บทที่6
ออกจากเมือง
เวลาผ่านพ้นไปประมาณสองวันทุกอย่างยังเป็เหมือนเดิมภายในเมืองแห่งนี้ยังสงบสุขลู่หยางได้ใช้เวลาใน่นั้นจัดเตรียมข้าวของที่จำเป็เตรียมพร้อมที่จะทำการหนีออกไปจากเมืองแห่งนี้
ชายชราแซ่เหอทำการจัดการธุระทุกอย่างเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินจำนวน5 หมู่ในที่ดินบางพื้นที่ขายได้ราคาสูงกว่าที่กำหนดเอาไว้ซึ่งมันเป็เื่ที่น่ายินดี
ในเช้าวันที่สามหลังจากที่ไหว้วานาุโผู้นั้นจัดการเกี่ยวกับเื่ซื้อขายที่ดินชายชราแซ่เหอเดินทางมาั้แ่ในยามเช้าส่งมอบตัวเงินจำนวนประมาณ 60 ตำลึงให้กับเขา
ลู่หยางอยากจะมอบสินน้ำใจตอบแทนให้กับาุโผู้นั้นแต่ว่าเขาก็ตอบปฏิเสธเพราะอดีตเสวี่ยเฟยมารดาของหนิงหนิงช่วยเหลือาุโผู้นี้เอาไว้หลายเื่
ในครั้งนี้เขาก็ทำเื่นี้และจัดการเื่นี้ให้ก็เพราะว่าอยากจะตอบแทน
หลังจากที่รับตั๋วเงินมาเรียบร้อยแล้วลู่หยางกลับเข้ามาภายในบ้านลองดูของที่ถูกใส่เอาไว้ภายในห่อผ้าขนาดใหญ่
หนิงหนิงตั้งอยู่ใจกลางบ้านเลือกสรรเสื้อผ้าของนางเข้าไปภายในห่อผ้าตารางแสดงแววตาเศร้าหมองใช้ดวงตากวาดมองภายในบ้านที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ลู่หยางมองเห็นนางแสดงท่าทางเช่นนั้นเขาเองก็รู้สึกไม่ดีเช่นเดียวกันแต่จะทำอย่างไรได้ความปลอดภัยของนางนั้นต้องมาก่อนเสมอ
ลู่หยางค่อยๆก้าวเข้าไปด้านหลังย่อกายต่ำลงฝ่ามือของเขายื่นเข้าไปัับนศีรษะของบุตรสาวอย่างอบอุ่น ก่อนจะกล่าวออกมา “เราไม่ได้จากไปเลยเดี๋ยวรอพวกเราสามารถหาที่อยู่อาศัยที่เมืองใหม่ได้แล้วมีเวลาว่างพ่อจะพาเ้ากลับมาที่เมืองแห่งนี้เยี่ยมเยียนท่านแม่ของเ้าบ่อยๆ ”
หนิงหนิงที่กำลังนั่งอยู่นางทำการเม้มปากใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูเริ่มแสดงความเศร้าหมองขอบตาเริ่มค่อยๆมีน้ำใสๆไหลออกมาเล็กน้อยแต่นางก็กลั้นเอาไว้แขนของตนเองปาดน้ำตาแล้วก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง “ท่านแม่บอกให้ข้าเข้มแข็ง… ”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขารู้ความหมายดีก่อนที่มารดาของเด็กผู้นี้จะจากไป นางยื่นใบหน้าของตนเองเข้ามาใกล้ๆบุตรสาวไม่ได้บอกเพียงแค่เื่ที่คนพวกนั้นเป็โจรแต่คำพูดที่นางทิ้งเอาไว้เป็คำพูดสุดท้ายให้กับบุตรสาวก็คือให้หนิงหนิงเข้มแข็ง
ลู่หยางแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางจิตใจอันใดกับเสวี่ยเฟยแต่ว่าเขานั้นก็นับถือสตรีผู้นี้จริงๆนางเป็ทั้งมารดาที่ประเสริฐและก็เป็ภรรยาที่ประเสริฐยิ่ง
ลู่หยางยื่นมือทั้งสองข้างโอบกอดจากด้านหลังก่อนจะกล่าวออกมา“ ต่อจากนี้ก็จะปกป้องเ้าเอง ไม่ว่าผู้ใดก็ทำอันใดเ้าไม่ได้ ”
มันเป็คำปณิธานที่ดังก้องอยู่ภายในใจของเขา
หลังจากนั้นสองพ่อลูกเริ่มทำการจัดการเกี่ยวกับข้าวของทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยในยามเย็น
พวกเขาทำการพักผ่อนอย่างรวดเร็วเพื่อที่พรุ่งนี้เช้าจะทำการออกเดินทางจากเมืองแห่งนี้ไปลู่หยางไม่ได้มีเป้าหมายที่แน่นอนแต่เขารู้อย่างเดียวว่าเขาควรจะออกไปจากเมืองแห่งนี้ก่อน
….
