ตอนที่ 7: แผนการที่พลิกผัน
สามวันผ่านพ้นไปนับั้แ่สาส์นปฏิเสธและของกำนัลอันทรงมูลค่าถูกส่งกลับคืนสู่คฤหาสน์ตระกูลหลิว ชีวิตของสองพี่น้องแห่งหมู่บ้านดอนไผ่ก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ครรลองแห่งความสงบเรียบง่ายอีกครั้ง เฉินอันยังคงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางไปรับจ้างแบกหามและขนย้ายสินค้าที่ท่าเรือชายแม่น้ำตามเดิม หยาดเหงื่อที่ไหลไคลย้อยแลกกับเงินไม่กี่อีแป้งแม้มันจะเหน็ดเหนื่อย ทว่ากลับทำให้เขานอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มในทุกค่ำคืน โดยไม่ต้องหวาดพะวงถึงพันธนาการอันซ่อนเร้น ส่วนเฉินเหลียนนั้น ใน่บ่ายวันใดที่งานบ้านเสร็จสิ้น นางก็มักจะสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินตามป้าซัวไปเรียนรู้การจำแนกชนิดสมุนไพรบนเนินเขาใกล้หมู่บ้าน ความรู้ในหัวของเด็กสาวคล้ายจะแตกแขนงและแจ่มชัดขึ้นทุกวันจนป้าซัวยังต้องเอ่ยชมไม่ขาดปาก
ทว่าภายใต้ผิวน้ำที่ดูเรียบสงบนั้น สายน้ำไหลเชี่ยวเบื้องล่างกลับเริ่มก่อตัวเป็เกลียวคลื่นอย่างเงียบเชียบ สองพี่น้องหารู้ไม่ว่าในเงามืดของค่ำคืนที่ผ่านมา มีดวงตาหลายคู่คอยเฝ้าจับตาดูเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แแผนการร้ายอันแยบย่นถูกตระเตรียมไว้โดยที่พวกเขามิอาจรู้ตัว
เช้าวันนั้น อากาศยามอร่อยเริ่มมีสายลมหนาวพัดโชยมาปะทะผิวเนื้อ ใบไม้แห้งกรอบร่วงกราวลงสู่พื้นดิน เฉินอันตัดสินใจไม่ไปทำงานที่ท่าเรือ แต่เลือกที่จะเดินขึ้นไปบนป่าเชิงเขาดอนไผ่เพื่อตัดฟืนตุนไว้สำหรับฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาแบกขวานเหล็กเล่มเก่าของบิดาไว้บนบ่า ย่ำเท้าไปตามเส้นทางเลียบชายป่าที่คุ้นเคยเป็อย่างดี สายตาคอยมองหาท่อนไม้แห้งและกิ่งไม้ใหญ่ที่เหมาะแก่การนำกลับไปทำเป็เชื้อเพลิง
ยามที่ย่ำเท้าผ่านพุ่มไม้หนา เขายังคงมองเห็นร่องรอยการต่อสู้เก่าๆ ทั้งจุดที่เคยวางกับดักจิ้งจอก และลานหินกว้างที่เคยประหัตปะากับเสือดำเขี้ยวหิน ชายหนุ่มสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ รู้สึกผ่อนคลายกับความเงียบสงบของผืนป่า
ทว่า สิ่งที่เฉินอันไม่อาจล่วงรู้ได้เลยก็คือ ทุกก้าวเดินของเขาบนเส้นทางสายนี้ ได้ถูกสายสืบของตระกูลหลิวเฝ้าสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมมาตลอดหลายวันแล้ว และในเช้าวันนี้เอง แผนการอันแยบคายและซับซ้อนก็เริ่มเคลื่อนไหวขยับเข้าใกล้จุดเริ่มต้นขึ้นเรื่อยๆ
ห่างออกไปจากจุดที่เฉินอันกำลังยืนเลือกตัดกิ่งไม้แห้งราวครึ่งลี้ ณ บริเวณหุบเขาอับลมซึ่งมีพุ่มหนามปกคลุมหนาทึบ หลิวซานในชุดผ้าป่านเนื้อหนา พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ซึ่งเป็ลูกน้องฝีมือดีอีกสี่คน กำลังหมอบซุ่มกายอยู่หลังโขดหินใหญ่ แต่ละคนต่างมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็ดาบเหล็กกล้าหรือหอกปลายแหลม ข้างกายของพวกเขาคือปราการเหล็กกล้าขนาดใหญ่ั์ ซึ่งถูกขนย้ายมาด้วยความยากลำบากผ่านทางเกวียนตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
