ทางด้านซูเจินก็สามารถเบียดพาตัวเองมาอยู่หน้าโต๊ะรับเดิมพันได้สำเร็จ สองสาวใช้ที่ตามมาทีหลังสูดหายใจเข้าเต็มปอด คนแน่นมากจนพวกนางหายใจแทบไม่ออก นายหญิงก็รวดเร็วเหลือเกิน มุดซ้ายมุดขวาได้อย่างชำนาญ
“พี่ชายๆ ข้าจะลงเดิมพัน” ซูเจินบอกชายที่นั่งอยู่ด้านหน้า
“หืม...แล้วเจ้าจะลงฝั่งไหนเล่า?” ชายผู้นั้นเป็นชายร่างใหญ่หน้าตาติดจะดุดันเล็กน้อย แต่เขากลับยิ้มแย้มและพูดคุยกับนางอย่างใจดี
“พี่ชายตอนนี้อัตราต่อรองเป็นเท่าไหร่?” ซูเจินออกจะประหลาดใจกับท่าทีของเขาเล็กน้อย นิสัยกับหน้าตาดูจะสวนทางกันอยู่นะ
“วิหคฟ้ากับเม่นหินผาอยู่ที่หนึ่งต่อสาม”
หนึ่งต่อสาม หากนางชนะก็ได้สามเท่าเลยเชียว! ซูเจินยิ้มกว้างยื่นถุงเงินของซิ่นทงออกมาวางบนโต๊ะ “ข้าวางเดิมพันฝั่งเม่นหินผา”
“ได้ แล้วเจ้าจะวางเดิมพันเท่าไหร่?” ชายผู้นั้นถามต่อ ซูเจินก็กะพริบตาปริบๆ นางไม่รู้ว่าในถุงมีเงินอยู่เท่าไหร่กันแน่
“เอ่อ...รอเดี๋ยวนะ” ซูเจินเทถุงเงินออกมานับต่อหน้าอย่างรวดเร็ว “สิบ...ยี่สิบ...ทั้งหมดสองตำลึงทองกับอีกยี่สิบสามอีแปะ”
ชายผู้นั้นหัวเราะน้อยๆ ลงมือจดตั๋วเดิมพันประทับตราแล้วส่งให้นาง เงินจะมากก็มากอยู่แต่ก็น้อยเช่นกัน คงเป็นคุณหนูที่ไหนมาเล่นสนุกกระมัง เห็นนางแล้วชวนให้นึกถึงลูกสาวที่บ้าน
สองตำลึงทองกับเศษอีกเล็กน้อย? ค่าสมัครสอบคือคนละหนึ่งตำลึงทอง หากซิ่นทงจ่ายไปสองตำลึงทองเป็นค่าสมัครแล้ว พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายอีก? ยี่สิบกว่าอีแปะเพียงพอให้พวกเขาสองคนกินข้าวได้หนึ่งมื้อเท่านั้น!
พวกเขาเดินทางมาด้วยจำนวนเงินเพียงเท่านี้เนี่ยนะ ช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย!
“พี่ชาย ข้าลงเดิมพันอีกรอบได้หรือไม่? เมื่อกี้เป็นของสหายข้าฝากมา”
“ได้อยู่แล้ว คราวนี้จะลงเดิมพันฝ่ายไหนเท่าไหร่เล่า?”
“ลงเม่นหินผาเหมือนเดิม ส่วนจำนวนก็...” ซูเจินล้วงถุงเงินของตัวเองออกมาเปิดดู “เอาสักร้อยตำลึงทอง”
“หา? ร้อยตำลึงทอง? เจ้าแน่ใจหรือ” เขาถามย้ำ คราวนี้มากกว่าครั้งแรกมาก ตั้งหนึ่งร้อยตำลึงทองเลยเชียว แต่เขาก็เงียบปากลงเมื่ออีกฝ่ายวางตั๋วเงินใบหนึ่ง
“แต่เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะลงเม่นหินผา ข้าขอเตือนเจ้าว่าให้ลงที่วิหคฟ้าแทนเถอะ”
“ทำไมเล่า?”
“เจ้าคงเพิ่งเคยมาที่หอลานประลองแห่งนี้กระมังถึงไม่รู้ว่าทั้งสองฝ่ายเคยประลองกันมาหลายหนแล้ว และวิหคฟ้าก็ชนะทุกครั้ง ข้าว่าครั้งนี้ก็คงเป็นวิหคฟ้าชนะตามเคย”
อ่อ เพราะเหตุนี้อัตราต่อรองถึงได้สูงนัก
“ขอบใจนะพี่ชาย แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่สนุกน่ะสิ” ซูเจินยังคงยืนยัน เขาจึงไม่ได้คัดค้านอะไรอีก จดตั๋วแล้วยื่นให้อีกใบ
“ถูกต้องหากไม่ได้ลุ้นก็ไม่สนุก แต่ถ้าไม่ชนะก็ไม่สนุกเช่นกันนะขอรับคุณหนู” เหวินอี้ที่เพิ่งมาถึงได้ไม่นานพูดขึ้น
“ทำไมเป็นเจ้า?”
