เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 58 แผนกบดบัง



    คำเตือนกระซิบและสัญญาเงียบงันสัญญาลับในห้องครัวปูนระหว่างชาญและแก้ม ช่วยเป็นเกราะป้องกันความตระหนกที่แผ่ซ่านอยู่ในบ้านเดี่ยวป้ายแดงได้ชั่วระยะหนึ่ง ทว่าเขื่อนปูนที่ใช้กั้นแรงเสน่หาและตราบาปรักต้องห้ามบัดนี้เริ่มปรากฏรอยร้าวร้าวลึกยากจะซ่อมแซมได้อีกต่อไป ชาญกวาดใบไม้แห้งอยู่นอกชานบ้านด้วยความรู้สึกราวกับกำลังสวมหน้ากากชู้เดินผ่านแดนประหาร ทุกสายลมพัดโชยมาตามแนวรั้วโครงการหมู่บ้านจัดสรรจัดแจงความระแวงบีบคั้นอยู่ในทรวงอก บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งซื้อด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของเอกบัดนี้อวลไปด้วยกลิ่นอายความเย็นยะเยียบของสีทาผนังใหม่ปนกลิ่นปูนดิบ เสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังโถงกลางบ้านดัง ติ๊ก... ติ๊ก... บีบคั้นหัวใจคนบาปในความเงียบสงบอันลวงตา


    เอกยังคงปฏิบัติตัวเป็นวิศวกรคุมไซต์ผู้สุขุมสุภาพอ่อนน้อมเช่นเดิม เขาไม่ดุดันไม่โวยวาย แต่อาการเงียบเชียบเยือกเย็นของลูกชายกลับแผ่ซ่านกระแสความหนาวเหน็บปกคลุมไปทั่วบ้านเดี่ยว โต๊ะอาหารมื้อถัดๆ มาเต็มไปด้วยความอึดอัดระแวงสะท้านทรวง เอกขยับกางสมุดจดเล่มดำสีดำมืดจดบันทึกเวลาเปิดปิดกลอนประตูและตัวเลขวัสดุก่อสร้างอย่างละเอียดถี่ถ้วน ชาญพยายามฝืนมือชราไม่ให้สั่นระริกตักข้าวกิน ส่วนแก้มก็คอยหลบเลี่ยงการสบประสานสายตาชงักงันของสามีอยู่ตลอดเวลา


    บ่ายวันถัดมา ระหว่างที่ชาญกำลังง่วนกับการผสมปูนยาแนวรอยแตกกระเบื้องลานจอดรถข้างโรงรถปูน ชาญก้มหน้าก้มตาใช้เกรียงเหล็กขูดเกลี่ยเนื้อปูนซีเมนต์สำเร็จรูปสีเทาในถังพลาสติก เสียงเกรียงโลหะขูดกับขอบถังดัง แกรก... แกรก... สะท้อนก้อง เอกก็ก้าวเดินสืบเท้าเนิบนาบเข้ามาหยุดยืนเบียดบังแสงแดด แผ่นหลังสูงใหญ่และไหล่กว้างของลูกชายทอดเงาทาบลงบนร่างชราของพ่ออย่างเย็นเยียบ เอกยืนสงบเงียบงันถือสมุดบันทึกเล่มดำจ้องมองการทำงานปูนของชาญนิ่งสนิท


    "งานปูนนี่ต้องอาศัยฝีมือประณีตและเวลาที่สม่ำเสมอเนอะครับพ่อช่างปูน" เอกเอ่ยปากน้ำเสียงราบเรียบสุภาพ พลางก้มลงมองเนื้อปูนเหลวสีเทาเข้ม "ไม่ว่าจะเป็นรอยแตกเล็กๆ แค่ไหน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมอุดรอยรั่ว นานเข้ามันก็จะค่อยๆ แตกละเอียดจนตอม่อทรุดพินาศพังทลายสลัดหนีไม่พ้น... เหมือนความจริงในชีวิตคนเรานั่นแหละครับ โครงสร้างปูนที่หล่อไม่แน่น มีฟองอากาศซ่อนอยู่ข้างใน ต่อให้ฉาบผิวภายนอกเรียบเนียนกริบแค่ไหน วันหนึ่งเมื่อต้องรับน้ำหนักหรือมีพายุเข้ากระแทก โครงสร้างข้างในที่ผุกร่อนมันก็จะพังครืนลงมาแฉตัวเองคามือทันที พ่อคิดเหมือนผมไหมครับ?"