ภายในกรงเหล็กอันหนาแน่นนั้น ปรากฏร่างของสัตว์อสูรขนาดมหึมา รูปร่างของมันคล้ายหมีตัวใหญ่ั์สูงกว่าแปดศอก ทว่าทั่วทั้งแผ่นหลังและลำตัวกลับปกคลุมไปด้วยเส้นขนแหลมคมแข็งแทรกดันออกมาประดุจเข็มเหล็กสีน้ำตาลเข้มพุ่งชันรอบตัว นั่นคือ 'หมีเหล็กหนาม' สัตว์อสูรดุร้ายที่ถูกจับมาจากถ้ำลึกในเขตทิวเขาฝั่งตะวันออก ดวงตาสีแดงขุ่นทอประกายคลุ้มคลั่งและบ้าคลั่งอย่างหนัก น้ำลายไหลหยดลงบนพื้นหินดัง หยด! หยด! เสียงลมหายใจครืดฟาดในลำคอของมันฟังดูน่าพรั่นพรึง เนื่องจากมันถูกทรมานด้วยการอดอาหารมาหลายวันตามคำสั่งของนายน้อย
"พวกเ้าเช็กสลักกรงให้ดี" หลิวซานกระซิบสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงลอดฟัน ั์ตาของเขาฉายแววเคียดแค้นโกรธเคืองที่ยังคงหลงเหลือจากความอัปยศครั้งก่อนยามถูกเฉินอันหักหน้า "ท่านนายน้อยกำชับมาอย่างเด็ดขาด ให้เราปล่อยอสูรร้ายตัวนี้ออกไปในจังหวะที่เ้าเฉินอันเดินเข้ามาใกล้บริเวณนี้พอดี"
"แล้วอย่างไรต่อหรือท่านหลิวซาน" ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามพลางกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเกรง
"เมื่อมันพุ่งเข้าจู่โจมเ้าเด็กนั่น พวกเราจะรอให้มันกระหน่ำโจมตีจนเ้าเฉินอันจนมุมและเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด จากนั้นข้าและพวกเ้าก็จะโผล่ออกไปประหัตปะาหมีเหล็กหนามตัวนี้ต่อหน้าต่อตาแสดงบทบาทเป็วีรบุรุษช่วยชีวิต!" หลิวซานแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม "เมื่อเป็เช่นนั้น ต่อให้จิตใจของมันจะแข็งแกร่งประดุจหินผาเพียงใด ยามเมื่อถูกตระกูลหลิวช่วยชีวิตเอาไว้ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย มันก็ต้องจำใจกลืนน้ำลายตัวเอง ยอมติดหนี้บุญคุณก้อนโต และไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ของท่านนายน้อยได้อีกต่อไป!"
ลูกน้องอีกคนหนึ่งเหลือบมองหมีเหล็กหนามที่กำลังส่งเสียงขู่ฟ่ออยู่ในกรงด้วยสีหน้าไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด "แต่ท่านหลิวซาน... ดูเหมือนมันจะดุร้ายและบ้าคลั่งเกินกว่าที่คาดไว้นะขอรับ มันถูกอดอาหารมาหลายวัน ซ้ำยังถูกกรอก 'ผงกระตุ้นคลั่ง' เข้าไปตามที่นายน้อยสั่งอีก ข้าน้อยเกรงว่ายามปล่อยมันออกไป มันอาจจะไม่ฟังใครเลย—"
"เ้าจะไปกลัวอะไร!" หลิวซานตวาดเสียงเบาขัดขึ้นทันควันด้วยความขัดใจ "พวกเรามีกันถึงห้าคน ซ้ำยังมีปราณเข้มแข็ง เราจะปล่อยให้มันเล่นละครไล่ต้อนเ้าเด็กนั่นแค่ชั่วครู่ แล้วก็ลงมือสังหารมันเสีย เ้าเฉินอันที่เป็เพียงคนธรรมดาไร้พลังปราณ ไม่มีทางเอาชนะหมีเหล็กหนามระดับนี้ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งมันดุร้ายเท่าไร แผนการของพวกเราก็จะยิ่งดูสมจริงและน่าตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น!"
