สองวันแล้วที่องค์ชายฝานจิ้งทรงสังเกตว่าหยางเสียมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะผ่องใสเบิกบานสักเท่าไร นางกินข้าวได้น้อยลงบางครั้งก็นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว แม้ยังถวายงานรับใช้ได้ดังปรกติแต่ทรงรู้สึกว่าเหมือนมีช่องว่างที่หยางเสียพยายามกันตัวให้ออกห่างจากพระองค์ ทุกครั้งที่ทรงเฉียดพระวรกายเข้าใกล้ก็มักมีอาการสะดุ้งอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาที่ทรงมีพระดำริไว้ว่าอยากจะรอให้นางยอมเผยตัวตนออกมาเองนั้นคงจะไม่ได้เสียแล้วกระมัง เพราะเจ้าของเรื่องนั้นไม่ยอมพูดไม่ยอมจากระไรเลย
หยางเสียอึดอัดกลัดกลุ้มเพราะไม่สามารถล่วงรู้ถึงความรู้สึกขององค์ชายฝานจิ้งได้ในที่สุดจึงได้ล้มป่วยลง นางพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้พระองค์ทรงรู้ แต่มีเรื่องใดบ้างเล่าที่เล็ดลอดพระเนตรพระกรรณของแม่ทัพใหญ่แห่งเจิ้งถงไปได้โดยเฉพาะเรื่องของหยางเสียด้วยแล้ว
“ไม่สบายไยไม่บอกข้าทำไมต้องให้รู้จากปากคนอื่น”องค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรมองหยางเสียที่นั่งถือถ้วยยาอยู่บนฟูกนอนพระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าหญิงสาวหายตัวไปตั้งแต่เช้าหลังจากถวายงานเสร็จจึงซักไซ้ไล่เลียงเอากับหวังหนาน ถึงได้รู้ความว่านางไปอยู่ที่กระโจมหมอเฉิน
องค์ชายฝานจิ้งทรงปล่อยให้หยางเสียค่อยละเลียดยาจนหมดก่อนทรงประคองร่างนางให้นอนลงแล้วจึงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างหญิงสาว ถ้าทรงสามารถทำสิ่งที่อยู่ในพระดำริได้โดยไม่ทำให้หยางเสียตกใจอีกละก็พระองค์ก็ทรงอยากนอนลงเป็นเพื่อนนางเสียตรงนี้ หรือไม่ก็อุ้มนางไปบนแท่นบรรทมเสียเลย
หยางเสียซุกหน้าลงใต้ผ้าห่มขอบตาเริ่มร้อนผะผ่าว ฝืนกลืนน้ำตาที่รื้นปริ่มอยู่ไม่ให้เอ่อล้นออกมายิ่งท่านแม่ทัพทรงมีความห่วงใยต่อนางมากเท่าไรหัวใจของนางก็ยิ่งเจ็บลึกมากขึ้นเท่านั้นนางแน่ใจแล้วว่าความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อพระองค์นั้นคือความรัก แต่ยิ่งนานวันเข้ายิ่งทำให้นางทรมานใจเหลือเกิน
รัก...ทั้งที่ไม่ควรจะรัก
รัก...ทั้งที่ไม่อาจจะลงเอยด้วยกันได้
จะปิดบังความรู้สึกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนนางจะต้องฝืนหัวใจตัวเองนานเท่าไรหนอ ใจดวงนี้ถึงจะหยุดรักพระองค์ได้...
แม้สมองสั่งห้ามเวลาว่ารักไม่ได้ กระนั้นแล้วนางพบว่าความรู้สึกรักนี้กลับเพิ่มมากขึ้นทุกวัน!
ยิ่งใกล้ก็ยิ่งรัก...ยิ่งรักก็ยิ่งเจ็บ!
ความจริงที่ว่าตนเองไม่ได้เป็นอย่างคนที่พระองค์ต้องการนั้นบีบคั้นและทรมานจิตใจนางจนแทบจะทนไม่ไหวมือของหยางเสียยกขึ้นกุมเสื้อตัวเองแน่น ตรงตำแหน่งของหัวใจ
เจ็บนัก...ปวดนัก
การรักใครสักคนมันเจ็บปวดและทรมานได้ถึงเพียงนี้หรือเจ้าคะท่านแม่...
