ตอนที่ 62 สุดท้ายตัวร้ายในละครก็ต้องมา
ถึงแม้หยางหลิวจะจำเส้นทางได้แล้ว แต่การเดินทางมาที่ร้านเทียนเหมินก็ค่อนข้างยากพอสมควร
กว่าจะถึงร้านเทียนเหมินก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว
จริง ๆ หยางหลิวไม่จำเป็นต้องรีบมาที่นี่ก็ได้ เนื่องจากการแข่งขันจะเริ่มขึ้นประมาณช่วงสองทุ่ม แต่ที่หยางหลิวรีบมาก็เพราะมีเหตุผลบางอย่างอยู่
นั่นคือ หยางหลิวต้องการไปรับหน้ากากเพื่อปกปิดตัวตนของตนเอง และเขาต้องการใช้มันในทันทีเพื่อป้องกันคนอื่น ๆ ไม่ให้รู้จักเขา เพราะหยางหลิวไม่รู้แน่ชัดว่าร้านเทียนเหมินจริง ๆ แล้วคืออะไร และไม่รู้ด้วยว่าการแข่งขันครั้งนี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อเขาหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะปกปิดตัวตนให้มีคนรู้จักเขาน้อยที่สุด
และก็เป็นเหมือนที่หยางหลิวคาดการณ์ไว้ ในช่วงเวลานี้มีคนมาที่ร้านเทียนเหมินไม่มากนัก มันไม่ค่อยแตกต่างจากครั้งก่อนเท่าใด มีคนมาที่ร้านเทียนเหมินไม่กี่คน ต่างคนก็ต่างไม่รู้จักกัน ดังนั้นหยางหลิวจึงวางใจในระดับหนึ่ง และเดินเข้าไปขอพบกับป่ายเฉียน
หลังจากผ่านไปไม่นาน ป่ายเฉียนก็มาพบกับหยางหลิว หยางหลิวเห็นสายตาของคนรอบข้างจ้องมองมาทางเขา เขาจึงขอป่ายเฉียนไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
ป่ายเฉียนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเห็นว่าหยางหลิวอยากพูดคุยกับเขา เขาจึงเชิญขึ้นไปชั้นบนในทันที
ในเวลานี้ไม่มีคนนอกอยู่ใกล้ ๆ แล้ว หยางหลิวจึงเอ่ยปากขอหน้ากากที่เคยพูดไว้ ป่ายเฉียนได้ยินดังนั้นจึงเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ของหยางหลิว และเดินไปเรียกลูกน้องคนหนึ่งให้นำหน้ากากมาให้กับหยางหลิว
ในเวลาไม่ถึงนาที หน้ากากก็ถูกนำมาส่งให้กับหยางหลิว หยางหลิวกล่าวขอบคุณป่ายเฉียน จากนั้นหยางหลิวจึงขอตัวไปฝึกซ้อม
หลังจากหยางหลิวได้หน้ากากแล้ว เขาก็เดินไปที่ห้องน้ำ และเปลี่ยนชุดเพื่อทำการฝึกซ้อมในทันที นอกจากนี้เขาก็สวมหน้ากากไว้เรียบร้อย หน้ากากชิ้นนี้ค่อนข้างพิเศษ ถึงใส่แล้วหยางหลิวก็ไม่รู้สึกว่ามันทำให้ทัศนวิสัยลำบากกว่าเดิมเท่าไหร่ รวมทั้งหน้ากากนี้ปิดเฉพาะส่วนบนของใบหน้า หยางหลิวจึงสามารถหายใจได้สะดวก และไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น
นี่จึงทำให้หยางหลิวรู้สึกว่าป่ายเฉียนดูแลหยางหลิวเป็นอย่างดี และนั่นทำให้หยางหลิวรู้สึกเคารพ และรู้สึกดีต่อป่ายเฉียนเป็นพิเศษ
…
ในตอนที่หยางหลิวตัดสินใจซื้อทักษะย่อยด้านการต่อสู้เป็นระดับเริ่มต้น หยางหลิวมีเวลาน้อยมากในการฝึกจนเรียกได้ว่าไม่ได้ฝึกเลย สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สอนเทคนิคการทำอาหารให้กับเชฟหงหู ก็ต้องทำอาหารให้กับลูกค้า ดังนั้นค่าประสบการณ์ทักษะย่อยด้านการต่อสู้ระดับเริ่มต้นของหยางหลิวจึงอยู่ที่ 1.03% เท่านั้น
แต่ว่าในตอนนี้ หยางหลิวยังมีเวลาอีกเหลือเฟือในการเพิ่มค่าประสบการณ์ให้มากขึ้น เวลานี้เป็นเวลา 16.20น. ซึ่งหยางหลิวยังมีเวลาเหลือเกือบสี่ชั่วโมงในการฝึกซ้อมเลยทีเดียว
หยางหลิวเดินไปที่สนามซ้อมแห่งหนึ่ง ต้องบอกเลยว่าร้านเทียนเหมินเป็นสถานที่ซึ่งครบครันเป็นอย่างมาก แม้ลักษณะภายนอกของร้านจะดูเก่าแก่ให้ความรู้สึกโบราณ ทว่าเมื่อเข้ามาอยู่ภายใน ความทันสมัยแตกต่างกับภายนอกลิบลับ ทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ห้องพัก ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ร้านอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ บอกได้เลยว่าไม่ว่าข้างนอกจะมีสิ่งใด ภายในร้านเทียนเหมินก็ต้องมีสิ่งนั้น !