ทว่า ในขณะที่กลุ่มของหลิวซานกำลังถกเถียงและนัดแนะจังหวะกันอยู่นั้น เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
กลิ่นอายมนุษย์อันสดใหม่ของเฉินอันที่กำลังเดินลึกเข้ามาในป่าลึก ได้ลอยตามสายลมยามเช้าเข้ามาปะทะเข้ากับนาสิกของหมีเหล็กหนามภายในกรงเหล็ก สัญชาตญาณความหิวโหยประกอบกับฤทธิ์ของผงกระตุ้นคลั่งที่แล่นผ่านเส้นเื ได้ะเิความบ้าคลั่งของมันออกมาจนถึงขีดสุด!
ดวงตาสีแดงของมันส่องแสงวูบ ร่างกายอันใหญ่โตมหึมาออกแรงพุ่งชนผนังกรงเหล็กอย่างบ้าคลั่ง ตึงงง! ตึงงง!
"เฮ้ย! มันเป็อะไรไปวะ!" ลูกน้องคนหนึ่งร้องออกมาด้วยความตื่นใ
แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้โซ่พันธนาการสั่นะเื ลวดเหล็กและสลักประตูที่ขังสัตว์ร้ายไว้เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป กรงเหล็กนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขนย้ายสัตว์ป่าทั่วไป แต่มันมิได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพลังตบของสัตว์อสูรที่ถูกยากระตุ้นจนคลั่งถึงขีดสุด!
แคร่กกก! ปังงงง!
เสียงโลหะแตกร้าวสะบั้นดังสนั่นก้องไปทั่วราวป่า! กรงเหล็กอันหนาแน่นพังทลายลงในเสี้ยววินาที สลักประตูหลุดกระเด็นไปคนละทิศทาง!
"แย่แล้ว! กรงพัง! มันหลุดออกไปแล้ว!" หลิวซานร้องะโลั่นด้วยความใสุดขีด ใบหน้าถอดสีถอดแสง แผนการอันประณีตซับซ้อนพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในเสี้ยววินาที!
หมีเหล็กหนามที่หลุดออกจากพันธนาการไม่ได้สนใจกลุ่มของหลิวซานที่ซุ่มอยู่ด้านหลัง แต่มันกลับส่งเสียงคำรามกึกก้อง โฮกสสส! แล้วพุ่งทะยานออกจากซากกรงเหล็ก เหยียบย่ำกิ่งไม้และพุ่มหนามจนหักราบเป็ทาง มุ่งตรงไปยังทิศทางตามกลิ่นเนื้อสดที่ลอยมาแรงที่สุด ซึ่งก็คือทิศทางที่เฉินอันกำลังก้มเก็บฟืนอยู่นั่นเอง!
ในยามนั้น เฉินอันกำลังก้มลงเก็บกิ่งไม้แห้งมัดเข้าด้วยกันอย่างสบายอารมณ์ ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกประหลาดก็แล่นผ่านส้นเท้าขึ้นมา พื้นดินใต้ร่างของเขาเริ่มสั่นะเืถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตึ้บ! ตึ้บ! ตึ้บ! พร้อมกับเสียงกิ่งไม้ใหญ่น้อยหักสะบั้นดังกราดเกรี้ยวมาจากทิศเบื้องหน้า
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตัว และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เขาต้องเบิ่งตากว้าง!
ร่างมหึมาสีน้ำตาลเข้มที่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลมคมประดุจเหล็กแหลม กำลังพุ่งทะยานฝ่าดงไม้ตรงเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ ความเร็วของมันขัดกับขนาดตัวอันใหญ่โตราวกับูเาเคลื่อนที่!
