มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 42 สำแดงฝีมือ

             "โอสถซี่หยวน !!.... เป็นโอสถยกระดับปราณระดับสาม..เป็นโอสถระดับสูง !!....โอ้..!! ข้ารวยแล้ว ๆ ๆ ต้องเป็นเทพยดามาโปรดข้าแน่แล้ว!! " 

     

            พ่อค้ากู่ร้องขึ้นด้วยความดีใจจนเกือบหัวใจวายพร้อมหันหน้าก้มกายคุกเข่าหมอบกราบไปยังทิศทางที่กังหลงเดินหายลับไป จวบจนพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณใกล้เคียงและผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมาดูพร้อมแสดงสีหน้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อค้าขายของเก่าผู้นี้...

     

            กังหลงเดินจากไปโดยหาทราบไม่ว่าโอสถซี่หยวนที่ตนปรุงสำเร็จอย่างง่ายดายนั้นจะมีค่าปานใดในปัจจุบันนี้...เนื่องด้วยก่อนหน้านั้นตนอ่อนด้อยทั้งพลังฝึกปรือด้อยทั้งความสามารถทางโอสถ และด้อยทั้งประสบการณ์ในวงนักเลง  ....

     

            ในอดีตตอนที่ตนอยู่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดก็เคยหันไปสนใจศึกษาทางด้านโอสถจากบิดาและจากคัมภีร์โอสถของตระกูลที่สืบทอดมาแต่โบราณบ้าง...อันตำรานั้นลึกล้ำแม้กังหยางผู้เป็นบิดาก็สามารถเรียนรู้ได้เพียงผิวเผิน...

     

            ตนเองยามนั้นท้อถอยและสิ้นหวังในการฝึกปรือด้านการเพิ่มระดับปราณยุทธเพียงหันมาศึกษาด้านโอสถหวังเพื่อช่วยบิดาและเพื่อคลายความสิ้นหวังอันปล่าวเปลี่ยว

     

            ด้วยความมุ่งมั่นขณะนั้นตนเองกลับมีความสามารถก้าวล้ำเหนือผู้เป็นบิดาไปเนื่องจากสามารถปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำได้สำเร็จซึ่งหากได้เข้ารับการทดสอบโดยสมาคมโอสถต้องสามารถได้รับตรานักปรุงโอสถระดับต่ำมาได้อย่างแน่นอน...

     

            แต่ ณปัจจุบันนี้ ด้วยวาสนา เพียงหนึ่งในสิบที่ได้รับจากการค่อย ๆย่อยเม็ดพลังความรู้ทั้งด้านโอสถด้านวิชาฝีมือ ประสบการณ์ต่าง ๆรวมทั้งสิ่งล้ำค่าอันหลากหลายในตำหนักนิลกาลจน์ ที่ผู้เฒ่าเทียนคงมอบให้ไว้

     

            หลังจากได้ฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมา  กลับทำให้กังหลงที่มีอายุเพียงสิบห้าปีกว่าสามารถปรุงโอสถระดับห้าขั้นต่ำได้สำเร็จและระดับปราณยุทธที่แท้จริงหากถูกเปิดเผยขึ้นย่อมอยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุด

     

            สิ่งเหล่านี้หากเป็นที่รับทราบกันว่าเกิดขึ้นกับผู้เยาว์วัยเพียงสิบห้าปีไม่ทราบจะสร้างความแตกตื่นโกลาหลขึ้นมากมายปานใด 

     

            กังหลงหาทราบไม่ว่า บัดนี้หากตนจะแสดงความสามารถด้านใด ๆออกมาล้วนย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้แก้ผู้คนมากมายขนาดไหน  และเช่นกันโอสถเม็ดนั้นที่กังหลงได้มอบให้พ่อค้าก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหล่านี้แล้ว  

     

            กังหลงเมื่อทราบข้อมูลต่าง ๆจากพ่อค้าก็มีความสนใจ พึมพำขึ้น

     

            "จตุรนามช่างน่าสนใจงานของสมาคมโอสถก็น่าสนใจ ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำตอนนี้ลองดูหน่อยก็มิเป็นไรเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจและอาจได้ตอบแทนมิแน่ว่าอาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง "

     

            หลังจากแยกจากพ่อค้ากังหลงก็ได้เดินทางหาสถานที่เพื่อเป็นที่พักแรมบัดนี้ร้านรวงห้องหอที่พักต่างในเมืองล้วนคราคร่ำเต็มไปด้วยผู้คนจากสารทิศต่าง ๆที่เข้ามาจับจองห้องพักกันเต็มเกือบทุกที่

     

            หลังจากเดินหาอยู่พักใหญ่ ก็เจอกับโรงเตี้ยมดูหรูหราแห่งหนึ่งมีป้ายขึ้นไว้ว่า "โรงเตี้ยมแชน์ฮ๊วง"ผู้คนในที่แห่งนี้กลับมีน้อยกว่าสถานที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา

     

            กังหลงไม่ชอบสถานที่มีผู้คนพลุ่นพล่าน อยากหาสถานที่ ๆ สงบเพื่อพักผ่อนและได้ใช่เวลาฝึกปรือปราณยุทธไปในตัวไปด้วยหน้าโรงเตี้ยมมีพนักงานแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงคล้ายเป็นนักสู้ผู้หนึ่งยืนอยู่เห็นเช่นนี้จึงตรงเข้าไปเพื่อสอบถาม

     

            "พี่ท่านไม่ทราบสถานที่นี้ยังมีห้องพักว่างหรือไม่ ข้าอยากขอเข้าพักสักชั่วระยะเวลาหนึ่ง" 

     

            กังหลงกล่าวถามเช่นนั้นเนื่องจากได้ทราบข้อมูลที่สำคัญของเมืองเหอหนานและเหตุการณ์การจัดงานของสมาคมโอสถที่จะเกิดขึ้น

     

            เมื่อครานี้มีโอกาสผ่านมาพบเจอเข้า ก็คิดจะอยู่ชมดูเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ผู้รับใช้เมื่อได้ยินเช่นนั้นชำเลืองมองมานิดหนึ่ง

     

            เมื่อเห็นว่าผู้ที่กล่าวเป็นเพียงบุรุษหนุ่มอ่อนวัยท่าทางสำอางแต่งตัวธรรมดาก็มิใคร่ให้ความสนใจนัก เห็นชายหนุ่มตรงหน้าพูดจาอ่อนน้อมสุภาพก็เพีงตอบไปตามมารยาทว่า

     

            "โรงเตี้ยมแชน์ฮ๊วงเป็นโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของเมืองเหอหนาน ย่อมเป็นที่พักสำหรับแขกผู้มีเกียรติและชาวยุทธผู้เลื่องชื่อ หากท่านมีทรัพย์สินมากพอก็ย่อมเข้าพักได้ตามต้องการเช่นกัน"

     

            พูดจบก็ยืนหลับตาต่อเหมือนทหารยาม กิริยาท่าทางเหมือนจะมองว่าเด็กหนุ่มอ่อนวัยท่าทางสำอางค์ที่แต่งตัวธรรมดาเบื้องหน้าผู้นี้

     

            ลักษณะการแต่งกายที่เห็น คงมิใช่บุตรหลานของตระกูลเศรษฐีและคงมิใช่ชาวยุทธผู้มีฝีมือเป็นแน่แท้คงไม่มีปัญญาจะใช้จ่ายในโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งอันเลื่องชื่อของเมืองเหอหนานเป็นแน่แท้

     

            กังหลงเห็นเช่นนั้นก็มิสนใจแต่ก็มิใคร่พอใจในท่าทีของคนผู้นี้ที่แสดงออกต่อตนจึงแสร้งโคจรลมปราณแล้วพุ่งทะยานหายวับไปภายในพริบตาจากหน้าพนักงานไปปรากฏตัวต่อหน้าชายสูงอายุซึ่งมีลักษณะคล้ายเถ้าแก่ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณสามสิบก้าว

     

            "ฟุ่บ"

     