    ชาญสะดุ้งวาบในอกเสื้อช่าง สูดลมหายใจแห้งผาก เค่นยิ้มแห้งเหี่ยวย่นตอบกลับไปอย่างยากลำบาก "เออ... เอก พ่อชรามันช่างปูนเก่าก็ทำได้แค่ปัดกวาดทาปูนยาแนวปิดขอบไม่ให้น้ำโคลนมันขังแค่นั้นแหละลูก งานปูนไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก มันพังก็แค่ซ่อม"


    "เหรอครับ... แต่ผมคิดว่างานปูนบางประเภทมันก็ปกปิดความชำรุดไว้ด้านในเยอะนะครับ เหมือนกับแหวนหยกสีมรกตวงงามที่พ่อสวมอยู่ตรงนิ้วก้อยซ้ายนั่นไงครับ" เอกหลุบแววตาดำขลับเรียวคมกริบลงจ้องมองแหวนหยกเก่าแก่ของชาญเขม็ง "รอยบิ่นและรอยตำหนิขอบด้านข้างของมัน ชี้เป้าตำแหน่งประวัติเวลาได้ดีเลยนะครับ พ่อดูแลรักษามันดีจริงๆ สวมติดตัวไม่เคยถอดเลย ขนาดทำงานปูนเปื้อนๆ พ่อยืนยันสวมมันไว้ตลอด"


    คำเปรียบเปรยเค้นความลับลึกซึ้งของเอกทำเอาชาญจับไข้หวัดลื่นไหลคาปาก ชาญแสร้งทำเป็นเอื้อมมือไปปัดกวาดหยิบจับถุงปูนซีเมนต์เพื่อหลบเลี่ยงแรงบีบคั้น ชาญรู้ดีว่าทุกๆ คำพูดของเอกไม่ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่ละประโยคคือการหยั่งเชิงและทดสอบจิตวิทยาเพื่อจับพิรุธชู้บาปให้ยอมจำนนคาหนังคาเขา ชาญรีบปรับน้ำเสียงบอกกล่าวอ้างเรื่องมลพิษฝุ่นปูนเปลี่ยนประเด็นเลี่ยงหนีพัลวัน


    บรรยากาศความเงียบงันปะปนสงครามเย็นในบ้านเดี่ยวป้ายแดงดำเนินต่อไปอย่างน่าขนลุก แก้มแทบจะกบดตัวนอนนิ่งสนิทอยู่แต่ในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง หล่อนกลัวจนแทบไม่ยอมก้าวเท้าเดินก้าวสืบเท้าลงมาใช้พื้นที่ห้องโถงร่วมโต๊ะเจรจา ชาญเองก็เจ็บระบมกระดูกอึดอัดรอยร้าวสะท้านทรวงจนทนแบกรับแทบไม่ไหว บาปรักสะใภ้พ่อผัวชู้บัดนี้เปรียบดุจเขาวงกตคอนกรีตหนาแหลมคมบีบล้อมกรอบให้พวกเราหมดลมหายใจพังพินาศคามือลงทุกนาที


    จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงมื้ออาหารเย็นของวันนั้น สายฝนเริ่มโปรยปรายเทกระหน่ำกระแสลมแรงอีกระลอก ท้องฟ้าสลัวทึบปิดกั้นแสงสว่างปานจิตใจคนบาป ข่าวในโทรทัศน์ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนที่จะพัดผ่านจังหวัดภาคกลางและไซต์ก่อสร้างสระบุรี บนโต๊ะอาหารไม้สักสลัวแสงไฟนิ่ง มีแกงส้มปักษ์ใต้รสเผ็ดจัดจ้านและปลาทอดกรอบที่ส่งกลิ่นหอมชวนกิน ทว่าตัณหาความอึดอัดกลับทำลายรสชาติจนหมดสิ้น ชาญ เอก และแก้มนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยความเงียบเชียบปานป่าช้าไร้วิญญาณ ไร้คำพูดคุยหอมหวานหวานชื่นใดๆ


    พลัน! เอกขยับวางช้อนส้อมสแตนเลสลงบนขอบจานเสียงดัง แคร้ง... ทำลายความเงียบระเหยสะกดลมหายใจทันทีคามือ เอกขยับตัวยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเนิบนาบสบสายตาจ้องตรงมาที่ชาญและสะใภ้แก้ม ก่อนจะเปิดเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มทุ้ม ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยประกายความระแวงและสงสัยเค้นชี้ตาย:


    "พ่อครับ... แก้มครับ... คืนนี้สัปดาห์นี้ช่วงสี่ทุ่ม ผมต้องรีบเดินทางด่วนขับรถกระบะไปคุมไซต์งานเทคอนกรีตตอม่อสะพานสายหลักที่สระบุรีด่วนครับ พอดีช่างโยธาแจ้งว่ามีพายุฤดูฝนถล่มหน้างานดินสไลด์ปูนชำรุดทรุดตัวหนักมาก ผมอาจจะต้องค้างคืนทำงานตรวจสอบระบบปูนที่โน่นสองคืนเต็มๆ เลยครับ... พ่อกับแก้มเฝ้าดูแลบ้านเดี่ยวป้ายแดงเราดีๆ นะครับ อย่าลืมตรวจสอบกลอนสลักล็อกประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยมิดชิดล่ะครับ พ่อแก่แล้วก็อย่าซ่อมทางน้ำล้นกลางดึกกลางดื่นคนเดียวอีกนะครับ"


    คำประกาศกะทันหันเรื่องการไม่อยู่บ้านของเอก ส่งผลให้หัวใจของชาญเต้นสะท้านระเบิดโครมครามกระแทกอกปอดเกร็งลื่นไหลลุ้นระทึก! ชาญลอบกวาดสายตาสบประสาทสายตากับแก้มชู้สะใภ้อย่างมีนัยลึกซึ้ง แววตาของสะใภ้สาวซีดแดงผวาสั่นระริกปานจะจับไข้... ทั้งคู่รู้ดีแก่ใจว่านี่คือโอกาสหอมหวานอันเร่าร้อนที่จะได้ปลดปล่อยกิเลสตัณหาบาปรักชู้สาวที่สั่งสมอัดแน่นตึงเปรี๊ยะมาหลายวัน... ทว่าในทางกลับกัน แววตานิ่งสงบเยือกเย็นราวน้ำแข็งของเอกที่กวาดมองประเมินคนทั้งสองชี้ความหมายเด่นชัดเหลือเกินว่า นี่อาจจะเป็นแผนการทดสอบจิตวิทยาลวงล่อวางกับดักแกล้งไม่อยู่บ้านเพื่อจับพิรุธบาปชู้สาวสะใภ้พ่อชาญให้แดงโร่คาหลักฐานที่ร้ายกาจและสิ้นลายหมดรูปคามือพังทลายสลายกลายเป็นจมดิ่งนรกบาปอย่างทารุณที่สุดจริงๆ!