เมื่อองค์ชายฝานจิ้งทรงเห็นหยางเสียซุกหน้าคลุมโปงในผ้าห่มและพลิกตัวไปอีกทางก็ไม่คิดจะรบกวนนางอีกเมื่อพรุ่งนี้อาการของนางดีขึ้นแล้ว เห็นจะต้องมีการพูดคุยอย่างเปิดอกกันเสียทีหากปล่อยไว้อย่างนี้จนนานวันเข้า ทรงเชื่อว่านางต้องเข้าใจพระองค์อย่างผิดๆเป็นแน่ ขณะมี พระดำรินั้นพระหัตถ์ก็ส่งผ่านความห่วงหาอาทรสู่ศีรษะเล็กๆที่อยู่ใต้ผืนผ้าห่ม
พรุ่งนี้...วันพรุ่งนี้ข้าหวังจะเห็นรอยยิ้มจากเจ้านะหยางเสีย
เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังกึกก้องไปทั่วเมือง ดวงหทัยของแม่ทัพใหญ่แห่งเจิ้งถงที่ทรงควบม้าให้ห้อไปอย่างเต็มเหยียดอยู่ในเวลานี้กำลังร้อนรุ่มดั่งโดนเพลิงเผา
เมืองแล้วเมืองเล่าที่พระองค์ทรงบังคับม้าคู่พระทัยให้ทะยานไปโดยไม่รอทหารม้าที่ติดตามมาด้วยเกรงว่าหากล่าช้าไปมากกว่านี้ แก้วตาดวงใจของพระองค์จะหายสาบสูญไปตลอดกาลความรู้สึกสูญเสียและห่วงหาของรักที่ระอุอยู่ในพระทัยนั้นยิ่งกระหน่ำแรงขึ้นทุกวินาทีแม้อากาศหนาวเย็นแห่งเหมันต์พุ่งเข้าปะทะพระพักตร์นั้นคมกริบราวใบมีดก็ทรงหาได้สนพระทัยไม่ พระฉวีที่แตกปริจนพระโลหิตซึมนั้นไม่ทำให้ทรงรู้สึกเจ็บปวดทรมานเท่าการทอดพระเนตรดูเงาแห่งรัตติกาลที่ค่อยๆระบายตัวขึ้นบนผืนฟ้าพร้อมกับฉายเงามืดเข้าทาบทับในพระทัย และกัดกินความหวังของพระองค์ไปทีละน้อยเลย
ดวงตะวันกำลังจะลับพ้นไปจากสายพระเนตรเวลานี้รัตติกาลได้เข้าครอบครองแผ่นฟ้าไปสิ้นแล้ว ความมืดมิดที่ทอดตัวอยู่เบื้องบนนั้นราวกับเยาะเย้ยพระองค์ที่ต้องทรงพลัดพรากจากเจ้ายอดดวงใจ
ฟ้าไยไม่ปรานีข้า...
สายไปแล้วกระนั้นหรือ...
ช่วงเวลาแห่งความสุขจะมิอาจหวนย้อนคืนหลงเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ขื่นขมอย่างนั้นหรือ...
ป่านนี้เจ้าดวงใจข้าจะอยู่ ณ แห่งหนใดจะเหน็บหนาว...โดดเดี่ยวอ้างว้างสักเพียงไหนกัน
‘กระหม่อมทูลลา’ ถ้อยคำอันต่างจากปรกติของนางยังแว่วอยู่ในโสต หากยามนั้นพระองค์ฉุกพระทัยกับน้ำเสียงและแววตาเศร้าสร้อยที่ตรงข้ามกับรอยยิ้มอ่อนหวานราวดอกเหมยเมื่อแรกแย้มนั้นเพียงสักนิดพระองค์จะไม่ทรงปล่อยนางให้ก้าวออกจากกระโจมแม้เพียงก้าวเดียว!
แค่ดำริว่าแต่นี้ไปที่กระโจมจะไม่มีร่างอันแสนคุ้นเคยให้ได้ทรงพบเห็นอีกแล้วพระทัยของพระองค์ก็เหมือนโดนทิ่มแทงด้วยคมศัสตราวุธนับร้อยนับพันชนิดจนพระชนม์ชีพนั้นแทบดับสูญสิ้นลงโดยพลัน!