ในสนามซ้อมแห่งนี้มีคนอยู่ที่นี่ประมาณหลายสิบคน แต่ละคนก็เลือกการฝึกของตนเอง เห็นได้ชัดว่าแต่ละคนมุ่งมั่นจริงจังแค่ไหนกับการแข่งครั้งนี้ นอกจากนี้จะเห็นว่ามีบางคนจับคู่ซ้อมกันเป็นคู่ ๆ หรือบางคนก็ซ้อมกันเป็นกลุ่ม หยางหลิวไม่ต้องการสุงสิงกับคนพวกนี้เขาจึงไปหาบริเวณเงียบ ๆ เพื่อการฝึกซ้อมของตนเอง
หลังจากมองหามุมที่ไม่ค่อยมีคน หยางหลิวเห็นว่าตรงบริเวณกระสอบทรายยังไม่มีใคร และไม่ค่อยมีคนอยู่บริเวณนั้น หยางหลิวจึงเลือกการชกกระสอบทรายเป็นการฝึกซ้อมแรก
พอมาถึง หยางหลิววางกระเป๋าสะพายไว้ข้าง ๆ จากนั้นเขาก็ตรงดิ่งไปชกกับกระสอบทรายทันทีโดยที่เขาไม่เตรียมพร้อมใด ๆ ทั้งสิ้น
“ ตุ้บ ! ตุ้บ ! ตุ้บ ! ” เสียงชกกระสอบทรายของหยางหลิวดังเป็นอย่างมากจนทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองหยางหลิว และหลังจากที่พวกเขามองหยางหลิวอยู่นั้นพวกเขาก็เกิดอาการตกใจในทันที !
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจนั้นไม่ใช่อะไร แต่เป็นเพราะหยางหลิว หยางหลิวใช้มือเปล่าในการชกกระสอบทราย !
และไม่ใช่เพียงแค่นั้น ทุก ๆ หมัดที่หยางหลิวต่อยออกไป เขาต่อยไปอย่างเต็มแรง ฟังได้จากเสียง ดูได้จากความเร็วของหมัด และระยะที่กระสอบทรายถูกต่อยออกไป !
‘ คนแบบนี้บ้าไปแล้ว ! ’
‘ ต่อยกระสอบทรายด้วยมือเปล่าบ้าไปแล้ว ! ’
คนที่มองอยู่รู้สึกได้เลยว่าหยางหลิวนั้นบ้าไปแล้ว
ถ้าไม่คิดเรื่องการต่อยกระสอบทรายด้วยมือเปล่าจะทำให้เจ็บมือ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีผลเสียอยู่มาก การต่อยกระสอบทรายแบบนี้อาจจะส่งผลกระทบให้กระดูกหักได้ และยิ่งมาต่อยแบบนี้ก่อนการแข่งขัน จะไม่ให้เรียกหยางหลิวว่าบ้า แล้วจะให้เรียกว่ายังไง
แต่ทว่าหยางหลิวก็ยังคงไม่สนใจ เขาก็ต่อยเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยแรงที่หนักหน่วง แทบทุกครั้งที่ต่อยไป แรงที่ต่อยออกไปก็หนักหน่วงมากขึ้น หมัดก็เร็วมากขึ้น เสียงที่เกิดจากการกระทบกันของกระสอบทรายและหมัดก็ดังมากขึ้น
แต่ละคนไม่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใด ก็ไม่เคยเห็นใครบ้าดีเลือด และแข็งแกร่งเท่าหยางหลิวมาก่อน แต่ละคนได้แต่มองไปยังหยางหลิวด้วยสายตาที่สับสน และชื่นชมในความสามารถ
หลังจากหยางหลิวต่อยไปนับร้อยหมัด เขาก็ค่อย ๆ เดินกลับไปพัก และจากนั้นจู่ ๆ หยางหลิวก็แสยะยิ้มออกมา
มีหลายคนกำลังจับตามองหยางหลิว และขณะที่หยางหลิวแสยะยิ้มออกมา นั่นก็ทำให้พวกเขาถึงกับขนลุก !
หยางหลิวต่อยไปนับร้อยหมัด ไม่เจ็บ ไม่ปวด แถมทุกหมัดยังต่อยแรงขึ้นเรื่อย ๆ พอต่อยเสร็จก็เดินกลับมานั่งพัก พร้อมกับแสยะยิ้ม ทำตัวเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือต่างมองหน้ากัน และรู้สึกถึงเจตนาของกันและกัน
ถ้าใครได้แข่งพร้อมกับหยางหลิว พวกเขาก็พร้อมที่จะจัดการหยางหลิวเป็นคนแรก !
