บทที่ 8ผลประหลาด
แม้ทักษะจะดีเลิศมากเพียงใด แต่ด้วยร่างกายคล้ายจะไม่สมประกอบดีร่างนี้ ดูแล้วหมิงเหม่ยคงต้องใช้เวลาพอควรเลยที่เดียวกว่าจะคุ้นชินกับมัน ไม่ต้องกล่าวถึงการรบราฆ่าฟันกับใครเลย เพียงกระต่ายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังยืนจ้องมองนางอยู่ในตอนนี้ ก็ไม่รู้เลยว่านางจะจัดการกับมันอย่างไรดี
ทันใดนั้น. .
หมิงเหม่ยพลันรวบรวมกำลังเพื่อที่ยืนหยัดด้วยสองขาของตนอีกครั้ง อ่า. .. ดูท่าแล้วขาทั้งสองข้างนี้ คงมิได้เดินทางไปไหนมาไหนบ่อยครั้งนัก ดูเอาเถิด. .. กล้ามเนื้อแม้สักนิดยังมิอาจมองเห็นจากเรือนขางามทั้งสองข้างนี้ได้เลย แต่กระนั้นสิ่งที่สะดุดตาอย่างที่สุด สมควรยิ่งนักที่จะเป็นผิวกายของร่างนี้ เพราะมันทั้งขาวบริสุทธิ์ทั้งยังใสกระจ่างชวนถนุถนอมอยู่มากเลยทีเดียว
แม้หมิงเหม่ยเองยังแอบสงสัยว่าร่างกายร่างนี้ นางเคยโดนแสงตะวันแตะต้องนางหรือไม่ ?
จากนั้นหมิงเหม่ยพลันแหงนมองขึ้นไปยังเบื้องบน ยังจุดที่นางคาดวง่าเป็นจุดที่นางถูกกระแสน้ำเชี่ยวกราก ฉุดคร่าให้นางร่วงหล่นลงมา ชั่วขณะนั้นดวงตาราวแสงจันทราพลันเหม่อลอยอยู่ครู่ พร้อมเสียงทอดถอนหายใจเบา ๆ มันช่างสูงชันยิ่งนัก สูงชันเกินกว่าจะจินตนาการได้ ปาฏิหาริย์แล้ว !! ปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่นางร่วงหล่นลงมาจนยืนได้อีกครั้งในปัจจุบัน ด้วยสภาพร่างกายที่ยังครบถ้วนทั้งสามสิบสอง
สายตาของหญิงสาวพลันเคลื่อนย้ายอีกครั้ง นางมองไปยังผิวน้ำที่ดูจะเงียบสงบ ห่างจากปลายเท้าของนางออกไปราวหนึ่งฉื่อ (ประมาณ 22 – 23 เซนติเมตร ) อันเป็นภาพสะท้อนของหญิงสาวที่งดงามยิ่งนัก มองไปช่างคล้ายกับนางอัปสรสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงจากชั้นฟ้าเบื้องบนเลยทีเดียว
ใบหน้าเรียวเล็กน่าสัมผัส ดวงตางดงามเฉกเช่นดวงดาราทอประกาย คิ้วโค้งงอนราวจันทร์เสี้ยว จมูกโด่งเชิดได้รูป พร้อมด้วยริมฝีปากอวบอิ่มน่าจุมพิตนั้น ต่างหลอมรวมให้ใบหน้างามล้ำนี้สามารถแช่แข็งดวงใจแกร่งของบุรุษเพศทุกผู้คนได้อย่างง่ายดาย และนั่นก็ยังไม่นับรวมส่วนเว้าส่วนโค้งที่ดูสมบูรณ์แบบของนาง ทั้งผิวกายขาวสะอาดราวหิมะ ที่กอปรให้นางกลายเป็นดั่ง เทพธิดาผู้ร่วงหล่นลงจากชั้นฟ้า ความงดงามที่ต้องตาต้องใจชายทุกผู้ได้อย่างหมดสิ้น
ในหัวสมองของหมิงเหม่ยพลันคิด ด้วยความนี้แม้จะมิได้มีพลังเวทย์ศาสตราอันใดนั่นก็จริง แต่หากมีผู้ใดได้พบพาน ชื่อเสียงของเยว่หมิงเหม่ยในกาลก่อน ย่อมขจรไปไกลยังต่างแคว้นเป็นแน่ นางคงมิอาจหาความสงบสุขในชีวิตของนางได้อีก แต่กระนั้นคงต้องขอบพระคุณในความกรุณาของตระกูลเยว่ ที่กักขังนางเอาไว้ให้อยู่ภายในเรือนมากว่าสิบห้าหนาว นางมิเคยแม้แต่จะเหยียบพ้นเรือนของนางหรือเรือนใหญ่ นั่นจึงมิเคยมีผู้ใดพบพานกับรูปโฉมล่มแคว้นล่มนครนี้ นอกไปจากตระกูลเยว่เพียงฝ่ายเดียว
“อ่า. .. คิดไปก็มากความ. .. ณ ตอนนี้ข้าควรจะทำสิ่งใดก่อนดี ?”