"อะไรกัน!"
เฉินอันสัญชาตญาณไวเป็เลิศ เขาทิ้งมัดฟืนในมือแล้วทะยานกายถอยหลังหลบไปทางซ้ายอย่างสุดกำลัง ฟุ่บ!
ทว่า ร่างกายอันมหึมาและหนามแหลมที่ยื่นยาวออกมาจากลำตัวของมันก็ยังคงเฉี่ยวถากผ่านไหล่เสื้อของเขาไป รอยหนามคมกริบกรีดผ่านผ้าป่านจนขาดวิ่น แคว่ก! แม้จะไม่อาจเข้าถึงเนื้อหนังโดยตรง แต่แรงปะทะอันหนักหน่วงก็ส่งผลให้ร่างของเฉินอันเสียหลักลื่นไถลกลิ้งไปบนพื้นดินหลายขลุบ!
โฮกสสสสส!
เสียงคำรามอันกึกก้องกังวานะเืไปทั้งพงไพร ใบไม้แห้งร่วงกราวลงมาจากยอดไม้ หมีเหล็กหนามเบรกเท้าหน้าหยุดลงบนพื้นดินจนเกิดเป็รอยลึก มันหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเฉินอันอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีแดงฉานฉายแววคลุ้มคลั่งไร้สติ น้ำลายบ้าคลั่งไหลหยดลงพื้นหญ้าจนเกิดเสียงซู่ซี่
เฉินอันรีบยันกายลุกขึ้นยืน ั์ตาสีเข้มจ้องมองอสูรร้ายตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน สัตว์ป่าตัวนี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้ล่าเหยื่อตามสัญชาตญาณ แต่คล้ายกับถูกบางสิ่งบางอย่างจุดไฟแห่งความเคียดแค้นคลั่งไคล้ในตัวให้เผาผลาญจนสูญเสียการควบคุมตนเอง
เขากระชับด้ามขวานเหล็กเล่มเก่าของบิดาในมือแน่น เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นตามแผ่นหลัง ระยะห่างระหว่างเขากับหมีเหล็กหนามเหลือเพียงไม่กี่วาเท่านั้น และเ้าอสูรหนามก็เริ่มย่อตัวลง ขนหนามทั่วร่างพุ่งชันขึ้น เตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าจู่โจมสังหารเหยื่อตรงหน้าให้แหลกลาญ!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง...
กระแสความเย็นเยือกอันลึกลับสายหนึ่งก็แล่นวาบผ่านกลางอกของเฉินอันอีกครั้ง! มันคุ้นเคยประดุจสายลมหนาวสายเดิมที่เคยเกื้อหนุนเขาในการต่อสู้ครั้งก่อนๆ เขายังไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้ แต่เบื้องลึกในจิติญญา กลไกอันไร้สภาพที่เรียกว่า 'วงล้อแห่งครรลองผันแปร' ก็ได้เริ่มหมุนคว้างขึ้นอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ!
หมีเหล็กหนามตัวนี้ เป็สัตว์อสูรที่มีระดับความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตน 'ขั้นก่อกายาระดับ 10' ซ้ำร้ายความคลุ้มคลั่งจากผงยากระตุ้นยังส่งเสริมให้พลังทำลายล้างของมันทวีคูณขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเทียบเท่าระดับ 11!
ตั่ง!
กลไกแห่งวงล้อคำนวณและปรับเปลี่ยนสมดุลพลังใหม่อีกครั้ง! ลมปราณไร้รูปร่างทะลักล้นออกจากจุดตันเถียนของเฉินอัน กระจายเข้าสู่เส้นเอ็ด มัดกล้ามเนื้อ และกระดูกทั่วร่างอย่างเงียบเชียบ ยกระดับมวลกายและขีดความสามารถของเฉินอันขึ้นสู่ 'ขั้นก่อกายาระดับ 12' ในเสี้ยววินาที!
ตูมมม!