    หลังจากมื้อค่ำอันหนักอึ้งผ่านพ้นไป เอกก็จัดกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมลงมาจากชั้นสอง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนส์หนาก้าวเดินลงบันไดไม้อย่างมั่นคง ชาญยืนหลบอยู่ข้างเสาปูนห้องโถง มองลูกชายสวมรองเท้าบูทหนังอย่างเงียบเชียบ เอกหันมาสบตากับชาญอีกครั้งก่อนเปิดประตูกระจกบานเลื่อนออกไป


    "ผมไปก่อนนะครับพ่อ... ดูแลบ้านดีๆ นะครับ" เอกทิ้งท้ายด้วยเสียงนุ่มทุ้มราบเรียบ ทว่ามีกระแสความจริงจังที่น่าหวาดหวั่น


    เสียงเครื่องยนต์รถกระบะดังกระหึ่มขึ้นท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มตกลงมาเม็ดหนา ไฟหน้ารถสาดแสงจ้าผ่านกระจกหน้าต่างห้องโถงก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเลื่อนพ้นประตูรั้วและลับหายไปในความมืดมิด ชาญยืนมองตามเงารถที่หายวับไปพร้อมกับความเงียบสงัดที่เข้ามาคลี่คลุมบ้านทั้งหลังแทนที่ เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาปูนดังเปาะแปะสะท้อนบรรยากาศเหน็บหนาว


    ชาญก้าวเดินกลับเข้าห้องนอนแขกชั้นล่างอย่างระแวดระวัง ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนวุ่นวาย ความกลัวและความปรารถนาตีกันรบกวนจิตใจชราจนเหงื่อซึมตามข้อนิ้วปูน ชาญพยายามนอนหลับตานิ่งสนิทอยู่บนที่นอน แต่หัวใจกลับเต้นรัวเร็วอย่างไม่อาจควบคุม ภาพต่างหูไข่มุกขอบทองและคลิปกล้องหน้ารถกระบะยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองประหนึ่งเครื่องเตือนภัยพิบัติ


    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก้าวแผ่วเบาเล็ดลอดลงมาจากบันไดไม้ชั้นสองก็ดังขึ้นสะท้อนความเงียบ ชาญเบิกตากว้างเพ่งมองผ่านความมืดสลัวรำไร ทันใดนั้นประตูห้องนอนแขกก็ค่อยๆ ถูกผลักแง้มเปิดออกอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นเงาร่างบางสะโอดสะองของสะใภ้แก้มที่ยืนกอดอกตัวสั่นระริกอยู่หน้ากรอบประตู ใบหน้าขาวสวยหวานซีดเซียวอาบชโลมแสงจันทร์รำไร


    "พ่อคะ..." แก้มกระซิบน้ำเสียงสั่นสะท้านสะทกปอด "แก้มขวัญเสีย... แก้มกลัวจนนอนคนเดียวบนห้องนอนใหญ่ไม่ไหวแล้วค่ะพ่อ เอกเขาจงใจแกล้งไม่อยู่บ้านเพื่อทดสอบเราสองคนใช่ไหมคะ?"


    ชาญลุกขึ้นนั่งกึ่งนั่งกึ่งกอดดึงร่างอุ่นนุ่มของแก้มเข้ามากระชับแนบอกชราด้วยความเวทนา สัมผัสเนื้อสาวอุ่นร้อนช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจคนบาป ชาญสูดกลิ่นกายสาวหอมกรุ่นปนความอัดอั้น "พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันแก้ม... แต่ในคืนพายุฝนตกหนักแบบนี้ เราสองคนต้องมีสติและคอยระวังตัวที่สุด อย่าเพิ่งขยับทำอะไรสุ่มเสี่ยงเด็ดขาดลูก"


    ทว่า... แม้คำเตือนทางศีลธรรมจะดังอยู่ในกมลเนื้อชรา แต่แรงดึงดูดเสน่หากลิ่นกายเนื้อนุ่มและร่างกายสาวขาวอวบอัดที่เบียดเสียดอยู่ข้างกายในชุดนอนผ้าซาตินบางเบากลับกำลังบดขยี้ปัญญาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้แตกสลายอย่างช้าๆ ความปรารถนาต้องห้ามยังคงซ่อนอยู่ในเงามืดดุจไฟป่าที่รอวันลุกลามเผาไหม้ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้ให้สลายสิ้นคามือจริงๆ!


    คล้ายกับเรื่องเมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้ ที่คุณอ่าน