ตอนที่หนึ่งร้อยสิบสาม เซ็กเธาว์2
ครั้งพุทธกาลพระผู้มีพระภาคเจ้ายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้มีการทดสอบปราบม้าพยศแม้จะมีเจ้าชายที่เชี่ยวชาญการปราบม้าพยศก็ควบขี่ม้าตัวนั้นได้เพียงแค่ชั่วครู่ก่อนที่จะถูกสะบัดตกลงไป
มีแต่เจ้าชายสิทธัตถะที่ใช้วาจาอ่อนหวานและความอ่อนโยนปลอบประโลมม้าพยศและสามารถขี่ม้าวิ่งเหยาะๆไปโดยไม่ถูกสะบัดตกได้
แสดงถึงความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่นของเจ้าชายสิทธัตถะที่เก่งกว่าแม้แต่เจ้าชายที่เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆอย่างการขี่ม้า
รวมไปถึงการฟันดาบไปที่ต้นไม้จนลมพัดผ่านต้นไม้ถึงค่อยหักโค่นลงมาเป็นรอยผ่าเรียบเนียนเหมือนกับผ่าเนยที่แม้แต่เตียบ่อกี้ยังยอมรับว่าทำไม่ได้
ว่าเจ้าชายสิทธัตถะทำได้ทุกอย่างที่ว่ามานี้“ก่อน” ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
จนค่อนข้างสงสัยว่าเราจะลุ้นให้ตื่นเต้นไปทำไมในตอนที่องคุลีมารพยายามจะสังหารพระพุทธเจ้า
เหมือนกับเราจะตื่นเต้นว่าพี่น้องสกุลบู๊พยายามจะสังหารเตียบ่อกี้
หรือเด็กฉลาดบ้านนอกจะมาลอบสังหารองค์ชายแห่งนครหลวงนั่นล่ะ
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังดีอยู่แล้ว
ดังนั้นแผนการของผมที่พยายามจะปลอบโยนเกลี้ยกล่อมเซ็กเธาว์ให้ยอมให้ผมขี่อย่างสงบและอ่อนโยนจบลงด้วยความล้มเหลวโดยการที่เซ็กเธาว์ใช้ฝ่าเท้าที่ใหญ่แทยจะเท่าหัวของคนทั่วไปถีบมาที่หน้าของผมและเวลาที่มันยกตัวขึ้นเรียกว่าสูงกว่าสามเมตรทีเดียว
ผมที่กระเด็นออกมาได้คิดแล้วว่า
หากเราไม่ใช่คนเก่งปานพระพุทธเจ้าอย่าไปเลียนแบบท่าน
ว่าอัจฉริยะแห่งยุคนั้นเอาคนธรรมดาไปเปรียบเทียบคนธรรมดาจะช้ำใจไปเปล่าๆ
ผมมองดูเซ็กเธาว์อีกครั้งในขณะที่พลิกตัวลดแรงปะทะ
ลมหายใจของมันฟืดฟาดออกมาเป็นไอร้อนราวกับจะพวยพุ่ง
เจ้ากระต่ายแดงตัวนี้ยังสง่างามแม้จะถูกโซ่ล่ามมัดทั้งตัว
สีหน้าและจิตใจแสดงความไม่ยอมสยบสมกับเป็นม้าในตำนาน
แต่ทว่า
“เจ้าอ่อนแอ”
ผมเดินเข้าไปอีกครั้งใช้พลังจิตสื่อสารความรู้สึกพยายามทำความเข้าใจต่อเซ็กเธาว์
“เจ้าไม่ใช่พ่อของเจ้าที่สามารถวิ่งไปมาได้อย่างเสรีไม่มีใครสามารถจับหรือควบคุมได้”
ผมจับโซ่ที่ล่ามเซ็กเธาว์เอาไว้เมื่อมันฟังคำพูดของผมและจ้องมองมาอย่างโกรธแค้น
“เจ้าแค้นคนรอบข้างและแค้นความอ่อนแอของตนเอง”
ผมเอามือตับหัวของเซ็กเธาว์ที่หายใจฟืดฟาด
“มากับข้าเถอะหาความแข็งแกร่งไปด้วยกัน”
ผมกล่าวต่อเซ็กเธาว์ที่โกรธแค้นทุกคนในโลกใบนี้