หมิงเหม่ยกล่าวออกมาเบา ๆ นางมองไปทั่วทั้งบริเวณ นอกไปจากทางด้านหลังนางนี้ พื้นที่แทบทั้งหมดล้วนเป็นเพียงสายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลไปยังทิศทางเดิม ๆ ตามวัฏจักรที่เคยเป็นมา ส่วนอีกฝั่งของแม่น้ำสายนี้ นางล้วนมิอาจพบพานได้เลย อันเกิดจากหมอกทึบที่ปิดกั้นการมองเห็นของนางเอาไว้
ส่วนด้านหลังนั้น มองไปแล้วดูคล้ายผืนป่าที่ดูธรรมดาผืนหนึ่ง แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ตามภาพจำในอดีตของเยว่หมิงเหม่ย หมิงเหม่ยในครานี้นางล้วนทราบดีถึงความอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผืนป่าขนาดใหญ่เบื้องหน้านาง มันคือป่าที่สามารถกลืนกินชีวิตผู้คนได้อยู่เสมอ
ขณะที่ทางขวานั้นดูแล้วคล้ายจะเป็นเจ้ากระต่ายป่าสีขาวโพลนท่าทางซุกซนตนหนึ่งเจ้านี่ดูคล้ายจะมิได้หวาดกลัวมนุษย์เลย ซ้ำร้ายมันยังเมียงมองมายังเหมิงเหม่ยอยู่เสมอด้วยแววตาสุกใสกระจ่าง น่ารักน่าเอ็นดู ทั้งยังไร้เดียงสามิต่างอันใดกับเด็กตัวเล็ก ๆ
เสี้ยวหนึ่งหมิงเหม่ยคิดจะจับเจ้ากระต่ายป่าตนนั้นกิน เพื่อประทังความหิวของนาง แต่แล้วเมื่อพบกับดวงตาแสนไร้เดียงสาคู่นั้น นางก็มิได้คิดจะลงมือกับมันอีก แต่ส่วนหนึ่งแล้วนั่นอาจเป็นเพราะนางรู้ดีเสียมากกว่า ว่าในครานี้นางยังไม่มีกำลังมากพอที่จะจัดการกับมันได้
ไม่ต้องกล่าวถึงกระต่ายป่าที่มีความรวดเร็วเป็นทุนเดิมแล้วเลย ด้วยพละกำลังและเรี่ยวแรงในตอนนี้ของนาง เกรงว่าไก่ป่าแค่เพียงสักตัว ก็นับว่ายังห่างไกลมากเกินไป
เมื่อได้มองถึงความสูงชันของน้ำตกสวรรค์หม่าซือนี่แล้ว ความคิดที่จะปีนป่ายขึ้นไปยังด้านบนนั้น ย่อมตัดทิ้งไปได้เลย ความสูงระดับนี้แม้แต่นางในโลกเก่าก็ใช่ว่าจะสามารถปีนป่ายขึ้นไปได้ ขณะเดียวกันนางก็ยังกังวลถึงสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าทางด้านหลัง กอปรกับนางมิได้รู้จักเส้นทางภายในป่าเจ็ดดารานี้อีก นางจึงเกรงว่าหากเข้าไปแล้วนางเองคงมิได้หวนคืนกลับออกมาได้อีกเป็นแน่
เช่นนั้นแล้วนางจึงพยายามมองหาทุกสิ่งในสถานที่แห่งนี้ ที่นางสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ พลางเฝ้าระวังถึงสิ่งที่นางคาดหวังว่าคงมิได้พบเจอกับมัน อสูรที่สามารถฆ่าคนได้ในพริบตาเหล่านั้น หากเป็นนางในตอนนี้อาจรับมือพวกมันได้ราวครึ่งก้านธูปเท่านั้น
.
.
.
สวบบ. .. สวบบบ. ..
