หญิงสาวผมสีน้ำเงินสวมหน้ากากอนามัยสีดำยืนมองต้นซากุระใหญ่ยักษ์ตรงกลางลานทางเดินของมหาวิทยาลัยเฮียวงะด้วยท่าทีเหม่อลอยเธอหวนคิดถึงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งด้วยความสงสัยตัวตนของเขาเป็นปริศนาไม่ต่างจากสัญลักษณ์แห่งสถานที่แห่งนี้ตรงหน้า
ถัดออกไปไม่ไกลจะเห็นได้ว่ามีอาคารเรียนมากมายอยู่หลากรูปทรงอีกทั้งยังมีอุโมงค์บันไดขนาดใหญ่ถูกสร้างเป็นทางเชื่อมไปยังที่ต่างๆของมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟร้านทำผม ร้านอาหาร ร้านหนังสือ หรือร้านคาราโอเกะก็มีด้วยเช่นกัน
หมับ! จู่ๆก็มีมือใครคนหนึ่งมาจับที่ไหล่ของเธอ
“โอ้ย!!! ฉันเองๆ”สาวผมน้ำตาลตบมือของเธอยอมแพ้พร้อมโวยวายเสียงดังกับแขนที่ถูกบิดไปข้างหลัง
“ซายะเองเหรอ ขอโทษที!”พอเห็นว่าเป็นเพื่อนตัวเองเธอจึงรีบปล่อยมือแล้วสำรวจความเสียหาย
“จะช้ำไหมเนี้ย! ไอริส!ฉันเรียกเธอตั้งนานไม่ได้ยินหรือไง!” ซายะลูบมือตัวเองน้ำตาเล็ด
“เบาๆ สิ! เรียกฉันเหรอ?ตอนไหน?” ไอริสรีบเอามือปิดปากซายะพลางมองไปรอบข้างที่เริ่มมีคนหันมามองด้วยความสงสัย
“เรียกตั้งนานแล้วยะ หลายครั้งด้วย!หรือว่า... กำลังคิดถึงใครอยู่จ้ะ”ซายะขยิบตาให้ไอริสไปทีหนึ่งแล้วส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มให้อีกด้วย
“พูดอะไรของเธอไปกันเถอะ”ไอริสเดินนำไปยังอาคารเรียนทรงสามเหลี่ยม
“ลงทุนย้อมผมกับใส่คอนแทคเลนส์เลยเหรอยุ่งยากไปไหมอะ”
พอสังเกตเพื่อนเธอดีๆแล้ววันนี้ไอริสย้อมผมจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเสริมด้วยเปลี่ยนสีตาจากสีเทาเป็นสีน้ำตาลเหมือนเธอ
“ฉันก็ทำออกบ่อย เธอยังแปลกใจอีกเหรอ?”
“ไม่รู้จะเปลี่ยนไปมาทำไมคราวก่อนสีผมชมพูกับตาสีส้ม แต่ทุกคนก็ยังจำเธอได้อยู่ดี”
“เฮ้อ... นั่นสิ”มันค่อนข้างวุ่นวายหากมีใครรู้ตัวตนของเธอ
“เพราะว่าถึงจะเปลี่ยนไปยังไงเธอก็สวยหมดฉันยังอิจฉาเลย... แบ่งความสวยมาให้ฉันบ้างก็ได้”ซายะควงแขนไอริสแล้วเอาหน้าถูไปมาออดอ้อน
“แหมๆ ปากหวานจริงนะเรา ขอชิมได้ไหมจ้ะ”เธอจับคางเพื่อนให้เงยขึ้นแล้วก้มหน้าลงไปใกล้จนลมหายใจชนกัน
“ชิ! ไม่ต้องเลยยัยคนสวย ออกไป!”ซายะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป
“โอ้ๆ เดี๋ยวพี่เลี้ยงกาแฟให้นะจ๊ะ”เธออดหมั่นไส้ไม่ไหวจึงขยี้ผมเพื่อนจนฟู
“จริงเหรอ!ขอลาเต้เย็นหวานน้อยแก้วหนึ่ง!”
