากกล่าวจบหญิงชราก็หลับตาลงอีกครั้ง เพื่อรอให้เทียนฉินได้ตัดสินใจด้วยตนเอง
เทียนฉินลองติดต่อหลงยู่หมิงดูปรากฏว่าเขาไม่สามารถสื่อสารกันได้ พลันเข้าใจในทันทีว่าที่เขายืนอยู่ตรงนี้นั้น ไม่ใช่โลกในหอคอยปฐมอัคคีแต่ราวกับอยู่ในห้วงนิมิตรของหญิงชราคนนั้น
"โชคชะตาของข้า ข้าเป็นเพียงผู้ลิขิตเองอย่างนั้นรึ?"
เทียนฉินครุ่นคิดอย่างช้าๆกับสิ่งที่ตนเองพบเห็นอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยสายตามุ่งมั่นแน่วแน่
"ผู้อาวุโส! ตกลงข้ายินดีที่จะรับการถ่ายทอดความรู้จากท่าน!"
จบตอนที่ 76