ไม้แหลมพอดีมือต่างทิ่มแทงลงไปในผืนน้ำอย่างหนักหน่วง เป้าหมายนั้นล้วนมิใช่สิ่งใด นอกจากเจ้าปลาราวสามสี่ตัวที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำด้วยความสำราญใจ ไม้แหลมเหล่านั้นแม้จะรวดเร็วและแม่นยำ แต่นั่นย่อมมิอาจแตะต้องได้แม้แต่เกล็ดของปลาเหล่านั้น ความรวดเร็วยามอยู่ในธาราของพวกมันนั้นนับว่าเลิศล้ำอยู่มาก
“คงต้องเร็วกว่านี้สินะ” หมิงเหม่ยกล่าวออกมา ในขณะมือข้างซ้ายของนางพลันปาดเหงื่อที่เกาะกุมตามใบหน้าออกไป ส่วนมือขวานั้นยังคงกระชับไปยังไม้แหลมที่ถูกเหลาอย่างคมกริบเป็นอย่างดี
นานแล้วทีเดียวที่หมิงเหม่ยออกล่าเจ้าปลาพวกนี้เพื่อปลดเปลื้องความหิวกระหายของนางเอง น้ำจืดนั้นล้วนมิได้มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะด้านหน้าของนาง สายน้ำนี้นั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่โตอย่างมาก ปัญหาหลักแล้วคงหนีไม่พ้นอาหารที่จะทำให้ร่างกายนี้กลับมามีแรงมากขึ้นเสียมากกว่า
เจ้าปลาพวกนี้นับว่ามีความรวดเร็วอย่างมาก ดวงตาของหมิงเหม่ยนั้นสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันได้อย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก แต่กระนั้นร่างกายของนางกลับมิอาจตอบสนองได้อย่างทันท่วงที เป็นเหตุให้การโจมตีทุกครา คมของไม้แหลมนั่นจึงมิอาจแตะต้องแม้เกล็ดสีเงินของเจ้าปลาเหล่านั้นได้เลย
แจ๊บบ. .. แจ๊บบ. ..
ขณะเดียวกันเจ้ากระต่ายป่านั่น กลับยืนห่างออกไปไม่ไกลนัก ปากเล็ก ๆ ของมันกำลังเคี้ยวผลไม้ป่าชนิดหนึ่งอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาสีแดงจดจ้องไปยังร่างหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งกำลังแทงไม้แหลม ๆ ลงไปยังผืนน้ำอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความฉงนสงสัย
.
.
.
หลังผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม หมิงเหม่ยที่ดูจะเหนื่อยล้าอยู่พอควรทั้งยังมิประสบความสำเร็จในล่าเจ้าปลานั่นเลย พลันเดินกลับเข้าฝั่งอีกครั้ง นางทิ้งกายนั่งลงยังผืนหญ้าบริเวณชายป่าด้วยความฉุนเฉียวเล็ก ๆ ช่างเป็นเจ้าปลาที่จัดการได้ยากเสียจริง คราที่คิดว่ามันจะหยุดเคลื่อนไหวมันกลับโผล่พรวดไปอีกทางหนึ่งราวก้าวกระโดดอยู่ร่ำไป โดยที่หมิงเหม่ยมิได้ทราบเลยว่าเจ้าปลานี่ มันมีทักษะพิเศษอยู่หนึ่งประการ คล้ายกับการก้าวพริบตาที่สามารถส่งร่างของมันให้โผล่พรวดไปอีกพื้นที่หนึ่งได้หากมันต้องการ ทั้งยังเป็นความสามารถที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้ที่คิดจะล่าพวกมันอย่างมาก
นั่นเองจึงทำให้พวกมันมิได้สนใจบรรดานักล่าที่หมายปองเนื้ออันโอชะของมันเลย กลับกันดูท่าแล้วมันจะหยอกล้อกับผู้ล่ามานักต่อนักจนชาชินเสียแล้ว ซึ่งครานี้ก็เป็นหมิงเหม่ยเองที่เป็นนักล่าผู้โชคร้ายรายล่าสุด
ขลุกกก. .. ขลุกกก. ..