ที่หยางหลิวกลับมานั่ง ไม่ใช่เพราะเขาเหนื่อยจากการต่อย หยางหลิวยังสามารถต่อยได้หลายร้อยหมัดอย่างสบาย ๆ เขาไม่เหนื่อยเลยสักนิด เพียงแต่ที่เขามานั่ง เพราะเขากำลังมาดูค่าประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นของทักษะย่อยด้านการต่อสู้อยู่ต่างหาก
“ ความสามารถด้านกีฬาระดับเริ่มต้น ”“ ค่าประสบการณ์ด้านกีฬา : 48.39% ”“ การต่อสู้ระดับเริ่มต้น ”“ ค่าประสบการณ์ด้านการต่อสู้ : 43.22% ”หลังจากหยางหลิวตรวจสอบข้อมูล เขาก็พบว่าค่าประสบการณ์ด้านการต่อสู้เพิ่มขึ้นสูงมาก ๆ เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ถึงขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตัวเองต่อยได้ดีขึ้นอย่างมาก ทุก ๆ หมัดเหมือนว่าต่อยได้ดีมากขึ้น แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกได้
ในขณะนั้นเองหยางหลิวก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง ทำเอาทุกคนในสนามซ้อมถึงกับขนลุก พวกเขาไม่เข้าใจความคิดของหยางหลิวแม้แต่น้อย จู่ ๆ ก็ยิ้มขึ้นมาซะเฉย ๆ นั่นทำให้ทุกคนรู้สึกว่าหยางหลิวเป็นคนที่ค่อนข้างแปลกประหลาดเกินไป และเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปทักหยางหลิวแม้แต่คนเดียว
ทันใดนั้น จู่ ๆ ก็มีคนเดินตรงเข้าไปหาหยางหลิว
ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้าไปหาหยางหลิว ชายคนนี้มีรูปร่างกำยำสมชายชาตรี ท่อนแขนของเขาที่ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้า แสดงออกให้เห็นถึงกล้ามเป็นมัด ๆ เห็นได้ชัดเจนว่าชายคนนี้เป็นคนที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งหน้าตาที่หล่อเหลา ไม่แปลกใจเลยว่าชายคนนี้ต้องเป็นหนุ่มในฝันของสาว ๆ หลาย ๆ คนอย่างไม่ต้องสงสัย
“ เฮ้ย ! นายน่ะ ” ชายคนนั้นส่งเสียงเรียกทักหยางหลิว
หยางหลิวก็เกิดอาการตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาทักทายเขาเช่นนี้“ ครับ ? ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า ? ” พอได้สติหยางหลิวจึงถามชายคนนั้นไป
“ นายเป็นคนของสำนักไหน ? หวงเฟย ? หลิวเจีย ? หวังลั่ว ? หรือว่าอู๋หม่า ? ” จู่ ๆ ชายคนนั้นก็ถามคำถามที่หยางหลิวไม่เข้าใจออกมา
นั่นทำให้หยางหลิวเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเขาจึงถามชายคนนั้นกลับไปว่า“ สำนักอะไรครับ ? ผมไม่รู้จัก ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ” หยางหลิวเห็นท่าทางของชายคนนี้ เขาจึงคิดว่าชายคนนี้ต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นหยางหลิวจึงเลือกที่จะพูดด้วยคำที่สุภาพ
คาดไม่ถึงเลยว่า หลังจากพูดจบ ชายคนนั้นกลับโกรธขึ้นมาเสียได้ และในตอนนั้นเองเขาก็ใช้กำปั้นขวาต่อยหมัดตรงมาทางหยางหลิว !
หยางหลิวไม่ทันได้ตั้งตัว และไม่ได้คิดว่าจู่ ๆ ชายคนนี้จะต่อยเขาอย่างไม่มีเหตุผลเช่นนี้ หยางหลิวจึงเกือบพลาดโดนชายคนนี้ต่อยไปแล้ว
โชคดีว่าตั้งแต่ที่หยางหลิวได้รับระบบความสามารถมา เขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีขึ้น และดีกว่าคนทั่วไปหลายเท่า นั่นจึงทำให้หยางหลิวโยกตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว
ชายคนนั้นยิ่งรู้สึกโกรธที่หยางหลิวหลบหมัดของตัวเองได้ !
ทีแรกเขาตั้งใจจะมาถามหยางหลิวว่า หยางหลิวสังกัดสำนักไหน เป็นศิษย์ของสำนักใดเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาก็ได้เปลี่ยนความตั้งใจของตนเองไปแล้ว
การที่หยางหลิวหลบหมัดของเขาได้ นั่นหมายความว่าเขากำลังถูกหยางหลิวลูบคมเข้าให้แล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังเสียหน้าจากการที่ถูกหยางหลิวหลบหมัดได้
ชายคนนั้นจึงไม่ลังเลที่จะต่อยหมัดที่สอง และสามออกไปอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน
หยางหลิวมีเวลาให้คิดมากขึ้น และหลบหมัดไปได้อย่างง่ายดาย
ครั้งนี้หยางหลิวเห็นว่าชายคนนี้มีเจตนาไม่ดี หยางหลิวจึงเริ่มที่จะคิดตอบโต้แล้วเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น อารมณ์ของชายคนนี้กลับโกรธ จนพุ่งไปถึงขีดสุด หยางหลิวไม่เพียงหลบหมัดแรกได้ หมัดที่สอง และสามที่เขาตั้งใจต่อยอย่างเต็มที่ หยางหลิวก็หลบได้
นั่นหมายความว่าเขามีฝีมือด้อยกว่าหยางหลิวอย่างนั้นเหรอ ?
ในขณะที่เขากำลังคิดด้วยอาการโกรธจัดอยู่นั้น ชายคนนั้นก็เปิดช่องโหว่ออกมา และทันใดนั้นหยางหลิวก็เห็นช่องโหว่นี้ได้อย่างชัดเจน
หยางหลิวจึงพุ่งไปข้างหน้า และเข้าไปประชิดตัวชายคนดังกล่าวพร้อมกับเงื้อหมัดขวา เตรียมที่จะปะทะกับใบหน้าอย่างเต็มแรง
“ หยุดเดี๋ยวนี้ ! ” ทว่าในเวลานั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงที่ดูเผด็จการเสียงนั้นทำให้หยางหลิวต้องหันไปมองด้วยความตกใจ !