“ข้าก็อยากจะเดิมพันบ้างน่ะขอรับ แหะๆ” เหวินอี้เกาท้ายทอยตัวเอง “ข้าเดิมพันด้วยร้อยตำลึงทอง แต่ลงฝั่งวิหคฟ้านะ”
เหวินอี้วางตั๋วเงินลงเช่นเดียวกับซูเจินก่อนหน้า ซูเจินมองที่ตั๋วใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“พวกเจ้าช่างมีเงินเหลือใช้จริงๆ ที่บ้านคงให้มาเยอะโขล่ะสิท่า” ซูเจินเหน็บแนม หยิบเงินทองใช้จ่ายได้คล่องมือไม่มีท่าทีเสียดายให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ชิชะ เดี๋ยวนางก็ออกกฎจำกัดส่วนแบ่งลงเสียหรอก
ว่าแต่...
“อะไรนะ เจ้าจะลงฝั่งวิหคฟ้า?”ซูเจินถามขึ้นเสียงสูง
“ใช่ขอรับ ข้าว่าวิหคฟ้าจะชนะแน่นอน” เหวินอี้ทุบอกบอกอย่างมั่นใจ
“แต่จือเหลียงบอกว่าเม่นหินผาจะชนะนะ จือเหลียงเป็นคนพูดเลยนะ!” เจ้าหมอนี่อยากจะเสียพนันหรืออย่างไรกัน
“เอ๊ะ แล้วอย่างไรขอรับ ไม่ใช่ว่าท่านจือเหลียงบอกว่าจะชนะก็จะชนะจริงๆเสียหน่อย” เหวินอี้ถามกลับอย่างงุนงง
ซูเจินมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ มีคนที่ไม่รู้ฉายาของเจ้าจือเหลียงอยู่ด้วยหรือนี่ หรือว่าจริงๆแล้วในหมู่บ้านเองก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องของจือเหลียง
“พวกเจ้าอยากจะเถียงกันก็ไปที่อื่น! พวกข้าจะได้ลงเดิมพันกันบ้าง ยืนเกะกะอยู่ได้เดี๋ยวก็หมดเวลาลงเดิมพันเสียก่อน” คนที่อยู่ด้านหลังเริ่มเอ่ยปากไล่ ทั้งยังผลักพวกนางออกให้พ้นทางด้วย
เหวินอี้กับซูเจินกระเด็นไปคนละทาง ยังดีที่นางได้สองสาวใช้ที่ยืนดูอยู่ข้างหลังรับเอาไว้ได้ทัน จึงไม่ได้ล้มลงไปเพราะยังไม่ทันได้ตั้งตัว
“หยาบคายเสียจริง!” หนิงจูบ่นใส่เขา เหวินอี้ปัดไหล่เสื้อที่ยับเล็กน้อยแล้วเดินมาสมทบกับนายหญิง เดินกลับไปหาคนอื่นๆที่เหลือ
“เหวินอี้ข้าจะบอกทุกคนไม่ให้เจ้าเบิกเงินสามเดือน” ซูเจินพูดแล้วเดินนำหน้าไป หากเขาใช้เงินหมดก่อนหน้านั้นแล้วล่ะก็นางจะสมน้ำหน้าให้
เหวินอี้ไม่เข้าใจว่าตนทำอันใดผิด เหตุใดนายหญิงจึงพูดแบบนั้นเล่า อีกอย่างเงินที่มารดาให้เขามาก็ยังเหลืออีกตั้งมาก ตั๋วเงินใบนั้นก็เป็นแค่ใบเดียวไม่ใช่หรือ? เขายังมีอีกตั้งหลายสิบใบ ภายในสามเดือนนี้อย่างไรเขาก็คงใช่ไม่หมดหรอก
ซูเจินเดิมกลับมารวมกลุ่มกับทุกคน เห็นมีคนอื่นยืนปะปนพูดคุยกับพวกจือเหลียงอยู่ด้วย รอบๆตัวเขาก็ถูกกั้นจากผู้คนอื่นหลายคน
“จือเหลียง เจ้านกแก้วเขียวนี่เป็นใครกัน คนรู้จักเจ้าหรือ?” ซูเจินพยายามพูดด้วยเสียงกระซิบ แต่อีกฝ่ายก็ยังอุตส่าห์หูดีใช้พัดชี้กลับ
“ข้าได้ยินนะ ว่าแต่เจ้าเป็นใครกันอีกล่ะเนี่ย?”
