ในตอนนั้นไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหนึ่งในสี่ยอดฝีมือแห่งเมืองหยางหมิง ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเงาไร้รูปร่างจะเดินทางมาด้วยตนเอง ณ วิหารแห่งการเริ่มต้น และที่ยิ่งน่าตกใจคือความรวดเร็วของการมาถึงของเขา
“นี่ท่านจะมาเร็วเกินไปไหมเนี่ย!?”
เสียงคำรามของรองผู้นำวิหารจอมเวทย์การลงทัณฑ์หลุดออกมาด้วยความหงุดหงิดและตกตะลึงพร้อมกัน
ผู้ที่ควรจะเป็นแขกยศสูงสุดของงานกลับแย่งซีนไปทั้งหมดด้วยเพียงการก้าวเดินไม่กี่ก้าว
และเมื่อผู้คนภายในห้องเริ่มรู้ตัวว่าใครยืนอยู่เบื้องหน้า ความวุ่นวายก็เริ่มซัดสาดราวคลื่นพายุ
ชื่อเสียงของผู้นำวิหารแห่งนักฆ่าสาขาเมืองหยางหมิงไม่ได้เป็นแค่ข่าวลือ
เขาคือชายที่สามารถลอบสังหารจอมเวทย์ระดับ 7 ได้ถึงสองคนในคืนเดียวโดยไม่มีใครจับตัวได้เลยสักครั้งเดียว
ฉินหมิงเค่อในตอนนั้นลูบเคราบางของตนพลางหัวเราะอย่างพึงพอใจ
“เหอะเหอะ ของแบบนี้ใครดีใครได้ละนะ จินเกอ!”
“คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าเด็กฮาฟเอลฟ์ผู้มีศักยภาพระดับเทพเจ้าให้ไหลเข้าสู่อ้อมอกของวิหารอื่นหรือไง?”
“เด็กคนนี้มันเกิดมาเพื่อเป็นนักฆ่า ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่เหมาะจะเป็นนักรบผู้ยืนเด่นกลางสนามรบ”
“บางคนเหมาะจะเป็นมือมีดในเงามืดที่เปลี่ยนสงครามด้วยการลอบแทงหัวใจของแม่ทัพใหญ่เสียมากกว่า!”
เขาก้าวเข้าไปใกล้โอดินอีกก้าวหนึ่ง ทิ้งระยะห่างเพียงแค่ห้าเมตรแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“คิดยังไงล่ะ เจ้าหนูฮาฟเอลฟ์ สนใจจะเดินบนเส้นทางของนักฆ่าไหม?”
“ถ้าเจ้าเลือกวิหารแห่งนักฆ่าแล้วละก็.. วิหารของข้าจะสนับสนุนเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง”
“ทั้งทรัพยากร ทักษะลับ และพันธมิตรเงามืดที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทั่วดินแดนทั้งสิบสี่แห่ง”
“ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยทีเดียว!”
คำพูดนั้นทำให้ชายชราผู้มากไปด้วยอำนาจต้องกัดฟันแน่นโดยไม่สามารถโต้แย้งได้เลยสักคำ เพราะเมื่อบุรุษผู้นี้เอ่ยปากแล้ว ย่อมหมายความว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้จะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่กระทั่งวิหารอื่นก็ไม่กล้าหยิบยื่นมือเข้าไปแตะต้องอีกต่อไป
ตัวของโอดินเมื่อได้ยินคำชักชวนจากชายผู้เป็นถึงผู้นำวิหารนักฆ่าสาขาเมืองหยางหมิงก็แสดงสีหน้าอันประหลาดใจขึ้นเพียงเล็กน้อย
ก่อนที่ความสงบนิ่งและสุขุมเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์จะกลับมาปกคลุมใบหน้างดงามราวกับรูปสลักของเหล่าเอลฟ์ ชายหนุ่มไม่ได้ตอบในทันที หากแต่ใช้เวลาหายใจเข้าออกแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทางเปี่ยมด้วยพลังของผู้เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง
“ท่านผู้นำวิหารสาขา บอกตรงๆนะว่าเทพธิดาจักรพรรดิสิบปีกของข้านั้นไม่เหมาะสมกับเส้นทางแห่งวิถียุทธ์หรอก”
“ไม่ว่าจะเป็นวิถียุทธ์แห่งการสังหาร วิถียุทธ์แห่งนักฆ่า หรือกระทั่งวิถียุทธ์แห่งดวงดารา”
“ยิ่งข้าเป็นฮาฟเอลฟ์ที่มีศักยภาพในด้านพลังวิญญาณและเวทย์มนตร์ เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที”
“ข้ามองมันไม่ใช่เพราะกลัวหรือหลีกเลี่ยง หากรู้ดีว่าการก้าวเดินบนเส้นทางที่มิใช่ของตนย่อมนำพาเพียงหายนะและความสิ้นเปลือง”
ฉินหมิงเค่อที่ยังคงยืนไพร่หลังไว้อย่างมั่นคงถึงกับชะงักค้างไปชั่วขณะ
ดวงเนตรของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ มิได้โกรธเคืองหรือแสดงท่าทางอะไร
ทว่าในขณะที่ใบหน้าของเขายังไม่ทันแสดงอารมณ์ใดออกมา ชายชราจินเกอที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับกลั้นหัวเราะไม่ไหว
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ประมาณนี้แหละท่านฉินหมิงเค่อ!”