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ตอนที่ 63 สามต่อหนึ่งก็แล้วทำไม
เนื่องจากมีลูกน้องของป่ายเฉียนอยู่ที่นี่หลายคน พอเห็นว่ากำลังจะเกิดเรื่อง พวกเขาจึงไปตามป่ายเฉียนมา ให้ช่วยยุติปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
โชคดีที่ว่าป่ายเฉียนกำลังเดินมาดูหยางหลิวพอดี จึงทำให้เขามาระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที
ทั้งผู้ชายคนนั้น และหยางหลิวล้วนเป็นบุคคลสำคัญสำหรับป่ายเฉียน หยางหลิวคือหนึ่งในคนที่เขาเสาะหามาเพื่อเป็นม้ามืดในงานการแข่งขันครั้งนี้ ทว่าชายที่หาเรื่องหยางหลิวก็เป็นบุคคลสำคัญไม่แพ้กัน
ชายคนนั้นคือหนึ่งในศิษย์หลักของสำนักเจิ้งเถียน
แล้วสำนักเจิ้งเถียนคืออะไร ?
สำนักเจิ้งเถียนคือหนึ่งในสำนักใหญ่ที่ขึ้นชื่อด้านการต่อสู้ในปักกิ่ง โดยในปักกิ่งจะมี 5สำนักใหญ่ ได้แก่ หวงเฟย หลิวเจีย หวังลั่ว อู๋หม่า เจิ้งเถียน
สำนักเหล่านี้ไม่ใช่สำนักต่อสู้ธรรมดาทั่วไป สำนักเหล่านี้คือสำนักที่เป็นสถานที่ฝึกฝนผู้คนมากหน้าหลายตา และส่งคนเหล่านี้ไปยังหน่วยงานของทหาร ตำรวจ หรือแม้กระทั่งองค์กรใต้ดินต่าง ๆ
ดังนั้นสำนักพวกนี้จึงสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องเส้นสาย อำนาจ บารมีต่าง ๆ ห้าสำนักนี้ถือว่าเป็นที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่อยากมีปัญหากับห้าสำนักนี้ รวมทั้งร้านเทียนเหมินที่แม้ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลและไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน ยังต้องไว้หน้าให้กับห้าสำนักนี้ !
ดังนั้นจึงสมควรแล้วที่บอกว่า ป่ายเฉียนโชคดี ถ้าป่ายเฉียนมาช้ากว่านี้จนหยางหลิวไปทำร้ายศิษย์หลักของสำนักเจิ้งเถียน ก็ไม่แน่ว่าการแข่งขันในครั้งนี้ หยางหลิวจะยังคงมีสิทธิ์เข้าร่วมต่อไปหรือไม่
“ ต้องขออภัยด้วยครับ คุณกัวฟู่เฉิง ได้โปรดไว้หน้าผมหน่อย ” ป่ายเฉียนพูดกับชายคนนั้น ซึ่งก็คือกัวฟู่เฉิงหนึ่งในศิษย์หลักของสำนักเจิ้งเถียน
กัวฟู่เฉิงเห็นป่ายเฉียนเข้ามาจัดการเรื่องราวในครั้งนี้ แสดงว่าคนที่เขากำลังมีเรื่องด้วยต้องไม่ธรรมดา และต้องมีความสำคัญต่อป่ายเฉียนเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะหาเรื่องหยางหลิวอีก เขาจึงกล่าวว่า “ ในเมื่อคุณป่ายเฉียนพูดแบบนั้น ผมก็คงทำอะไรไม่ได้ ส่วนนายไว้เจอกันที่สนาม ! ” กัวฟู่เฉิงชี้นิ้วไปทางหยางหลิว และเดินจากไป
หยางหลิวก็รู้สึกว่ากัวฟู่เฉิงต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกโชคดีที่ยังไม่ทันได้จัดการกัวฟู่เฉิงไป ไม่เช่นนั้น แม้แต่ป่ายเฉียนก็อ่านจะจัดการเขาเช่นเดียวกับหม่าซูก็เป็นได้
หลังจากนั้น หยางหลิวและป่ายเฉียนจึงเข้าไปพูดคุยกันในห้องพักส่วนตัวอีกครั้ง ในครั้งนี้ป่ายเฉียนก็ได้อธิบายให้หยางหลิวฟังถึงความสำคัญของกัวฟู่เฉิง พอหยางหลิวเข้าใจเรื่องราว เขาก็หลั่งเหงื่อเย็นออกมา และหยางหลิวก็ลอบคิดในใจว่า ‘ โชคดีจริง ๆ ที่ยังไม่ทันได้ลงไม้ลงมือกับกัวฟู่เฉิง ’
ถัดจากนั้น ป่ายเฉียนก็ได้ขอร้องให้หยางหลิวรออยู่ในห้อง เขาจะให้ลูกน้องมาบริการหยางหลิวอย่างเป็นพิเศษ และเมื่อถึงเวลาแข่งขัน เขาก็จะให้ลูกน้องมาเชิญ และพาหยางหลิวไปที่สนามแข่งเอง
หยางหลิวเองก็เข้าใจป่ายเฉียน เขาจึงตอบตกลงในทันที
…
หลังจากนั้นหลายชั่วโมงการก็กำลังจะแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น
ลูกน้องของป่ายเฉียนพาหยางหลิวมาบริเวณหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์การแข่งขัน ในวันนี้มีการแข่งทั้งหมด 16รอบ รอบละ 4คน โดยจะเริ่มจากบล็อก A B C และ D ตามลำดับ ซึ่งหยางหลิวอยู่ในบล็อก B และเขาจะแข่งในรอบที่ 5
หลังจากนั้นไม่นานการแข่งขันก็ได้เริ่มต้นขึ้น ในรอบแรกการแข่งขันในรอบนี้มีศิษย์จากห้าสำนักใหญ่สองคน และมีคนที่หยางหลิวรู้จักลงแข่งขันด้วย
หนึ่งในนั้นก็คือกัวฟู่เฉิงนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นศิษย์ของสำนักหลิวเจีย แต่ดูเหมือนว่าศิษย์สำนักหลิวเจียคนนี้ไม่ได้เป็นศิษย์หลัก และเขาดูค่อนข้างกดดันไม่น้อยที่ต้องมาเจอฟู่เฉิง นอกจากเขาแล้วคนอีกสองคนก็ค่อนข้างรู้สึกกดดันเช่นกัน การที่รอบแรกต้องมาเจอศิษย์หลักของห้าสำนักใหญ่เช่นนี้ถือว่าเป็นโชคร้ายอย่างแท้จริง
ทว่ามันก็ไม่ได้ถือเป็นโชคร้ายเสียทีเดียว นอกจากห้ามใช้อาวุธ ก็ไม่ได้มีกติกาที่ห้ามตกลงกันระหว่างผู้เข้าแข่งขัน ดังนั้นคนที่แข็งแกร่งที่สุดจึงถูกเพ่งเล็ง และคนที่แข็งแกร่งมากเกินไปก็จะถูกการจู่โจมเป็นคนแรกเช่นกัน
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น กัวฟู่เฉิงก็ถูกรายล้อมด้วยคนถึงสามคน !