“ทีงี้ละหายโกรธไวเลยนะ”
“พูดแล้วห้ามคืนคำด้วย!” ซายะทำแก้มป่อง
หากไม่นับไอริสซายะนับว่าเป็นหญิงงามเป็นที่หมายปองของเหล่าชายหนุ่มเป็นอย่างมากรูปร่างตัวเล็กอันน่าทะนุถนอมผสมกับท่าทางแสนน่ารักราวกับเด็กสาวไร้เดียงสานั่นยิ่งทำให้หลายคนแทบอยากเข้าไปถวายตัวดูแลเธอกันเป็นแถว
“เรื่องรายงานไปถึงไหนแล้ว”
“เรียบร้อยแล้วจ้า ไอริสล่ะ”ซายะยิงฟันเท้าเอวชูสองนิ้วให้ไอริส
“เรียบร้อยเหมือนกัน พร้อมสอบแล้วด้วย”
“นั่นสินะ ใกล้จะสอบไฟนอลแล้วสิเวลาผ่านไปไวมากเลย ไม่ทันไรก็จะจบปี 1”สายตาของซายะก้มต่ำลงด้วยอาการใจหาย
“ใกล้เป็นพี่ปี 2 แล้วสิเนอะ”
“จะมีน้องปีหนึ่งหล่อๆเข้ามาเรียนคณะสาขาเดียวกับพวกเราบ้างไหมน้า...”
คำพูดของซายะเล่นเอาไอริสคิดถึงใครบางคนฉับพลันแล้วเธอก็ต้องสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป
“หนุ่มๆ ในสต๊อกยังไม่พออีกเหรอจ้ะ”แก้มของซายะถูกไอริสดึงเล่นเป็นที่เรียบร้อย
“โอ๊ย! เจ็บนะไอริส!ทำไมชอบทำร้ายร่างกายฉันเนี้ย!" เธอลูบแก้มที่กลมแดง
“ก็ชอบทำตัวน่าแกล้งนี่ไปกันเถอะเดี๋ยวเข้าเรียนสายอาจารย์บ่นหูชาอีก”ไอริสหอมแก้มเธอเป็นการขอโทษแล้วลากไปยังห้องเรียน
“เบาๆ สิไอริส! ฉันขาสั้นกว่าเธอนะ”
ทำไมตาบ้านั่นชอบโผล่มาในความคิดอยู่เรื่อย
…
ห้องประชุมของแก๊งมังกรคำรามถูกสร้างขึ้นใหม่บนดาดฟ้าของคฤหาสน์ด้วยโทนสีดำน้ำตาลตรงกลางห้องถูกวางไว้ด้วยโต๊ะกว้างตัวยูที่สามารถจุดคนได้เกือบ 20 คน มีเพียงตรงหน้าที่มีผนังและจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ด้านที่เหลือถูกติดฟิล์มกระจกสามารถมองออกไปข้างนอกได้รวมถึงด้านบนด้วย
ขณะนี้มีผู้คนจำนวนเกือบสิบคนจับจองที่นั่งไว้เรียบร้อยพวกเขากำลังรอการมาเยือนของใครบางคนอยู่ด้วยใบหน้าจริงจัง
“เรียกประชุมด่วนแบบนี้วางแผนอะไรไว้อีกมาร์ค” ชาโต้นั่งด้านขวาเก้าอี้ผู้นำพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวรอท่านหัวหน้ามาถึงคุณชาโต้ก็จะรู้เองครับ” มาร์คตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ
“อย่าให้มันเกินเลยไปนะมาร์คข้าเห็นแก่พ่อเจ้าที่เป็นเพื่อนสนิทของข้าหรอกนะ”
ดวงตาของชายชราเล่นเอามาร์คถึงกับสะอึกกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอด้วยความยากลำบากแต่เขายังคงใจกล้าสู้เสือไม่หวาดหวั่น
“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ คุณชาโต้มาร์คเขาทำเพื่อแก๊งของเราทั้งนั้นแหละ”ชายหนุ่มผมแดงกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงทำลายบรรยากาศอันชวนอึดอัดให้หายไป
