บทที่ 17 ความเข้าใจกันมีอยู่ แต่ไม่มากนัก
"พวกเ้าเป็ผู้ช่วยชีวิตข้าหรือ?" ลมหายใจของชายชรายังอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่สีหน้าฟื้นคืนมามากแล้ว
"ไม่ใช่ นางเป็ผู้ช่วยชีวิตท่าน" โม่จิงหงกล่าวด้วยแววตาเรียบเฉย
ชายชราลุกขึ้นนั่ง เฟิ่งชิงหร่านก้าวเข้าไปพยุงเขาให้ยืนขึ้น การโจมตีของซูเหยียนหรานนั้นมิได้ทำร้ายจุดสำคัญของชายชรา ที่เขาล้มลงไปก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็เพราะพิษในร่างกายกำเริบขึ้นมา
ชายชราถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วคำนับเฟิ่งชิงหร่านด้วยท่าทีขอบคุณอย่างสูงสุด "ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิตข้า โปรดบอกที่อยู่ของแม่นางมาด้วย วันหน้าข้าจะส่งของกำนัลมาขอบคุณอย่างแน่นอน"
"ไม่ต้องรอวันหน้า วันนี้ก็ได้" เฟิ่งชิงหร่านกล่าวต่อโดยไม่รอให้ชายชราตั้งตัว
"เพียงแค่ตอบข้อสงสัยของข้าบางประการ ก็ถือว่าเป็การตอบแทนแล้ว"
"แม่นางโปรดถามมาเถิด"
"เหตุใดท่านจึงกินโอสถยับยั้งโลหิตล่วงหน้า?" เฟิ่งชิงหร่านถามคำถามแรก
ชายชราถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างช้า ๆ ว่า "ร่างกายของข้าต้องพิษเขมือบิญญา เมื่อพิษนี้กำเริบ เส้นโลหิตทั่วร่างจะพองโต โลหิตสดจะกระเซ็นไปทั่ว ข้ากังวลว่าโอสถพิษจะเป็อันตรายต่อผู้อื่น"
เฟิ่งชิงหร่านพยักหน้า แล้วส่งสัญญาณทางสายตาให้โม่จิงหง เป็เชิงบอกให้เขาถามต่อ
ดวงตาของโม่จิงหงเปล่งประกาย เขายิ้มแต่ไม่กล่าวอะไร เฟิ่งชิงหร่านอดไม่ได้ที่จะกลอกตา ความเข้าอกเข้าใจกันนั้นมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก!
"เช่นนั้น... ท่านก็รู้ว่าตัวเองจะเกิดอาการพิษกำเริบ เหตุใดจึงไม่อยู่ที่จวนเล่า?" เฟิ่งชิงหร่านคิดว่าอีกฝ่ายมิได้บอกว่าตนเองเป็ประมุขหอ นางจึงไม่กล้าถามตรง ๆ
"เื่นี้พูดแล้วยาว..." วาทะของชายชราหยุดชะงัก ราวกับจมอยู่ในห้วงความทรงจำ เงียบไปนานก็ไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม
เฟิ่งชิงหร่านไม่อยากขัดจังหวะโดยตรง จึงกล่าวอย่างสุภาพว่า "ร่างกายของท่านเพิ่งฟื้นตัว ไม่ควรยืนนานเกินไป ไฉนเราไม่ไปคุยกันที่ห้องรับรองในโรงเตี๊ยมเล่า"
"ดี" ชายชราได้สติกลับมา
…..