เสียงหัวเราะของจินเกอดังก้องห้องโถงด้วยความสะใจปนเยาะเย้ย
“ชายหนุ่มคนนี้ไม่เหมาะสมสำหรับวิถีแห่งยุทธ์จริงๆนั่นแหละ”
“การจะทำให้เขาโดดเด่นและเฉิดฉายได้ภายใต้พลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่ เส้นทางแห่งจอมเวทย์เท่านั้นที่จะดึงศักยภาพของเทพธิดาจักรพรรดิสิบปีกออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้นำวิหารที่แข็งแกร่งแค่ไหน”
“ถ้าฝืนลากเขาเข้าสู่หนทางที่ไม่เหมาะสม นั่นย่อมหมายถึงการดับแสงของดวงดาราที่ยังมิได้ส่องประกาย!”
ประโยคเหล่านั้นเสียดแทงเข้าไปในศักดิ์ศรีของฉินหมิงเค่อราวกับหอกเหล็ก เขาเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลันก่อนจะขบฟันแน่น ถลึงตาเข้าใส่จินเกอด้วยความเหลืออดที่เริ่มพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ
“หุบปากไปเลย ไอ้เจ้าบ้า! ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ผลลัพธ์ของมันก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมธาตุหลังจากนี้ต่างหาก!
“ไม่รู้ละ! เด็กคนนี้จะต้องมาเป็นศิษย์ของข้าเพียง..”
ทว่าเสียงของเขายังไม่ทันจบลงดี คำพูดอันดังกึกก้องและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมากลางห้องโถง
“พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะตาแก่ฉินหมิง เด็กคนนี้จะเดินบนวิถีแห่งจอมเวทย์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าเถอะ!”
ทุกสายตาในห้องโถงต่างหันขวับไปยังทิศทางต้นเสียงในทันทีด้วยความตื่นตะลึง
ส่วนจินเกอผู้ซึ่งเป็นชายชราที่มีสายตาแหลมคมยิ่งกว่าผู้ใดก็แสดงท่าทางอันคาดหวังพร้อมกับอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นในทันที
ชายชรารีบยกมือประสานเป็นเชิงเคารพพลางยิ้มกว้าง
“ท่านผู้นำวิหาร! ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย!”
ขณะที่กล่าว เขาก็หันไปมองหน้าฉินหมิงเค่ออย่างผู้มีชัย
“ท่านฉินหมิงเค่อหมายจะนำเด็กคนนี้ไปฝึกเป็นนักฆ่า”
“แต่ท่านก็เห็นแล้วใช่ไหมว่ามันไม่เหมาะสมกับศักยภาพและเผ่าพันธุ์ของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว!”
กระทั่งบุคคลหนึ่งก้าวผ่านประตูโถงเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
ผู้มาใหม่คือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ดูสะอาดสะอ้านและสุภาพเรียบร้อย
เขาสวมแว่นตากรอบบางข้างเดียวซึ่งทำให้ใบหน้าคมสันดูชาญฉลาดและเปี่ยมด้วยความลุ่มลึก เส้นผมสีทองตัดสั้นอย่างเรียบร้อยสะท้อนแสงของโคมเวทย์ที่แขวนอยู่ด้านบนราวกับรัศมีของดวงอาทิตย์อันอ่อนโยน
ร่างกายของเขาห่มคลุมด้วยอาภรณ์ของจอมเวทย์ที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ลึกลับและอักขระเคลื่อนไหวแผ่วเบา
และตรงหน้าอกด้านซ้ายของชุดคลุมนั้น ก็มีสัญลักษณ์แห่งตำแหน่งผู้นำวิหารจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ปักไว้เด่นชัดจนมิอาจละสายตาได้
ทำให้เหล่าผู้วิวัฒน์รุ่นเยาว์ที่ยังตั้งสติได้เริ่มอุทานดังขึ้น
“หะ.. หรือว่าท่านนี้จะเป็น..”
ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความตกใจจนแทบจะไม่อาจควบคุมได้
ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อสำนึกได้ว่าผู้มาใหม่นั้นหาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็นยอดฝีมือที่ว่ากันว่ามีระดับเทียบเคียงได้กับท่านผู้นำวิหารแห่งนักฆ่าฉินหมิงเค่อโดยตรง ผู้ที่ครอบครองฉายาว่าอัจฉริยะแห่งการสังเวยเวทย์ หนานกงหลงเจีย