            สิ้นเสียงคล้ายลมพัด พนักงานที่แต่งตัวคล้ายนักสู้ผู้นั้นพลันลืมตาขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหนุ่มอ่อนวัยท่าทางสำอางค์แต่งตัวธรรมดาซึ่งเคยยืนอยู่ตรงหน้าตนก่อนหน้านี้เพียงชั่วกระพริบตากลับได้หายวับ ทั้งยังไปปรากฎตัวอยู่ภายในโรงเตี้ยมต่อหน้าเถ้าแก่ที่อยู่ห่างไปจากตนประมาณสามสิบก้าวก็ตื่นตระหนกจนเหงื่อกาฬเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง

     

            ตนที่มีอายุสามสิบกว่าปีมีปราณยุทธระดับขุนพลระดับสามขั้นสุดถือว่าเป็นชาวยุทธทั่วไปที่พอมีฝีมือของเมืองเหอหนานแต่กลับมองไม่ออกว่าเด็กหนุ่มอ่อนวัยท่าทางสำอางค์แต่งตัวธรรมดาซึ่งเคยยืนอยู่ตรงหน้าก่อนหน้านี้กลับจะเป็นชาวยุทธที่มีพลังฝีมือสูงล้ำไปได้ 

     

            และด้วยความเร็วเฉกเช่นที่บุรุษหนุ่มแสดงออกมา ตนเองคงมิอาจสามารถกระทำได้เป็นแน่ ดูแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้นับว่าเป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บระดับปราณยุทธต้องไม่ต่ำกว่าปราณขุนพลระดับห้าขึ้นไปเป็นแน่แท้ ครานี้ตนได้ล่วงเกินชาวยุทธผู้หนึ่งเข้าให้แล้ว เพียงตัดสินผู้คนแค่จากรูปกายภายนอกเท่านั้นคิดได้เช่นนั้นก็กลับหน้าซีดเซียวลงเหงื่อยิ่งไหลออกมาจนทำให้ตัวเปียกชุ่ม !! พร้อมรำพึงในใจ

     

            "สวรรค์!! ไม่นึกว่า เด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้จะมีความรวดเร็วเช่นนี้ได้ด้วยความเร็วระดับนี้ต้องมีระดับปราณยุทธที่สูงล้ำถึงระดับปราณขุนพลระดับห้าถึงจะกระทำได้...ไม่ทราบตัวประหลาดใดสั่งสอนศิษย์เช่นนี้ออกมา !!"

     

            พนักงานนั้นยังไม่ทราบว่ากังหลงเพียงโคจรลมปราณใช้พลังเพียงแค่หนึ่งในสิบของทั้งหมดที่มีเท่านั้น หากกังหลงแสดงฝีมืออย่างสุดกำลังและใช้ความสามารถของปีกฟ้าวายุคำรณด้วยแล้วละก็มันคงต้องตกใจจนอุจจาระปัสสาวะราดเป็นแน่

     

            ฝ่ายเถ้าแก่โรงเตี้ยมก็หาใช่คนธรรมดาไม่..อดีตนั้นเคยเป็นผู้เยี่ยมยุทธระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสี่ นามว่า จางลี่ฉายาขวานมหากาฬ ผู้ยึดถือคุณธรรมน้ำมิตรเป็นที่ตั้ง ...

     

            จางลี่เคยใช้ฝีมืออันลือลั่นถือขวานมหากาฬบุกเดี่ยวกวาดล้างทำลายกลุ่มโจรป่าห้าทมิฬอันเลื่องชื่อในเรื่องความโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งที่บุกปล้นฆ่ามิตรสหายที่เป็นพ่อค้าผู้เคยมีพระคุณต่อตนจนสิ้นชีพไป

     

            การกระทำครานั้นจางลี่ได้สังหารกลุ่มโจรห้าทมิฬที่มีหัวหน้าถึงห้าคนและเป็นกลุ่มหัวหน้าโจรที่มีปราณยุทธระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดทั้งห้าคนโดยได้สังหารไปพร้อมบริวารรวมแล้วเป็นจำนวนกว่าหนึ่งร้อยชีวิต จนหมดสิ้นในคราเดียว