ห้องส่วนตัวโรงเตี๊ยมิญญาเมฆา
ทั้งสามคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
โม่จิงหงวางม่านพลังกั้น
ชายชราเริ่มเล่า "ที่จริงแล้วข้าคือประมุขแห่งหอคุนเสวียน ‘ลั่วซิวเฉิง’ เป็ศัตรูคู่อาฆาตกับหอหยกค้ำแห่งเมืองหลอมศาสตรา มิกล้าอยู่ที่เดียวนานเกินไป"
เฟิ่งชิงหร่านแสร้งทำเป็ประหลาดใจ "ที่แท้ก็คือท่านประมุขลั่ว นับเป็เกียรติอย่างยิ่ง ข้าขออภัยที่ไม่ทราบมาก่อน"
โม่จิงหงหรี่ดวงตาที่เป็ประกายดั่งดาราลงเล็กน้อย มองดูเฟิ่งชิงหร่านแสดงละคร พลางรินน้ำชาให้ทั้งสองคนอย่างไม่ใส่ใจ
ลั่วซิวเฉิงยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า "สิ่งเ่าั้ล้วนเป็เพียงชื่อเสียงลวงตา แม่นางน้อยอย่าได้ใส่ใจเลย"
เฟิ่งชิงหร่านซักถามต่อว่า "แล้วเหตุใดท่านจึงมายังเมืองหลอมศาสตราเล่า?"
ลั่วซิวเฉิงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "สามเดือนก่อน หอคุนเสวียนรับภารกิจลึกลับหนึ่ง ผู้จ้างวาน้า ‘หญ้าดาราฟ้าคราม’ หนึ่งต้น"
"หญ้าดาราฟ้าครามนั้นหายากยิ่งนัก อีกทั้งยังเป็สมุนไพริญญาชั้นฟ้า มีอยู่เพียงในแดนลับอันตรายแห่งหนึ่งเท่านั้น ข้าจึงต้องนำคนไปค้นหา และก็พบหญ้าดาราฟ้าครามจริง ๆ"
"ทว่าข้างหญ้าดาราฟ้าครามมีงูั์ระดับเจ็ดอยู่ตนหนึ่ง พวกข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนได้หญ้าดาราฟ้าครามมา หลังจากกลับมาถึงสำนัก วรยุทธ์ของข้าก็เริ่มตกต่ำลง ใบหน้าก็แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว ข้าได้ตามหาหมอมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุ"
"ภายหลังข้าได้พบกับนักพรตท่านหนึ่ง เขาบอกข้าว่าข้าได้รับพิษประหลาด ผู้ที่สามารถถอนพิษให้ข้าได้จะปรากฏตัวที่เมืองหลอมศาสตรา มีลักษณะเป็เด็กสาวอายุสิบเอ็ดสิบสองปี"
"ดังนั้นข้าจึงเดินทางมายังเมืองหลอมศาสตราแห่งนี้และพำนักอยู่เป็เวลาครึ่งเดือนแล้ว ในที่สุดข้าก็ได้พบเห็นเด็กสาวที่มีอายุตรงตามคำพยากรณ์ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็การเข้าใจผิด จนเกือบต้องสิ้นชีพ"
"โชคดีที่ท่านทั้งสองให้ความช่วยเหลือ ชายชราอย่างข้าจึงรอดชีวิตมาได้" เฟิ่งชิงหร่านฟังคำบอกเล่าของลั่วซิวเฉิงจบ ดวงตาทั้งสองก็หรี่ลงเล็กน้อย
สามเดือนก่อนซูเหยียนหรานได้เข้าสู่สำนักกระบี่์
เมืองหลอมศาสตราเป็เมืองที่อยู่ใกล้สำนักกระบี่์มากที่สุด
พวกเขาเดินเที่ยวบนถนนมาหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่ได้พบกับลั่วซิวเฉิง แต่พอซูเหยียนหรานมาถึง ลั่วซิวเฉิงก็สามารถปรากฏตัวได้อย่างทันท่วงที สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่า ทุกสิ่งที่ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลนั้น แท้จริงแล้วเป็ผลมาจากการชักใยอยู่เื้ัของใครบางคน
"ท่านประมุขหอจำได้หรือไม่ว่าผู้ใช้พลังลึกลับผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร?" โม่จิงหงถาม