ทว่าบนใบหน้าของเขากลับไม่ได้มีท่าทีขลาดกลัวแม้แต่น้อย ลักษณะการแสดงออกของเขาเหมือนเป็นราชสีห์ที่กำลังเตรียมพร้อมจะไล่ล่ากวางน้อยทั้งสามมากกว่า
กัวฟู่เฉิงไม่รอให้คนทั้งสามขยับก่อน เขาพุ่งตรงไปยังศิษย์ของสำนักหลิวเจียในทันที
คนทั้งสามยังไม่ทันระวัง และร่วมกันสู้ พวกเขาก็ถูกกัวฟู่เฉิงเข้าจัดการ และในตอนนี้แม้ว่าพวกเขาจะขยับเข้าไปเพื่อรุมกัวฟู่เฉิงก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
ในขณะนี้ กัวฟู่เฉิงใช้ฝ่ามือฟาดไปบริเวณคอของศิษย์สำนักหลิวเจีย และถึงแม้เขาจะหลบได้ แต่เขาก็พบว่าฝ่ามือที่ฟาดมานั้น เป็นฝ่ามือหลอก แท้ที่จริงกัวฟู่เฉิงกำลังรอให้เขาหลบ และใช้มืออีกข้างจัดการเขา
เพลี่ยงพลั้งแค่หนึ่ง ก็เป็นจุดพลิกผันของชีวิต
ศิษย์สำนักหลิวเจีย ไม่ทันได้แสดงลวดลายใด ๆ ก็ถูกจัดการอย่างเด็ดขาด
กัวฟู่เฉิงไม่รู้ว่าเก็บความโกรธมาจากไหน เขาไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย และเขาใช้กำลัง รวมทั้งกลยุทธ์อย่างเต็มที่ในการปะทะครั้งนี้ นั่นจึงทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าไม่มีแม้แต่โอกาสที่สอง
ชายสองคนที่เหลือต่างขวัญหนีดีฝ่อ ศิษย์สำนักหลิวเจียหมดสติไปแล้ว แล้วพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กับชายตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องลองเสี่ยงดู
อย่างกับที่นัดแนะกันไว้ คนทั้งสองพุ่งเข้ามาขนาบข้างกัวฟู่เฉิง แน่นอนว่าพวกเขากำลังใช้กลยุทธ์คนมากเข้าว่า
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ผลการประลองในครั้งนี้ก็ยังต้องออกที่กัวฟู่เฉิง
แม้ว่าจะใช้คนมากกว่าหนึ่งก็ตาม ทว่ากัวฟู่เฉิงก็ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะเอาคนมากเข้าว่ามาใช้ได้
ความแข็งแกร่งของกัวฟู่เฉิงนั้นเป็นของจริง ชื่อเสียงของศิษย์หลักสำนักเจิ้งเถียนก็เป็นของจริง ไม่น่าแปลกใจทำไมตอนนั้นที่หยางหลิวหลบได้ ถึงทำให้กัวฟู่เฉิงถึงโกรธควันออกหูขนาดนั้น
การที่หยางหลิวหลบหมัดกัวฟู่เฉิงได้ ถือว่าเป็นการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ และเป็นการเสียชื่อของสำนักเจิ้งเถียน
หยางหลิวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ทำไมเขาถึงดวงซวยแบบนี้ ที่ต้องมาขัดหูขัดตาคนอย่างกัวฟู่เฉิง และในขณะนั้นเองกัวฟู่เฉิงก็เห็นหยางหลิวพอดี เขาจึงชี้ไปทางหยางหลิวพร้อมกับประกาศว่า “ จำครั้งนี้เอาไว้ ! ถึงรอบของนายเมื่อไหร่ นายไม่ตายดีแน่ ! ”
หยางหลิวถึงกับตกใจ ไอ้หมอนี่มันบ้าจริง ๆ เท่านั้นยังไม่พอ กลายเป็นว่าหยางหลิวที่ต้องการทำตัวไม่เด่นสะดุดตาใคร กลับกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน
แต่อย่างน้อยหยางหลิวก็ยังรู้สึกดีอยู่บ้าง ที่เขายังพอมีเกราะป้องกันอยู่หนึ่งชั้น นั่นคือหน้ากากของเขานั่นเอง ขอเพียงหยางหลิวไม่โดนเปิดโปงใบหน้า ก็จะไม่มีใครรู้จักเขา และเขาก็จะไม่มายุ่งวุ่นวายกับการประลองแบบนี้เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน !
...