ยามเช้าของวันแสงอรุณแรกส่องผ่านม่านเมฆลงมาด้านล่างบรรยากาศในวันนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าอบอุ่นเสียทีเดียวเพราะว่ามันมีเมฆที่ปกคลุมหนาทำให้คาดเดาสภาพอากาศได้ยากเย็นมากขึ้น
ลู่หยางจูงมือบุตรสาวของตนเองออกมาจากเรือนแต่ก่อนที่จะออกมาจากเรือนหลังนั้นเขานำหีบสำคัญที่เป็หีบเหล็กหีบนั้นออกมาด้วยใส่เข้าไปภายในสัมภาระที่บรรจุอยู่ภายในห่อผ้า
สองพ่อลูกเดินออกมานอกบ้านห่อผ้าขนาดใหญ่ถูกสะพายเอาไว้บริเวณด้านหลังของลู่หยาง
หนิงหนิงเองก็ทำการสะพายห่อผ้าเล็กๆเอาไว้บริเวณด้านหลังของตนเองอีกหนึ่งอัน
ลู่หยางก่อนที่จะทำการเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้เดินมุ่งตรงไปยังบ้านของผู้าุโเหอเขามาสถานที่แห่งนี้เพื่อทำการบอกลาทำการร่ำลากันอย่างเสร็จสรรพก็ได้เดินออกจากสถานที่แห่งนั้นมา
แต่เมื่อทำการเดินออกมาได้ประมาณยี่สิบก้าวหลุดพ้นจากบริเวณนั้นแล้วลู่หยางทำบางอย่างที่แปลกไปจากทุกครั้งเขานำบุตรสาวของตนเองหลบเข้ามาบริเวณมุมทางแห่งนึง
ร่างกายของเขาซ่อนเร้นอยู่ภายในความมืดที่เป็มุมอับของถนนพร้อมกับบุตรสาวหนิงหนิงเห็นบิดาของตัวเองทำเช่นนั้นแสดงใบน่าประหลาดใจก่อนที่จะเอ่ยถาม “มีอันใดอย่างนั้นหรือเ้าคะท่านพ่อ? ”
ลู่หยางแสดงใบหน้าจริงจังหันกลับมามองที่บุตรสาวยกนิ้วขึ้นมาประชิดปากแสดงท่าทางให้บุตรสาวของตนเองนั้นเงียบเอาไว้ก่อน
หนิงหนิงสุดแสนจะฉลาดมองเห็นท่าทางของบิดาก็รู้ได้ในทันทีนางเงียบนิ่ง
ลู่หยางหันกลับไปมองที่บ้านของท่านลุงเหอและแล้วมีบางอย่างได้ปรากฏขึ้น ร่างของมือปราบที่สวมใส่ชุดสีแดงแหนบกระบี่ข้างเอวได้เดินเข้าไปหาท่านลุงผู้นั้นอีกครั้งเหมือนกับเมื่อสองวันก่อน
ลู่หยางในตอนนั้นเขาแค่ตั้งข้อสงสัยเท่านั้นแต่ในครั้งนี้มองเห็นเช่นนั้นรู้สึกว่ามีบางอย่างที่แปลกๆ
ตามสัญชาตญาณของตนเองเขารู้ดีว่าตนเองนั้นควรจะทำอย่างไรนำพาร่างของหนิงหนิงวิ่งออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วพุ่งตรงออกนอกเมือง
เมืองอู่เซียนใน่2 วันนี้เขารู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่แปลกไปก่อนหน้านี้เขาคิดจะทำการว่าจ้างรถม้าที่จะนำพาพวกเขาเดินทางไปยังเมืองข้างๆ
แต่ว่าไม่ว่าจะตามหาที่ใดก็ไม่มีรถม้าที่ใดว่างเลยนี่คือข้อสงสัยแรกที่เขานั้นมองเห็นว่ามันน่าประหลาด