หมีเหล็กหนามตะปบเท้าลงบนพื้น ยิงตัวพุ่งเข้าใส่เฉินอันประดุจลูกดาวตก! กรงเล็บหนามขนาดใหญ่เหวี่ยงตบเข้าใส่ลำตัวของชายหนุ่มหมายจะฉีกร่างของเขาออกเป็ชิ้นๆ!
เฉินอันไม่ได้ถอยหนี แต่ด้วยระดับพลังที่ถูกปรับสูงขึ้น ทัศนวิสัยและการรับรู้ของเขาพลันเด่นชัดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เขามองเห็นทิศทางกรงเล็บได้อย่างแม่นยำ จึงยกด้ามขวานเหล็กขึ้นรับการโจมตีตรงๆ ตามสัญชาตญาณสู้รบ!
เปรีย้งงงง!
เสียงโลหะและกรงเล็บแข็งปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายวูบวาบ ฟู่! แรงะเืมหาศาลส่งผ่านขวานลงสู่แขนทั้งสองข้างของเฉินอัน ทว่ากระดูกและมัดกล้ามเนื้อที่ถูกยกระดับกลับรองรับแรงกระแทกนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง ขวานเหล็กมิได้หลุดออกจากมือ!
แรงปะทะส่งผลให้ทั้งอสูรร้ายและชายหนุ่มต่างเซถลาถอยหลังไปคนละสามก้าว!
โฮก! หมีเหล็กหนามส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปยามที่กรงเล็บปะทะกับเหล็กกล้า ความเ็ปกลับยิ่งไปกระตุ้นความบ้าคลั่งของมันให้ทวีคูณ มันหมุนตัวกลางอากาศ เอียงข้างลำตัวใช้แผ่นหลังที่แน่นขนัดไปด้วยหนามแหลมพุ่งชนเข้าใส่เฉินอันประดุจเกราะหนามเคลื่อนที่!
เฉินอันขยับเท้าฉากหลบออกด้านข้างอย่างว่องไว ฟุ่บ! แม้ท่วงท่าของเขาจะมิใช่ทักษะยุทธ์อันประณีตของสำนักใหญ่ แต่กลับมีความยืดหยุ่น แม่นยำ และเด็ดขาดในจังหวะอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาย่อตัวลงหลบหนามแหลมที่เฉี่ยวผ่านศีรษะไปเพียงเสี้ยวองคุลี ก่อนจะหมุนตัวเหวี่ยงขวานในมือฟันสวนเข้าที่สีข้างของหมีเหล็กหนามอย่างสุดแรงเกิด!
ฉัวะะะ!
คมขวานเหล็กฟาดฉีกผ่านชั้นหนามและหนังหนาเข้าถึงเนื้อใน! เืสดๆ สีแดงเข้มพวยพุ่งทะลักออกมาเป็สาย ฉูดดด!
หมีเหล็กหนามกรีดร้องคำรามด้วยความเ็ปแสนสาหัส โฮกกก! มันหันขวับกลับมาอย่างไม่ยอมลดละ กรงเล็บคู่หน้าตบปะาเข้าใส่เฉินอันเป็ระลอกคลื่น พุ่บ! พุ่บ! พุ่บ!
การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดเืพล่าน! เสียงกรงเล็บฉีกแหวกอากาศดัง ฟึ่บ! ฟึ่บ! สลับกับเสียงขวานเหล็กปะทะหนามดัง ตึง! ตึง! และเสียงต้นไม้รอบบริเวณที่ถูกชนจนหักโค่นดัง แคร่ก... โครมมม!
เฉินอันโยกตัวหลบหลีกการโจมตีอันบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่อง ร่างกายที่ได้รับการยกระดับเป็ขั้นก่อกายาระดับ 12 ช่วยให้เขามีความเร็วและความแข็งแกร่งเหนือกว่าสัตว์อสูรตรงหน้า ทว่าความอ่อนล้าจากการออกแรงอย่างหนักโดยไม่มีทักษะการโคจรปราณอย่างถูกต้อง ก็เริ่มทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดและติดขัดขึ้นเรื่อยๆ
ต้องปิดบัญชีให้เร็วที่สุด!