พลันกลับปรากฏบางสิ่งบางอย่างกลิ้งขลุก ๆ มายังด้านข้างร่างของหมิงเหม่ยอย่างช้า ๆ มองดูแล้วคล้ายผลแตงโมในโลกเดิมของหมิงเหม่ยยิ่งนัก ต่างกันเพียงด้านนอกของมันนั้น มีสีเหลืองอ่อนแกมด้วยสีเขียวประปรายแทน
“เจ้าต้องการให้ข้าทานมันหรือ กระต่ายน้อย ?” มองไปเห็นเจ้ากระต่ายยืนนิ่งอยู่ด้านหลังของผลประหลาดนั้น ณ ตอนนั้นดูคล้ายมันกำลังดุนหัวไปยังเจ้าผลประหลาด พยายามที่จะเชื้อเชิญให้หมิงเหม่ยได้ลิ้มลองมัน คราแรกหมิงเหม่ยยังลังเลอยู่บ้าง นางมิอาจรู้ได้ว่าผลนี่มีพิษร้ายหรือไม่ ทั้งในภาพจำของหมิงเหม่ยคนก่อน นางเองยังไม่เคยพบเจอผลประหลาดนี่เลยแม้แต่หนเดียว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เจ้ากระต่ายป่านั้นก็ยังคงเชื้อเชิญนางอยู่ไม่เลิก นอกจากนั้นมันยังผลุบโผล่ ๆ พลางกลับมาอีกครั้งด้วยผลประหลาดในรูปแบบเดิม ที่มากขึ้นจากหนึ่งเป็นสอง หมิงเหม่ยรู้สึกสงสัยยิ่งนักว่าเจ้ากระต่ายน้อยกำลังจะทำสิ่งใดกันแน่
และตอนนั้นเอง ที่เจ้ากระต่ายน้อยกัดกินลงไปในผลประหลาดอีกลูกหนึ่ง มันสามารถผ่าครึ่งเจ้าผลประหลาดนั่นอย่างง่ายดาย ราวผ่ากระดาษแผ่นบาง ๆ เท่านั้น ทำเอาหมิงเหม่ยรู้เลยว่าเจ้ากระต่ายน้อยที่ดูจะไร้พิษสงนี้ แท้จริงแล้วมันเองมิได้อ่อนแอเลยแต่อย่างใด อ่า. .. ณ โลกแห่งนี้ ความแข็งแกร่งคงมิอาจตัดสินจากลักษณะภายนอกได้เลยงั้นสินะ
ง่ำ. ..ง่ำ. ..ง่ำ
กระต่ายน้อยมุดหน้าลงไปในผลประหลาดนั่นพลางสวาปามเนื้อในของผลประหลาดเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย ผลประหลาดที่ถูกผ่าครึ่งนั้นเผยให้เห็นเนื้อในสีขาวสะอาด ที่ราวกับกำลังแผ่ไอเย็นออกมาอยู่มาก กลิ่นหอมของเจ้าผลนี่คล้ายถูกระเบิดออกมา มันตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ แม้หมิงเหม่ยเองยังรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ก่อนจะปรับอาการให้กลับมาเป็นปกติในท้ายที่สุด
ขลุก. .. ขลุก. ..
เจ้ากระต่ายเงยหน้าของมันขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีแดงดุจเปลวเพลิงทั้งสองต่างมองประสานกับดวงตาของหมิงเหม่ย จากนั้นมันก็ผลักเจ้าผลประหลาดผลก่อนหน้านี้มาทางหมิงเหม่ย เพื่อเชื้อเชิญให้นางได้รองลิ้มลองรสชาติของเจ้าผลประหลาดนี่ ดั่งที่มันแสดงออกมาให้เห็นหมิงเหม่ยได้เห็น
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดแล้วหมิงเหม่ยจึงตัดสินใจเอื้อมมือเรียวงามที่ใสสะอาดไร้ซึ่งมลทินใด ๆ ไปทางด้านข้างของนาง พลางหยิบเจ้าผลประหลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือราวเท่าครึ่งขึ้นมา จากนั้นนางก็ใช้ดาบสีเงินเล่มเล็ก ๆ จากประกาศิตสีเลือดเพื่อผ่าครึ่งของเจ้าผลประหลาดนั่น
อืมมม. ... มันค่อนข้างเหนียวอยู่มากเลยทีเดียว หมิงเหม่ยรู้สึกว่าการผ่าทะลวงแบ่งครึ่งมันนั้น คล้ายนางใช้ดาบสีเงินผ่าลงไปยังก้อนหินแข็ง ๆ ก้อนหนึ่งเลย แต่กระนั้นด้วยความสามารถของเจ้าดาบสีเงินที่สามารถตัดผ่านได้เกือบทุกสิ่ง ผลประหลาดนั่นล้วนถูกผ่าเป็นสองซีกในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
“หอม. .. หอมยิ่งนัก นอกจากนี้ยังปรากฎไอเย็นออกมาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว หรือเจ้านี่. .. จะมิใช่ผลประหลาดธรรมดา ๆ เสียแล้ว”
ความหอมแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณ ครานี้อยู่ใกล้ใบหน้านางราวฝ่ามือเศษเท่านั้น นางจึงเผชิญหน้ากับความหอมนั่นได้อย่างชัดเจนมากนัก นอกจากนี้อีกประการที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ไอเย็นมหาศาลที่เหมือนจะแอบซ่อนอยู่ภายในมาอย่างยาวนานที่อยู่ ๆ ก็ระเบิดออกมาให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก ณ ตอนนั้นหมิงเหม่ยรู้สึกว่า เจ้านี่. ..คงมิใช่ผลประหลาดธรรมดา ๆ เสียแล้ว
กรุบบ. ..