เพราะว่าไม่มีรถมาที่ใดว่างเพราะเขาสองพ่อลูกเลยต้องทำการเดินทางออกมาด้วยเท้าเปล่า
เมืองใกล้ๆอยู่ห่างออกไปประมาณสี่สิบลี้ถ้าเดินด้วยเท้าก็น่าจะกินเวลาประมาณครึ่งวันสามารถเดินทางไปถึง
ลู่หยางออกเดินทางั้แ่ในตอนเช้าที่แดดนั้นยังไม่แรงมุ่งต้องออกจากประตูเมืองทางทิศบูรพา
ออกมาบริเวณนอกเมืองอย่างรวดเร็วเส้นทางถนนลากยาวแสงแดดในวันนี้ไม่แรงมากนักเพราะว่าก้อนเมฆหนาปกคลุมสองพ่อลูกเดินออกมาจากบริเวณด้านนอกเมืองได้ไกลประมาณนึงแล้วมานั่งพักอยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งริมทาง
หนิงหนิงยิงได้นั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างหมดแรงทันใดนั้นเองท้องของนางก็ร้องคำรามออกมาอย่างหิวโหย
ลู่หยางมองเห็นภาพนั้นเขามองว่ามันเป็ภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเห็นบุตรสาวของตนเอง ลู่หนิงหนิงเป็เด็กที่กินเก่งเป็อย่างมากยังมีนิสัยขี้อ้อน
ลู่หยางส่ายหัวไปมาด้วยความเอ็นดูแล้วหยิบหมั่นโถวแล้วก็น้ำออกมาก่อนที่จะส่งให้กับบุตรสาว
หนิงหนิงดวงตาเปล่งประกายรับอาหารเ่าั้เอาไว้ภายในมือแล้วเริ่มทำการกินพวกมันอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางทิ้งกายลงใกล้ๆบุตรสาวนำน้ำที่บรรจุอยู่ภายในถุงผ้าออกมากระดกอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาปรากฏความจริงจังนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่มือปราบผู้นั้นเดินทางไปหาท่านลุงเหอ
หลังจากนั้นเขาวางถุงน้ำลงข้างกายเปิดสัมภาระของตนเองภายในนั้นมีมีดพกเล่นสั้นๆที่มีขนาดเทียบเท่ากับฝ่ามืออยู่
เขานำมีดเหล็กออกมาเอาไว้ที่ข้างเอว
นั่งพักอยู่สักพักก็ได้เดินทางต่อแต่เมื่อลู่หยางทำการลุกยืนขึ้น หันกลับไปมองบุตรสาวของตนหนิงหนิงกำลังยกมือของตนเองทุบขาทั้งสองข้างก่อนที่จะส่งสายตาออดอ้อนมาที่เขา
ลู่หยางเห็นเช่นนั้นยิ้มอย่างเอ็นดูเขาย่อกายของตนเองต่ำลงหันหลังให้กับบุตรสาว หนิงหนิงมองเห็นบิดาทำเช่นนั้นยิ้มด้วยความดีใจลุกขึ้นอย่างรวดเร็วะโขึ้นหลังของลู่หยาง
ลู่หยางแบกบุตรสาวของตนเองขึ้นหลังเดินต่อไปหนิงหนิงกำลังอยู่บนหลังในขณะที่กำลังเดินทางนางทำการร้องเพลงออกมาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุข
ลู่หยางเองเช่นเดียวกันในขณะที่เดินแม้ว่าเขาจะมีก้อนกลมๆแบกอยู่บนหลังหนักมากพอสมควรแต่เขาก็กับยิ้มอย่างมีความสุข