หลังจากหยางหลิวมองดูการต่อสู้ผ่านไปรอบแล้วรอบเล่า แต่ละคนก็มีฝีมืออยู่บ้าง แต่หยางหลิวคิดว่าไม่ค่อยมีใครเก่งกว่าตัวเขาเอง ดังนั้นหยางหลิวจึงรู้สึกอุ่นใจ และไม่คิดว่าการแข่งในครั้งนี้เขาจะแพ้ได้
ทว่าพอถึงรอบของหยางหลิว มันกลับเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแข็งแกร่งรวมกันถึง 3คน นอกจากหยางหลิว อีกสองคนก็ยังเป็นหนึ่งในศิษย์หลักของอู๋หม่า และอีกคนก็ยังเป็นศิษย์หลักของสำนักหวงเฟย
แต่นั่นก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของหยางหลิว การที่มีคนทั้งมีชื่อเสียง และแข็งแกร่งอยู่ในกลุ่มนี้สองคน นั่นหมายความว่าหยางหลิวก็จะไม่กลายเป็นเป้าหมายในการโดนรุมโจมตีก่อน
ทว่าหยางหลิวคิดผิด ! เรื่องในตอนเย็นวันนี้แพร่สะพัดไปทั่วในหมู่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งเรื่องที่หยางหลิวชกกระสอบทรายด้วยมือเปล่านับร้อยหมัด เรื่องที่หยางหลิวทะเลาะกับกัวฟู่เฉิง และหลบหมัดของชายคนนั้นได้ และยังเมื่อก่อนหน้านี้ที่หยางหลิวถูกกัวฟู่เฉิงชี้หน้าจะประกาศสงครามที่พร้อมจะห้ำหั่นกันทุกเมื่อ
นั่นจึงทำให้ศิษย์หลักต่างสำนักยอมร่วมมือกัน และเข้าไปจัดการหยางหลิวก่อนเพื่อลดความเสี่ยง จากนั้นพวกเขาก็ค่อยไปตัดสินกันในภายหลัง
การต่อสู้ในครั้งนี้หยางหลิวเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด การต่อสู้แบบสามรุมหนึ่ง และสองในสามยังเป็นศิษย์หลักของห้าสำนักใหญ่อีกด้วย
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ตาม หยางหลิวก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่ ตั้งแต่เขารู้จักการต่อสู้ รู้จักระบบความสามารถ เขาก็ต้องสู้กับคนจำนวนมากเช่นนี้อยู่เสมอ พอหยางหลิวตั้งสติได้ เขาก็ค่อย ๆ ทำใจให้สงบ และหาช่องว่าง
แน่นอนว่าหยางหลิวไม่ได้พุ่งเป้าไปยังคนที่แข็งแกร่งสองคนตรงหน้า เขาเข้าไปจัดการกับคนที่อ่อนแอที่สุด ถึงแม้จะมีสามคน แต่ว่าคนพวกนั้นก็ไม่ได้เคยต่อสู้ร่วมกันมาก่อน นั่นจึงทำให้การเข้าไปโจมตีจุดอ่อนเป็นผลดีที่สุด และยังลดจำนวนคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว
ต้องบอกเลยว่าการเคลื่อนไหวของหยางหลิวนั้นรวดเร็วเกินไป ศิษย์หลักทั้งสองยังไม่ทันได้ตอบโต้ หยางหลิวก็จัดการไปเรียบร้อยหนึ่งคน เท่านั้นยังไม่พอ หยางหลิวยังพุ่งเข้ามาทางศิษย์หลักอู๋หม่าด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม
ชายคนนั้นทำได้เพียงยกแขนมาตั้งการ์ดป้องกันบริเวณใบหน้า ทว่าหมัดของหยางหลิวรุนแรงมาก ถึงขนาดที่ว่าถึงจะใช้แขนรับไว้ได้ แต่ตัวของเขาก็ยังถอยร่นไปจนติดเชือก
และก่อนที่ศิษย์หลักสำนักอู๋หม่าจะทันตั้งตัวจากการปะทะเมื่อครู่
หยางหลิวก็พุ่งเข้ามาอีกด้วยความรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ และต่อยเข้าไปที่ซี่โครงอย่างเต็มแรง นอกจากนี้ยังใช้เท้าเตะตัดขาจนทำให้ชายคนนั้นล้มลงไป และหมดสภาพไม่สามารถต่อสู้ได้อีก
ศิษย์หลักสำนักหวงเฟยเห็นท่าไม่ดี เขากำลังตัดสินใจที่จะขอยอมแพ้ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็กลัวทำให้เสียชื่อเสียงของสำนักตนเอง
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น หมัดซ้ายก็พุ่งตรงมายังใบหน้าอย่างจัง แม้จะไม่ล้ม แต่ก็ทำให้เขาเซถอยหลังไปสองก้าว และหลังจากนั้นก็มีเท้าขวาข้างหนึ่งเตะอัดเข้ากลางลำตัวอย่างจัง
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ตอนที่ 64 หมัดพยัคฆ์ร้ายทลายภูผา
นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทั่วทั้งสนามเต็มไปด้วยเสียงดังกึกก้อง
หยางหลิวเพิ่งจะเคยได้รับความรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก ถึงแม้เขาต่อสู้ชนะใครมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกันกับครั้งก่อน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่หยางหลิวเคยได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ !
หลังจากเสียงปรบมือ และเสียงโห่ร้องดังขึ้นมาเกือบสิบวินาทีเสียงก็เริ่มเงียบลง พร้อมกับกรรมการประกาศผู้ชนะ
“ เจ้าหมอนั่นเป็นศิษย์ของใคร ? ”
“ บัดซบ ! ไอ้พวกศิษย์ไม่ได้เรื่อง ! ”
“ หมอนั่นเป็นใครกัน !? ”
“ เจ้าเด็กนั่น ฝีมือไม่ธรรมดาจริง ๆ คุณเห็นนั่นหรือเปล่า ทั้งความเร็ว ทั้งความแรง มันดูเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ! ”
ในที่นั่งโซนพิเศษพลันมีเสียงดังวุ่นวายเกิดขึ้น พวกเขาเหล่านี้ที่กำลังพูดกันอยู่คือห้าเจ้าสำนักใหญ่ พวกเขาต่างตกตะลึงกับความสามารถของหยางหลิว ทักษะที่หยางหลิวใช้ออกมานั่นสุดยอดมาก แม้แต่ศิษย์หลักจากห้าสำนักใหญ่ถึงสองคนช่วยกันยังเอาไม่อยู่
ในตอนนี้ ในหัวของพวกเขาเริ่มเต็มไปด้วยคำถามที่ว่า เด็กนั่นเป็นลูกศิษย์ของสำนักใดกันแน่ แต่ละสำนักเริ่มหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเป็นแบบนี้ ในทุก ๆ ครั้งพวกเขามักจะหาโอกาสชิงดีชิงเด่นกันเสมอ แต่ละสำนักมักอยากจะเป็นผู้นำ อยากจะเป็นอันดับหนึ่ง
ดังนั้นการที่หยางหลิวปรากฏตัวขึ้นมา และแสดงความสามารถเช่นนี้ ทุกคนจึงคิดเกี่ยวกับสถานะของหยางหลิว และคาดเดาว่าหยางหลิวเป็นลูกศิษย์ของสำนักใดกันแน่
ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันอย่างระมัดระวัง แต่ทว่าจุดหนึ่งที่ทุกคนกำลังจ้องมองไปในตอนนี้ก็คือ เจ้าสำนักหวังลั่ว
เจ้าสำนักหวังลั่วคือบุคคลหนึ่งเดียวที่ไม่ได้พูดแสดงอาการตื่นตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่
นั่นจึงทำให้เจ้าสำนักทั้งสี่คาดเดาไว้ในใจว่า หยางหลิวคือศิษย์หลักของสำนักหวังลั่ว !
แต่เจ้าสำนักหวังลั่วมีหรือจะดูไม่ออกว่า พวกหมาป่ารอบข้างกำลังคิดอะไรอยู่ ทว่าเมื่อครู่ เขาไม่ได้สนใจกับการแข่งขันเท่าใดนัก จริง ๆ ควรจะเรียกว่าดูเหตุการณ์ไม่ทันต่างหาก เพราะหยางหลิวใช้เวลารวดเร็วมากในการล้มคู่ต่อสู้ทั้งสาม
เจ้าสำนักหวังลั่ว ขณะนั้นละสายตาไปไม่กี่วินาที บริเวณโดยรอบทั่วลานประลองก็เต็มไปด้วยเสียงดังกึกก้องแล้ว พอหันกลับมาอีกทีก็พลันได้ยินเสียงบ่น ไม่ก็ตื่นตระหนกดังขึ้นมาข้าง ๆ
และในเวลานี้ ภายในหัวของเจ้าสำนักหวังลั่วจึงเกิดความคิดบางอย่าง ในเมื่อท่าทีของเจ้าสำนักทั้งสี่เป็นเช่นนี้ นั่นก็แสดงว่าหยางหลิวไม่ใช่ลูกศิษย์ของสำนักนี้ ถึงแม้หยางหลิวจะไม่ใช่ลูกศิษย์ของสำนักหวังลั่ว แต่การยืมชื่อเสียงของหยางหลิวมาเป็นของสำนักตนก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ดังนั้นเจ้าสำนักหวังลั่วจึงแสร้งยิ้มอย่างไมตรี แต่กลับแสดงให้คนที่อยู่ตรงหน้าเห็นถึงความเป็นผู้ชนะ และยังทำให้เจ้าสำนักทั้งสี่ที่เหลือเข้าใจไปเองว่า หยางหลิวคือลูกศิษย์ของสำนักหวังลั่ว !