อึดใจเดียวต่อมาริมฝีปากงามของนาง ที่เต็มไปด้วยฟันสีขาวดุจใยไหมเรียงรายอย่างสวยงามนั้น ก็พลันบรรจงกัดลงไปยังเนื้อผลประหลาดที่มีสีขาวสะอาดตานั่นในทันที วินาทีนั้นนางรู้สึกราวกำลังกัดกินเนื้อในของแตงโมอย่างไม่มีผิด มันหวาน และเย็นนัก เลิศรสยิ่ง !! นี่คงกล่าวถึงเนื้อในของเจ้าผลประหลาดนี่ได้ดีที่สุด
กระต่ายน้อยที่กำลังกัดกินเจ้าผลนั่นเช่นเดียวกับนางนั้น พลางเอียงคอมองทำหน้าฉงนด้วยความสงสัย ในใจมันคงครุ่นคิด นี่ก็แค่ผลไม้ธรรมดา ๆ เหตุใดมนุษย์นางนี้จึงได้สุขสมอารมณ์เช่นนี้มากนัก ?
“อ่ะ. .. นี่มัน . .. เป็นไปได้หรือนี่ !!”
พริบตาต่อมาหมิงเหม่ยรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างนางได้อย่างเด่นชัดมากนัก ไอเย็นที่ส่งตรงจากเนื้อในของผลประหลาดนั่นพลันแพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างของนางอย่างประหลาด ความเหนื่อยอ่อน อาการบาดเจ็บ ความล้าสะสม ความหิวโหยหรือแม้แต่เหงื่อไคลพลันเลือนหายไปอย่างปลิดทิ้ง ราวทุกสิ่งถูกเติมเต็ม แก้ไข และได้รับการชำระล้าง จากเจ้าผลประหลาดนี่ อย่างที่คิด. .. อย่างที่คิดจริง ๆ มันมิใช่ผลประหลาดธรรมดาสามัญเลยแม้แต่น้อย
โดยที่หมิงเหม่ยหรือแม้แต่เยว่หมิงเหม่ยเองมิอาจรู้ได้ ผลประหลาดนี่ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่หายากที่สุดในป่าเจ็ดดาราเลยก็ว่าได้ ราคาของมันนั้นสูงค่าอย่างมากเกินกว่าจะจินตนาการ ซึ่งนั่นย่อมสมควรแล้วกับคุณภาพเหนือประมาณของมัน กล่าวคือมันสามารถรักษาอาการบาดเจ็บทุกสิ่ง หรือแม้แต่พิษร้ายให้หายขาดหากทานเข้าไปเพียงครึ่งซีก นอกจากนั้นไอเย็นที่สะสมมานับร้อยนับพันปีของมัน ยังเป็นพลังงานที่น่าอัศจรรย์สามารถเสริมพลังเวทย์ศาสตราให้ผู้ฝึกตนได้มากยิ่งนัก
ในเวลาเดียวกันกับที่นางและเจ้ากระต่ายน้อยกำลังสวาปามเจ้าผลประหลาดนั่นอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น ทางแผ่นหลังของนางที่ขาวใสไร้รอยใด ๆ กลับเริ่มปรากฏอักขระสีทองอย่างช้า ๆ ร่องรอยเคลื่อนคล้อยไปมาอย่างน่าดูชม แต่เจ้าของร่างนั้นกลับมิได้รู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นเลยแม้เพียงเศษเสี้ยวจากนั้นเมื่ออักขระเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว มันก็พลันเลือนหายไปอย่างช้า ๆ กลมกลืนไปกับผิวกายขาวสะอาดประดุจหิมะของนางเอง . ..