รอยยิ้มพิสุทธิ์หวานละไมที่นางมอบให้ยังจำได้ติดพระเนตรและฝังลึกลงในพระหทัยไม่มีวัน...ไม่มีวันที่พระองค์จะปล่อยให้มันเป็นรอยยิ้มสุดท้ายจากนางเด็ดขาดริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อของนาง ดวงตาที่มีแต่ความจริงใจซื่อตรงของนางแล้วยังร่างอ่อนนุ่มของนางซึ่งเคยแนบชิดในอ้อมพระพาหานั่นอีกเล่าต่อให้ต้องตามหานางไปจนสุดหล้า ต่อให้ต้องเสียเวลามากเท่าไร พระองค์ก็จะทรงตามนางให้พบ!
วันพรุ่ง...อาทิตย์แห่งโลกหล้าก็จะเวียนคืนมาใหม่แล้วอาทิตย์แห่งใจข้านี้เล่า ยังจะฉายแสงมอบความอบอุ่นให้หัวใจของข้าอีกหรือไม่
องค์ชายฝานจิ้งทรงเงยดวงพักตร์ที่งดงามดุจเทพสวรรค์ปั้นแต่งขึ้นสู้ผืนนภาอันมืดมิดพระเนตรคมบัดนี้ฉายแววแข็งกร้าวและมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“ในเมื่อพวกท่านลิขิตให้ข้าได้พบและมีนางในชีวิตแล้วอย่าได้หวังแม้เพียงนิดว่าจะพรากนางไปจากข้าได้ ข้าจะไม่อ่อนแอเช่นในอดีตอีกแล้วกายนี้...หัวใจข้านี้จะขอยึดนางไว้สุดกำลัง กายข้าอยู่หนใดหัวใจข้าก็ย่อมต้องอยู่ที่นั่น กายและใจดวงนี้จะไม่ยอมพรากจากกันอีกเป็นอันขาด!” พระสุรเสียงห้าวคำรามก้องคล้ายทรงให้คำสัตย์ปฏิญาณพร้อมส่งสาส์นท้าทายไปยังเทพสวรรค์ที่อยู่เบื้องบน
หยางเสีย อาทิตย์ดวงน้อยแห่งข้าเจ้าไปหลบลี้รอนแรมอยู่ ณ ที่ใดกัน...
ดวงใจข้า...เจ้าอยู่ ณ ที่ใด
ในที่สุดค่ำคืนอันแสนโหดร้ายในชีวิตของหยางเสียก็มาถึงอีกครั้ง แม้ตลอดมานางพยายามดิ้นรนทำทุกอย่างสุดความสามารถเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนี้แต่ก็ดูเหมือนเรี่ยวแรงของนางไม่มากพอที่จะต้านทานความเป็นจริงจากกงล้อแห่งโชคชะตาได้
นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ
อยู่ใกล้แล้วเจ็บจากไกลอาจจะเจ็บ...น้อยกว่า
อยู่ที่เจิ้งถงได้ก็ด้วยการโกหกออกจากเจิ้งถงได้ก็เพราะการโกหก อาศัยว่าเป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพ นางจึงออกอุบายกับทหารยามเฝ้าประตูค่ายว่าได้รับมอบหมายงานจากพระองค์คนพวกนั้นจึงปล่อยนางออกมาโดยง่าย
การฝืนควบม้ามาทั้งวันทำให้หยางเสียเจ็บระบมไปทั้งร่างบวกกับอาการไข้ที่เหมือนจะย้อนกลับมาเล่นงานอีก เมื่อแน่ใจว่าหนีออกห่างจากด่านเจิ้งถงมากแล้วหญิงสาวจึงตัดสินใจขอพักค้างคืนกับท่านยายที่อาศัยอยู่กับหลานชายอายุราวสิบขวบที่เพิงเล็กๆข้างศาลเจ้านอกเมืองแห่งหนึ่ง