ซูเจินปัดพัดที่ชี้หน้านางออก “ข้ามากับพวกเขา เจ้านั่นแหละเป็นใคร?” ซูเจินถามกลับ
และก่อนที่จะเกิดศึกระหว่างทั้งคู่ จือเหลียงจึงพูดขึ้นเพื่อขัดขวาง เจ้าคนผู้นี้จะวางท่าใส่ใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับนายหญิงของเขา
“เขาชื่อหย่งเหลียนขอรับ จู่ๆก็เดินเข้ามาคุยด้วย พวกข้าก็ไม่รู้จักขอรับ” หย่งเหลียนได้แต่อ้าปากพะงาบๆกับคำตอบของอีกฝ่าย ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็ไม่เห็นต้องพูดถึงขนาดนั้นเลย!
“เหลียน? มาจากเหลียนฮวา? ชื่อเจ้าไม่เหมือนสตรีไปหน่อยหรือไง” ซูเจินเหน็บอีกฝ่าย
“ออกจะไพเราะ! เพราะตอนเด็กๆข้าป่วยบ่อยหรอกมารดาข้าจึงเปลี่ยนชื่อใหม่ให้”
“อ่อ...” เปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด แต่ไม่เห็นต้องแต่งตัวสีฉูดฉาดขนาดนี้เลย ต้องมั่นหน้าขนาดไหนกันถึงกล้าใส่
ก๊องๆๆ
เสียงระฆังหมดเวลาเดิมพันดังขึ้น พวกนางก็เลิกสนใจกันและหันไปสนใจบนเวทีแทน ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่พวกเขาคิด เมื่อมีเสียงระฆังพวกเขาทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าหากันทันที
วิหคฟ้าพุ่งเข้าโจมตีก่อน มันเป็นอสูรธาตุน้ำจึงพ้นลูกบอลน้ำขนาดใหญ่ใส่เม่นหินผา เม่นหินผาก็ม้วนตัวเป็นก้อนกลมๆกลิ้งหลบอย่างรวดเร็ว พอหลบพ้นมันก็สลัดขนที่เป็นหนามใส่อีกฝ่าย
แกวก!
วิหคฟ้าร้องด้วยความเจ็บปวด ผู้เป็นเจ้าของรีบออกคำสั่งให้ถอยออกมาก่อน พวกมันต่างถอยออกมาดูเชิงทั้งคู่
เฮ!
เสียงเฮก็ดังขึ้นมาอีก เมื่อเม่นหินผายืนขึ้นทำท่าทีกวนประสาทใส่อีกฝ่าย ดูเหมือนคราวนี้เม่นหินผาจะเริ่มต้นได้ดีกว่า
“เอาเลยเม่นหินผา!” ซูเจินร้องตะโกน หย่งเหลียนหันขวับแล้วป้องปากตะโกนทับ
“วิหคฟ้าเตะเจ้าเม่นนั่นออกนอกเวทีไปเลย!” ซูเจินเองก็หันมองอีกคนเช่นกัน เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านระหว่างคนทั้งคู่ พวกเขามองกันแล้วส่งเสียงอย่างไม่ยอมแพ้
ซิ่นทงได้แต่ภาวนาด้วยใจหวาดหวั่น ขอให้เม่นหินผาชนะทีเถิด ไม่เช่นนั้นเขากับน้องคงต้องหมดตัวกันแน่แล้ว
“คุณหนูเจ้าคะ...ดูนั่นเจ้าค่ะ” หนิงจูกระตุกแขนเสื้อของนายหญิงอย่างลืมตัว นางชี้ไปบนเวที ทำให้ซูเจินมองตามไป
เม่นหินผากำลังเสียท่าวิหคฟ้า วิหคฟ้าอาศัยว่าตัวใหญ่กว่าและบินบนฟ้าได้ บินขึ้นไปโฉบเม่นหินผาแล้วสะบัดกระแทกอีกฝ่ายลงกับพื้นเวที เม่นหินผาดูจะยังมึนงงแต่วิหคฟ้าไม่ปล่อยโอกาสปิดบัญชีไป มันตั้งใจบินเข้าชนเม่นหินผาด้วยกำลังทั้งหมด
“อย่างนั้น! เอาเลยวิหคฟ้า!” เหวินอี้กับหย่งเหลียนพูดขึ้นพร้อมกัน พวกเขาหันมองกันแล้วก็รู้สึกว่าเจอพวกเดียวกันจึงพยักหน้าให้กันแล้วตะโกน
“เอาชนะเจ้าเม่นนั่นเสีย” พวกเขาจะได้ชนะเดิมพัน
ซูเจินเกาะลูกกรงแน่น ไม่นะ เจ้าเม่นแกต้องชนะให้ได้นะ สู้เขาลูก เจ้านกนั่นมันไม่เท่าไหร่หรอก!
ซิ่นจงเองก็มองการต่อสู้ตรงหน้าตาไม่กะพริบเช่นกัน
ตู้ม!
วิหคฟ้าโฉบพุ่งลงอย่างแรง ฝุ่นผงคลุ้งตลบไปทั่วเวที เสียงโดยรอบเงียบลงลุ้นว่าเหตุการณ์บนเวทีเป็นอย่างไร วิหคฟ้าชนะแล้วหรือยัง หรือเม่นหินผาจะหลบได้กันแน่?