“เจ้าก็เอากับเขาด้วยงั้นเหรอ เอย์จิ”ชาโต้หันไปมองชายผมแดงที่อยู่ในชุดสูทสีแดงราวกับสีเลือด
“น่าเสียดายจัง วันก่อนผมไม่ได้มาอดเห็นหน้าท่านผู้นำคนใหม่พร้อมคนอื่น ได้ข่าวว่าหล่อระเบิดเลยนี่ครับ”เอย์จิเดินสำรวจทั่วห้อง
ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูห้องประชุมดังขึ้นขัดจังหวะพร้อมกับร่างของชายในสูทสีดำเรียบหรูเดินเข้ามา
พึ่บ!ทุกคนต่างยืนขึ้นเมื่อเห็นการมาถึงของผู้นำแก๊ง ไม่เว้นแม้แต่ชาโต้
“นั่งกันเถอะครับ”จินรู้สึกแปลกทุกครั้ง เมื่อคนมีอายุมากกว่าคอยให้ความเคารพแบบนี้เขารู้สึกยังคงทำตัวให้ชินไม่ได้ในเร็ววันนี้แน่
จินเดินไปนั่งเก้าอี้ที่เหลือโดยด้านขวามือเป็นชาโต้และด้านซ้ายเป็นเอย์จิซึ่งกำลังยิ้มให้เขาอยู่มุมปากสวนทางกับสายตาที่แข็งกระด้าง
“นั่นเอย์จิ คราวก่อนไม่ได้พบกันสินะเขาเป็นพี่ชายของมิคัง ลูกของราล์ฟกับโรส” ชาโต้คาดเดาจากสีหน้าของหลานชาย
“ผมจิน ยินดีได้รู้จักนะครับ”จินกับเอย์จิจับมือกันทักทาย
“เช่นกันครับมีอะไรให้ผมรับใช้บอกได้เลยนะครับ”
สายตามันหลอกกันไม่ได้หรอกครับ
ภายในห้องประชุมตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยเหล่าลูกชายและลูกสาวของผู้อาวุโสทั้งสิ้น
มาร์คเป็นลูกชายของมาคัสอดีตหัวหน้าผู้อาวุโสที่เก่งกาจของแก๊งมังกรคำราม
มิคังและเอย์จิเป็นลูกสาวและลูกชายของราล์ฟกับโรส
อาริมะชายหน้าหวานตัวเล็กเป็นลูกชายของอิกิ
ริโตะหนุ่มสำอางเป็นลูกชายของผู้อาวุโสอีกท่าน
คนสุดท้ายโซอึนที่แสนสวยรุ่นราวคราวเดียวกับจินซึ่งเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นเกาหลีก็เป็นลูกสาวของผู้อาวุโสอีกท่าน
“งั้นเรามาเริ่มการประชุมกันเลยดีกว่า”สิ้นประโยคของมาร์ค ทำให้ทุกคนเริ่มชักนำบรรยากาศตึงเครียดเข้ามาในที่ประชุมทันที
“เชิญเลยครับ”จินกล่าวเชิงอนุญาตเมื่อเห็นมาร์คหันมาขอสัญญาณ
“เป็นที่รู้กันว่าการจะขึ้นมาเป็นผู้นำของแก๊งได้นั้นต้องผ่านการยอมรับและการเห็นชอบจากผู้อาวุโสเสียก่อนจำเป็นต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าสมาชิกในแก๊งให้ทราบกันทั่วถึงไม่งั้นอาจจะเกิดเป็นข้อครหาได้ในภายหลัง” มาร์คพูดชัดถ้อยชัดคำเป็นประโยคยาว
“คืออะไรที่คุณต้องการสื่อ”จินจับใจความได้ว่าชายตรงหน้าต้องการให้เขาทำอะไรบางอย่าง
“ในส่วนของการเห็นชอบของผู้อาวุโสคงตกไปดังนั้นคุณจินต้องทำผลงานให้ทุกคนยอมรับเสียก่อน”
“ผมกำลังรอฟัง”
แสดงว่านัดประชุมกันมาก่อนแล้วสินะจินลอบสังเกตพฤติกรรมของทุกคนที่นิ่งเงียบ
“ผมขอเสนอให้คุณจินเข้าทดสอบเขตแดนแห่งมังกร ครับ”
ปัง! ชาโต้ทุบโต๊ะประชุมเสียงดังทำเอาเหล่าทายาทของผู้อาวุโสทำหน้าตกใจกันทันที