ยามที่หมีเหล็กหนามพุ่งเข้าใส่อีกครั้งด้วยความบ้าคลั่งจนเสียการทรงตัว เฉินอันก็ย่ำเท้าลงบนพื้นดินอย่างหนักแน่น ตึง! เขาส่งแรงจากส้นเท้า ผ่านลำตัว ขึ้นสู่หัวไหล่และแขนทั้งสองข้าง กอดเกาะขวานเหล็กเล่มเก่าไว้แน่น ก่อนจะะโหมุนตัวกลางอากาศ เหวี่ยงขวานฟันเข้าใส่ลำคอซึ่งเป็จุดเดียวที่ไร้หนามปกคลุมของหมีเหล็กหนามอย่างสุดกำลังที่มีทั้งหมด!
ฉวะะะะะ! ปังงง!
คมขวานเหล็กตัดผ่านชั้นเนื้อและหลอดเืใหญ่ตรงลำคอของสัตว์อสูรอย่างแม่นยำ! เืสีเข้มพุ่งฉีดออกมาประดุจน้ำพุ!
หมีเหล็กหนามชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาสีแดงขุ่นดับวูบลง เสียงคำรามสุดท้ายขาดหายไปในลำคอ ก่อนที่ร่างอันมหึมาราวกับูเาเล็กลูกหนึ่งจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้นดินดังกึกก้อง!
ครืนนนนน!
ฝุ่นควันและใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ สัตว์อสูรดุร้ายนอนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว เืนองท่วมพื้นดินส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วป่า
เฉินอันยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจหอบกระเพื่อมถี่รัวจนอกเกร็ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน มือที่กำด้ามขวานหมดแรงจนขวานเหล็กหลุดร่วงลงพื้นดังกึก! ชายหนุ่มทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นดินข้างซากหมีเหล็กหนามทันที ความอ่อนล้าถาโถมเข้าปกคลุมทั่วสรรพางค์กายราวกับกระแสคลื่นยามที่พลังลึกลับสลายตัวไป
"ฆ่ามัน... ข้าสังหารมันได้จริงๆ..." เฉินอันพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นตะลึงปนโล่งอก นี่เป็ครั้งแรกที่เขาสามารถล้มสัตว์อสูรระดับสูงได้ด้วยตัวคนเดียวโดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงแค่สร้างาแแล้วขับไล่ให้มันถอยหนีเหมือนเสือดำเขี้ยวหินครั้งก่อน
และในขณะที่เฉินอันกำลังนั่งพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูกำลังอยู่นั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังกระหืดกระหอบฝ่าพุ่มไม้เข้ามาอย่างรีบร้อน! ตึกๆๆๆ!
หลิวซานพร้อมด้วยลูกน้องชายฉกรรจ์อีกสี่คน วิ่งชูดาบและหอกพุ่งแหวกพงหญ้าออกมาด้วยสีหน้าหน้าตาตื่นตระหนก พวกเขาตระเตรียมคำพูดและท่าทางแสดงละครเป็วีรบุรุษผู้เข้ามาชี้ขาดและช่วยชีวิตอย่างเต็มที่!
"เ้าเฉินอัน! ไม่ต้องกลัว! พวกข้าตระกูลหลิวมาช่วย—"
คำพูดของหลิวซานชะงักค้างอยู่เพียงเท่านั้น!
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของคนทั้งห้า คือซากหมีเหล็กหนามตัวมหึมาที่นอนคอหักหมอนตากางเืย่างน่าอนาถอยู่บนพื้นดิน โดยมีเด็กหนุ่มชาวบ้านในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น นั่งคุกเข่าพักหายใจอยู่ข้างๆ ด้วยสภาพที่แม้นจะเหน็ดเหนื่อย ทว่าไร้ซึ่งาแฉกรรจ์ใดๆ!
ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วบริเวณทันที!