หยางเสียหาหญ้าและน้ำให้ม้า ก่อนนำมันไปผูกไว้ยังชายป่าหลังเพิงเพื่อหลบสายตาคนนางขโมยม้าตัวนี้มาจากกองทัพ ดูเถิด...โทษเก่ายังไม่ได้รับการชำระก็เพิ่มโทษใหม่เสียแล้วที่เพิงของท่านยายผู้อารีไม่มีเสื้อผ้าสำหรับคนหนุ่มเลยนางจึงได้ไหว้วานให้เด็กชายออกไปหาซื้อเสื้อมาชุดใหม่มาให้ผลัดเปลี่ยนเพราะไม่เป็นการดีแน่หากจะอยู่ในชุดทหารของค่ายนานๆ
การข่มตาให้หลับเพื่อหวังจะให้คืนนี้พ้นผ่านไปนั้นยากพอๆ กับคืนที่ หยางเสียต้องสูญเสียแม่หยางเอ๋อร์ไป เกือบค่อนคืนที่ดวงตาคู่น้อยเบิกโพลงในความมืดมิดหยางเสียในคืนนี้ไม่ต่างอะไรจากคืนนั้น นางนอนขดตัวตรงมุมห้องสองมือกอดแน่นที่หน้าอกเพื่อให้ความอบอุ่น...หญิงสาวปลอบประโลมร่างกายที่เหนื่อยล้าและหัวใจซึ่งกำลังปริร้าวด้วยน้ำตา
ในวันที่ความเจ็บปวดตกตะกอนลง ณก้นบึ้งของหัวใจ วันนั้นนางคงจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้
การแปรเปลี่ยนของสายธารแห่งเวลาคงจะเยียวยาบาดแผลนี้ได้...
แค่รอ...
รอ...รออย่างอดทนทุกอย่างคงจะดีขึ้นด้วยตัวของมันเอง เจ้าของร่างกายที่อ่อนล้าถึงขีดสุดได้ล่วงเข้าสู่นิทราในตอนเกือบรุ่งสางพร้อมกับรอยคราบน้ำตาซึ่งไหลเป็นทาง...
พลทหารม้าที่ตามเสด็จองค์ชายฝานจิ้งสามสิบนายได้พักม้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นทุกคนต่างเหนื่อยล้าราวกับกรำศึกหนักมาตลอดทั้งคืน ครั้นแสงแรกแห่งทินกรฉายฉาน ณเส้นขอบฟ้า แม่ทัพใหญ่ของเจิ้งถงจึงรับสั่งให้รุดเร่งออกตามหาคนต่อ แม่ทัพใหญ่ถึงกับทรงม้าออกตามหาร่วมคืนด้วยพระองค์เองเช่นนี้เหล่าทหารใต้บัญชาได้รู้แล้วว่า หยางเสียต้องเป็นคนสำคัญของพระองค์!
องค์ชายฝานจิ้งและเหล่าพลทหารม้าที่ตามเสด็จมาหยุดลงตรงทางแยกใหญ่พระองค์มีพระบัญชาให้แบ่งทหารเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งจะไปตามถนนสายที่จะมุ่งตรงสู่เหลิงอานนครหลวงแห่งต้าฉางและอีกกลุ่มหนึ่งจะไปทางที่ตัดขึ้นสู่ตอนเหนือของแคว้น
แม่ทัพใหญ่ทรงใคร่ครวญและตัดสินพระทัยอย่างรวดเร็วถึงแม้ร่างมารดาหยางเสียถูกฝังไว้ที่เมืองหลวง แต่เหลิงอานก็ยังมีค่ายจินเฉิงก่านซ้ำยังมีคนที่จ้องหมายจะทำร้ายนางอีก
สวรรค์...โปรดช่วยให้ทางที่ข้าเลือกนั้นเป็นทางที่ถูกต้องด้วยเถิดหนนี้อย่าให้ข้าต้องคาดเดาผิดอีกเลยสิ้นคำอธิษฐานพระองค์ก็ทรงชักม้านำกำลังส่วนหนึ่งมุ่งตรงสู่ทิศเหนือ
ขอเพียงไม่ลดละความพยายาม ไม่นาน...อีกเพียงไม่นานที่หัวใจข้าจะไขว่คว้ารอยยิ้มของเจ้ากลับคืน