“นี่เจ้า!!! มันชักจะเกินเลยไปแล้วนะ”จินมองอาการโมโหของปู่ตัวเองด้วยความไม่เข้าใจเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาร์คกำลังพูดถึงอะไร
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นแหละครับคุณชาโต้บุคคลใดต้องการสวมมงกุฎ บุคคลนั้นต้องแบกรับน้ำหนักมันให้ได้หากไม่ใช้วิธีนี้แล้วใครจะนับถือเขาให้เป็นหัวหน้า” เอย์จิกล่าวหน้าตาจนชาโต้ได้แต่ส่งเสียงภายในลำคอ
“ใจเย็นก่อนครับคุณปู่มีใครบอกได้ไหมว่าเขตแดนมังกรคืออะไร”
“ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรพวกเรารู้เพียงว่าเป็นสถานที่เข้าทดสอบบางอย่างโดยใช้สมบัติของผู้นำเป็นกุญแจเปิดเข้าไป”อาริมะเป็นคนอธิบายให้จินฟัง
“หมายถึง ใช้สิ่งนี้งั้นเหรอ”ชายหนุ่มโชว์สร้อยคอจี้รูปมังกรคำราม
“ใช่ครับ” อาริมะพยักหน้า
“แล้วมีใครบอกได้อีกไหมครับว่ามันจะทดสอบเกี่ยวกับอะไร”
“การทดสอบของแต่ละท่านไม่เหมือนกันครับ”ริโตะหนุ่มสำอางที่สุดในกลุ่มพูดขึ้น
“แล้วคุณปู่พอบอกผมได้ไหม”
“ปู่ก็ไม่รู้หรอกว่าของหลานจะเจออะไรแต่ของปู่มันช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน แน่นอนว่าปู่ไม่ผ่านการทดสอบ”ชาโต้พูดด้วยใบหน้าแสนเศร้า
“งั้นเหรอครับ”จินไม่ถามต่อเมื่อเห็นใบหน้านั้นของชายชรา
หากผ่านทุกคนคงยอมรับ หากไม่ผ่านก็จบกันสินะ...
“แล้วทำไมทุกคนถึงทำหน้าตึงเครียดแบบนั้น”
“เอ่อ...ทุกคนที่เข้าไปไม่มีใครทำสำเร็จเลยสักคนเดียว ยกเว้นท่านรุ่นที่ 1 ค่ะ” โซอึนหญิงสาวหน้าตางดงามกล่าวด้วยอาการอย่างหนักใจ
“หากคุณจินไม่อยากเข้ารับก็ไม่เป็นไรนะคะพวกเราไม่ได้บังคับ” มิคังพูดแทรกคั่นก่อนมาร์คจะพูด
“นายก็ไม่น่าคิดเรื่องแบบนี้ออกมานะมาร์คให้คุณจินเขาทำอย่างอื่นก็ได้นี่” พอบอกกับจินเสร็จมิคังก็หันไปต่อว่ามาร์คจนมาร์คทำหน้าสำนึกผิดขึ้นมาทันที
“คุณจะไม่เข้ารับการทดสอบก็ได้นะครับหากคุณกลัว” เอย์จิมองด้วยสายตาดูถูก
คำพูดของเอย์จิเหมือนเอาน้ำมันลาดบนกองไฟเล่นเอาชาโต้ส่งเสียงคำรามในลำคอ
“ได้สิครับ ผมจะเข้ารับการทดสอบ”คำตอบของจินเล่นเอาหลายคนแสดงอาการแตกต่างกันไป
“หลานคิดดีแล้วงั้นเหรอ”ชาโต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ถึงการทดสอบจะไม่พรากชีวิตเขาไปแต่มันเล่นกับจิตใจเป็นอย่างมาก
“ครับ แต่ว่าผมมีข้อแม้อยู่ 1 ข้อ” ชายหนุ่มพยักหน้าให้คนด้านข้างแล้วมองไปยังคนที่เหลือ
ทุกคนต่างนิ่งเงียบรอฟังข้อแม้ของจินกันอย่างลุ้นๆ
“ขอผมสอบปลายภาคเสร็จก่อนได้ไหม”
ประโยคข้างต้นของจินดังก้องเข้าไปยังสมองของทุกคนเกิดเป็นการสะท้อนครั้งแล้วครั้งเล่า
“...”