"จ้ะ... เ้า... เ้าสังหารมันด้วยตัวคนเดียวงั้นหรือ?!" หลิวซานอุทานออกมาด้วยเสียงสูงผิดปกติ ั์ตาแทบจะถลนออกจากเต้า! แผนการอันแยบคายที่ตั้งใจจะมาสร้างภาพผู้มีพระคุณ พังทลายลงกลายเป็ผุยผงต่อหน้าต่อตา!
เฉินอันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มของหลิวซาน ั์ตาสีเข้มฉายแววระแวดระวังและสงสัยขึ้นมาในทันใด เขาจำหลิวซานและลูกน้องกลุ่มนี้ได้เป็อย่างดี นี่คือกลุ่มคนที่เคยมารีดไถและทำร้ายตนที่ท่าเรือ เหตุใดคนพวกนี้ถึงได้ถืออาวุธครบมือมาปรากฏตัวอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ได้อย่างประจวบเหมาะ ใน่เวลาที่สัตว์อสูรบุกโจมตีพอดี?
"พวกเ้า... มาทำอะไรที่นี่" เฉินอันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ขณะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ มือขวากระชับขวานเหล็กขึ้นมาถือไว้ตามสัญชาตญาณ
หลิวซานอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบโป้ปดหาทางรอด "เอ่อ... พวกข้า... พวกข้าได้รับคำสั่งจากท่านนายน้อยให้มาออกลาดตระเวนรอบป่าชายเขาพอดี! เพื่อป้องกันไม่ให้มีสัตว์ร้ายหลุดไปทำร้ายชาวบ้านในหมู่บ้าน! พอดี... พอดีได้ยินเสียงคำรามและเสียงต่อสู้ ก็เลยรีบวิ่งมาดู! ไม่นึกเลยว่า... เ้าจะจัดการมันได้เสียก่อน..."
คำอธิบายที่ลุกลี้ลุกลนและไร้ความสมเหตุสมผล ทำให้เฉินอันยิ่งเพิ่มความสงสัย ชายหนุ่มมิได้เอ่ยสิ่งใด แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ และสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยพุ่มไม้ห่างออกไปไม่ไกลนัก...
มันคือเศษซากเหล็กกล้าบิดเบี้ยวและสลักประตูที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่บนพื้นดิน!
ดวงตาของเฉินอันหรี่ลงทันที เขาชี้ปลายขวานไปที่ซากเ่าั้ "นั่นคือกรงเหล็กใช่หรือไม่ หมีเหล็กหนามเป็สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในถ้ำลึกอีกฟากหนึ่งของูเา เหตุใดจึงมีกรงเหล็กขนาดใหญ่ขังสัตว์ป่ามาวางทิ้งไว้ตรงนี้ได้"
สีหน้าของหลิวซานและลูกน้องเปลี่ยนเป็ซีดเผือดทันตาเห็น เหงื่อผุดซึมขึ้นตามหน้าผาก หลิวซานรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบสายตากับเฉินอันตรงๆ
"กะ... กรงเหล็กหรือ? สงสัยคงเป็พวกพรานป่ากลุ่มอื่นที่มาดักจับสัตว์ไว้ก่อนหน้านี้กระมัง! ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพวกข้าสักนิด!" หลิวซานรีบโบกมือตัดบท "เอาละ! ในเมื่อเ้าไม่เป็ไร และพวกข้ายังมีภารกิจต้องไปลาดตระเวนต่อ เช่นนั้นขอตัวก่อน!"
หลิวซานไม่เปิดโอกาสให้เฉินอันได้ซักถามสิ่งใดเพิ่มเติมเขารีบส่งสัญญาณให้ลูกน้องพาเร่งรีบถอยร่นออกจากบริเวณนั้นไปอย่างรวดเร็วประดุจสุนัขจนตรัง ทิ้งให้เฉินอันยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางซากอสูรร้ายและเศษซากกรงเหล็กที่ปรักหักพัง
ความสงสัยในจิตใจของเฉินอันค่อยๆ ตกตะกอนจนกลายเป็ความจริงที่เด่นชัดขึ้นทีละน้อย...