เมื่อเดินทางไปสักพักจนเข้าสู่ใน่ยามสายระยะทางเหลืออีกไม่ไกลแล้วน่าจะไม่ถึง 5 ลี้จะเดินทางถึงเมืองที่อยู่ด้านหน้า
แต่ลู่หยางพี่กำลังเดินอยู่หยุดเท้าของตนเองเงยหน้าขึ้นไปมอง้าก้อนเมฆที่อยู่บนศีรษะของเขามันดำสนิท ไม่นานนักค่อยๆมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ
หนิงหนิงที่กำลังอยู่บนหลังของบิดาส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นตระหนก“ ฝนตก ”
ลู่หยางไม่รีรอรีบวิ่งไปบริเวณต้นไม้ใหญ่ข้างริมทางแก้ไขมันเป็ตัวกำบังสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา
ร่างของบุรุษที่แบกบุตรสาวของตนเองเอาไว้บนแผ่นหลังวิ่งเข้ามาใต้ต้นไม้ด้วยท่าทางที่สะบักสะบอมร่างกายเปียกปอนเม็ดฝนเล็กน้อย
เข้ามาใต้ต้นไม้ใหญ่วางบุตรสาวของตนเองลงลู่หยางใช้มือปัดคราบน้ำฝนที่อยู่บนร่างกายของบุตรสาวของตนเองเป็อันดับแรกก่อนที่จะมาปัดบนร่างกายของตนเองต่อ
แต่ในขณะที่กำลังบรรจงปัดน้ำฝนตัวของตนเองอยู่เสียงฝีเท้าคืบคลานเข้ามาด้านหลัง ลู่หยางเหลือบสายตาของตนเองหันไปจ้องมอง
ร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์สูงใหญ่ประมาณห้าคนได้เข้ามาประชิดด้านหลังของพวกเขาท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายร่างกายของพวกมันที่ปรากฏกายออกมาทำให้ใบหน้าของลู่หยางเปลี่ยนไป
พวกมันเป็กลุ่มชายฉกรรจ์ที่สวมใส่ชุดสีดำบริเวณภายในมือถือดาบเหล็กเอาไว้มองดูเจตนาก็รู้ได้อย่างทันทีว่าพวกมันคงจะไม่ประสงค์ดีสักเท่าไหร่
ลู่หยางกำลังยืนอยู่แสดงใบหน้าจริงจังหนิงหนิงน้อยแสดงท่าทางหวาดกลัววิ่งหลบหลังบิดาอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางสังเกตไปบริเวณคนที่อยู่ด้านหลังสุดของกลุ่มชายฉกรรจ์มันถือกระบี่เล่มนึงเอาไว้ภายในมือเขาจำกระบี่เล่นนั้นได้เป็อย่างดีคนผู้นั้นแม้ว่าจะปกปิดตนเองด้วยผ้าสีดำแต่เขาก็จำได้ว่ามันคือมือปราบคนนั้น
ลู่หยางจึงกล่าวออกมา“ คนของกองมือปราบมาทำอะไรที่นี่? ”
ชายที่อยู่ด้านหลังสุดแสดงท่าทางปฏิกิริยาตอบรับที่เป็พิรุธเป็อย่างมากดวงตาของมันเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกไม่คิดว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าจะจำมันได้
ในเวลาต่อมามันสงบใจแล้วมันทำการก้าวเท้าออกมาด้านหน้า ใช้มือดึงผ้าที่ปิดหน้าของตัวเองออกก่อนจะกล่าว“ ส่งของมาให้ข้า ”
จบบท