"สวมชุดผ้าป่านหยาบ ๆ หน้าตา..." ลั่วซิ่วเฉิงพยายามนึก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออก เขาประหลาดใจชั่วครู่ ก่อนจะแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อออกมา "จำไม่ได้แล้ว ราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
"ไม่จำเป็ต้องฝืน ผู้ฝึกฌาน เมื่อออกสู่โลกภายนอก หากเปิดเผยความลับ์ เพื่อหลีกเลี่ยงผลสะท้อน โดยทั่วไปจะลบความทรงจำบางส่วนของอีกฝ่าย"
โม่จิงหงยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ลั่วซิวเฉิงดื่มชา
ลั่วซิวเฉิงยกถ้วยชาขึ้น ดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วชะงักกึกขณะวางถ้วยชาลง
ดวงตาของลั่วซิวเฉิงเปล่งประกายด้วยความยินดี ระดับพลังของเขาที่ติดอยู่ที่คอขวดของขอบเขตปฐมิญญามานานกว่าพันปี จู่ ๆ ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว
ท่านอาจารย์ของเขากล่าวว่า ที่เขาไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้นั้น เป็เพราะสติปัญญาไม่เพียงพอ จึงถูกลิขิตให้หยุดอยู่เพียงขอบเขตปฐมิญญา
แต่หากสามารถหาชารั่วมู่มาดื่มได้ อาจจะยังมีโอกาสพลิกผัน
"ชาของท่าน...ช่างเป็ชาที่วิเศษยิ่งนัก" ลั่วซิวเฉิงกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ เขาหยิบป้ายอาญาสิทธิ์สีม่วงทองออกมา ส่งให้กับโม่จิงหง "ข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้อย่างไร ขอมอบป้ายอาญาสิทธิ์นี้ให้แก่ท่าน เมื่อถือป้ายนี้ ท่านสามารถใช้สิ่งของในกิจการทั้งหมดของสำนักข้าได้ตามใจปรารถนา"
โม่จิงหงมิได้รับป้ายมา แต่กลับรินชาให้ลั่วซิวเฉิงอีกถ้วย ทุกการเคลื่อนไหวของเขาช่างสง่างามจนมิอาจบรรยายได้
โม่จิงหงกล่าวเรียบ ๆ ว่า "ชานี้เป็ชาชั้นดี แต่ท่านประมุขหอควรขอบคุณศิษย์น้องของข้า หากไม่มีนาง ข้าคงไม่ยุ่งเื่ของผู้อื่น"
"หากเป็เช่นนั้น ข้าขอมอบป้ายอาญาสิทธิ์นี้ให้แก่คุณหนู หวังว่าเ้าจะไม่รังเกียจ"
เฟิ่งชิงหร่านมองดูป้ายอาญาสิทธิ์ที่ลั่วซิวเฉิงยื่นมา นางจำได้ว่านั่นคือป้ายอาญาสิทธิ์ของประมุขหอ
‘หนึ่งถ้วยชาแลกมาซึ่งป้ายประจำตำแหน่งประมุขหอ!’
"แม่นางน้อย นี่เป็น้ำใจจากประมุขหอ เ้าควรรับไว้" โม่จิงหงกล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
เฟิ่งชิงหร่านรับตราประจำตำแหน่งมา รู้สึกราวกับจมอยู่ในห้วงนิทรา
‘ตราประจำตำแหน่งประมุขหอคุนเสวียน หากนำสิ่งนี้ออกไปขาย เกรงว่าจะถูกเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง’
เฟิ่งชิงหร่านรีบส่ายหน้า ‘สิ่งนี้ไม่สามารถขายได้!’
"หากเป็เช่นนั้น ข้าผู้เฒ่าขอลาก่อน" ลั่วซิวเฉิงดื่มชาจนหมด แล้วลุกขึ้นบอกลา
"ขอบคุณท่านประมุขสำหรับของขวัญ ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ" เฟิ่งชิงหร่านลุกขึ้นประสานมือคำนับ มองส่งลั่วซิวเฉิงจากไป
หลังจากที่ร่างของท่านประมุขหอลับไปแล้ว เฟิ่งชิงหร่านก็นั่งลงอย่างเหม่อลอย นางมองไปทางโม่จิงหงและถามอย่างครุ่นคิด "ศิษย์พี่ หากท่านรู้ถึงทิศทางของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ควรทำเช่นไร"
โม่จิงหงเก็บชุดชงชาบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนและกล่าว "ศิษย์น้องตามข้ามา"