"พวกเขานำหมีเหล็กหนามมาปล่อยเพื่อทำร้ายข้า... แล้วตั้งใจจะเสนอหน้าเข้ามาช่วยเพื่อสร้างภาพผู้มีพระคุณ..." เฉินอันพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเ็า เขานึกทบทวนไปถึงสาส์นเชิญชวน ของกำนัล และคำเตือนของคนในตลาด ทุกอย่างร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็ภาพเดียวกันอย่างสมบูรณ์
ตระกูลหลิวไม่ได้้าเพียงแค่ตัวเขาไปเป็หัวหน้าองครักษ์ธรรมดา แต่พวกเขากำลังวางแผนใช้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างพันธนาการบางอย่างที่ผูกมัดตัวเขาเอาไว้ต่างหาก!
เมื่อถึงยามเย็น แสงแดดสีอัศดงทอดเงายาวไปตามแนวดงไม้ เฉินอันเดินทางกลับถึงบ้านกระท่อมพร้อมกับแล่เอาผืนหนังและเขี้ยวเหล็กของหมีเหล็กหนามบรรจุใส่ตะกร้ากลับมาด้วย มูลค่าของพวกมันยามนำไปขายให้ร้านค้าในเมืองคงสูงยิ่งกว่าเขี้ยวหินเสือดำหลายเท่าตัว ทว่าในจิตใจของเขากลับไม่มีความยินดีในทรัพย์สินเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
เขาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในป่า รวมถึงข้อสงสัยเื่กรงเหล็กและกลุ่มของหลิวซานให้เฉินเหลียนฟังอย่างถี่ถ้วน
เฉินเหลียนฟังด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนสีไปมาด้วยความตื่นตระหนกและโกรธแค้น มือเล็กๆ กำแน่นเข้าหากัน "คนพวกนี้ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก! ถึงกับกล้าเอาชีวิตของท่านพี่ไปเสี่ยงกับสัตว์อสูร เพียงเพื่อสร้างสถานการณ์จอมปลอมขึ้นมาเช่นนี้!"
"พวกเขามิอาจดูเบาได้เลย" เฉินอันถอนหายใจยาว ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระท่อม "ตระกูลหลิว้าบางสิ่งจากข้า และเมื่อแผนการครั้งนี้ล้มเหลว พวกเขาไม่มีทางเลิกล้มง่ายๆ แน่นอน เราสองพี่น้องต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่าเดิม"
คืนนั้น สองพี่น้องนอนหลับสนิทได้ยากยิ่ง ต่างฝ่ายต่างครุ่นคิดถึงภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ชีวิตอันสงบสุขของตนมากขึ้นทุกที
ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิวอันหรูหรากลางเมืองใหญ่ หลิวเหวินฮุ่ยนั่งฟังรายงานความล้มเหลวจากหลิวซานที่กำลังก้มหน้าสั่นสะท้านอยู่บนพื้นหินอ่อน ทว่า บนใบหน้าหล่อเหลาของนายน้อยตระกูลหลิว กลับมิได้ฉายแววเกรี้ยวกราดอย่างที่ทุกคนหวาดกลัว หากแต่ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงความเืยิ่งกว่าเดิมที่มุมปาก
"สังหารหมีเหล็กหนามระดับ 10 ที่ถูกยากระตุ้นความคลั่ง ได้ด้วยขวานเหล็กเก่าๆ เล่มเดียว และร่างกายของคนธรรมดาไร้พลังปราณงั้นหรือ..."
หลิวเหวินฮุ่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ สายตาทอประกายความลึกลับและเรืองรองด้วยความสนใจ "เด็กหนุ่มชาวบ้านผู้นี้... ซ่อนเร้นความลับอันยิ่งใหญ่ไว้จริงๆ เสียด้วย ยิ่งเขาแข็งแกร่งและพยศเพียงใด ข้าก็ยิ่งอยากได้ตัวเขามามากขึ้นเท่านั้น... ในเมื่อวิธีสร้างสถานการณ์ไม่ได้ผล คราวนี้ เห็นทีคงต้องใช้วิธีที่ละเอียดอ่อน และเข้าถึงตัวน้องสาวของมันแทนเสียแล้ว"