แต่ถึงเจ้าสำนักห้าคนนี้จะไม่รู้ว่าหยางหลิวเป็นใคร ทว่าป่ายเฉียนที่ยืนอยู่ห่าง ๆ พวกเขามีหรือจะไม่รู้ นั่นจึงทำให้เขาถึงกับลอบหัวเราะคนพวกนี้ในใจเลยทีเดียว
…
หลังจากการแข่งขันจบไปสักพัก ลูกน้องของป่ายเฉียนก็เข้าไปเชิญหยางหลิวให้มาพบกับป่ายเฉียน
ความจริงหยางหลิวเขาอยากรีบกลับภัตตาคารโจวซือ ทว่าเขาก็ไม่อยากจะไปขัดใจป่ายเฉียนเช่นกัน สุดท้ายหยางหลิวจึงต้องตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ณ ห้องพักส่วนตัว หยางหลิวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามป่ายเฉียน พอเหลือแค่สองคน ป่ายเฉียนจึงเริ่มพูดขึ้น
“ คุณหยางหลิว ผมคิดไม่ผิดเลยที่เชิญคุณมาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ขอบคุณจริง ๆ ที่เข้าร่วมกับเรา ”
“ นั่นเป็นผมมากกว่าที่ต้องพูด ถ้าคุณป่ายเฉียนไม่ได้เชิญผมมา ผมก็คงไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ขอบคุณเช่นกันครับ ” เห็นท่าทีของป่ายเฉียนยังคงเหมือนเดิม หยางหลิวจึงค่อนข้างสบายใจ เขาจึงพูดอย่างเป็นธรรมชาติ
“ อืม งั้นเอาเป็นว่า เรามาคุยธุระของเรากันดีกว่าครับ ” หลังจากทั้งสองคนพูดคุยหยั่งเชิงกันอยู่นาน ในที่สุดป่ายเฉียนก็พูดขึ้น “ ผมมีความคิดอย่างนี้นะ ผมคิดว่าคุณหยางหลิวมีความสามารถมากพอที่จะชนะการแข่งขันรายการนี้ได้ ดังนั้นผมจึงคิดว่า ผมจะมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคุณ ถ้าคุณชนะผมจะให้เงินรางวัลกับคุณเพิ่มเป็นสองล้าน ! ” ที่ป่ายเฉียนพูดไปเขาได้คิดมาอย่างรอบคอบแล้ว เขาต้องการเพิ่มแรงจูงใจให้กับหยางหลิว เพราะว่าถ้าม้ามืดอย่างหยางหลิวชนะเลิศในครั้งนี้ ร้านเทียนเหมินของเขาจะได้รับเงินมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านหยวนเลยทีเดียว
“ สะ…สองล้าน ! ” หยางหลิวตกใจกับคำพูดของป่ายเฉียนจนถึงกับลุกขึ้นยืน
ป่ายเฉียนค่อนข้างพึงพอใจกับท่าทางของหยางหลิว จึงพูดต่อไปว่า “ ถูกต้องแล้ว ขอแค่คุณชนะเลิศก็พอ ”
หยางหลิวค่อย ๆ นั่งลง จากนั้นจึงพูดแก้เขินว่า “ ได้ครับ ผมจะทำให้เต็มที่ ไม่ให้คุณป่ายเฉียนผิดหวังอย่างแน่นอน ! ”
ถัดจากนั้นก็มีการร่างสัญญาขึ้นอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้เพิ่มเงื่อนไขมาเล็กน้อย นั่นคือถ้าหยางหลิวชนะเลิศ เขาจะได้รับเงินเพิ่มจากห้าแสนหยวน เป็นสองล้านหยวน
เงินจำนวนสองล้านหยวนไม่ใช่น้อย ๆ นั่นทำให้หยางหลิวมีแรงจูงใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เงินจำนวนสองล้านหยวนเขาสามารถใช้เป็นค่าหอพัก ค่าเทอม ค่ากิน ค่าอยู่ รวมทั้งยังสามารถแบ่งเงินจำนวนนี้ให้กับครอบครัวเขาได้อย่างสบาย ๆ และที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นไอเทม หรือสกิลเขาก็สามารถใช้เงินเหล่านี้ซื้อได้อีกด้วย !
…
ในเช้าวันถัดมา หยางหลิวพูดคุยถึงเรื่องขอลาพักในช่วงนี้กับลุงโจว ลุงโจวเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหยางหลิวเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นท่าทีมุ่งมั่นของหยางหลิว บวกกับเขาคิดว่าหยางหลิวช่วยเขาไว้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วยพัฒนาเชฟทั้งสามให้มีฝีมือดีขึ้น จัดการร้านได้ดีขึ้น นั่นจึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกเอ็นดูอย่างหลิวยิ่งกว่าลูกในไส้เขาเสียอีก ดังนั้นลุงโจวซือจึงอนุญาตหยางหลิวเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า ถ้าคนที่ร้านไม่พอจริง ๆ ก็อยากจะให้หยางหลิวมาช่วย
หยางหลิวตอบตกลงในทันที และจากนั้นเขาจึงออกไปข้างนอก
ตั้งแต่นั้น หยางหลิวก็ออกไปฝึกซ้อมแทบทุกวัน เขาวิ่งวันละเกือบยี่สิบกิโลเมตร ถึงหยางหลิวจะไม่เคยทำมาก่อน แต่เขากลับไม่พบปัญหาใด ๆ นี่ก็น่าจะเป็นเพราะความสามารถจากระบบ เขารู้สึกได้เลยว่า ร่างกายของเขานั้นอึดเป็นพิเศษ ทั้งยังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ต่อให้วิ่งเพิ่มอีกสิบ หรือยี่สิบกิโลเมตร เขาก็คิดว่ายังไหว
แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้วิ่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการวิ่งช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ของความสามารถด้านกีฬา ทว่ามันเพิ่มค่าประสบการณ์ด้านทักษะย่อยได้น้อยมากเมื่อนำมาเทียบกัน
ดังนั้นหยางหลิวจึงเริ่มฝึกซ้อมโดยการชกลม เตะลมไปด้วย ซึ่งผลจากการที่ทำแบบนี้ก็น่าประทับใจมาก
เพราะไม่รู้แน่ชัดว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ค่าประสบการณ์ทั้งด้านกีฬา และค่าประสบการณ์ทักษะย่อยก็เพิ่มขึ้นมาถึงขีดสุด 100.00%
...
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ 30 มิถุนายน ในวันนี้เป็นวันที่มีการแข่งขันรอบที่ 2 เกิดขึ้น โดยนำเอาผู้ชนะในกลุ่มต่าง ๆ มาแข่งกันภายในบล็อกเดียวกัน
ซึ่งในรอบนี้ บล็อก A ถือว่าน่าสนใจที่สุด ! มีศิษย์หลักจากทั้งสี่สำนักมาแข่งกัน และแต่ละคนต่างไม่ใช่สำนักเดียวกันอีกด้วย
ผู้เข้าแข่งขัน บล็อก A- กัวฟู่เฉิง ศิษย์หลักสำนักเจิ้งเถียน- มู่ฉี ศิษย์หลักสำนักหวงเฟย- กงลี่ ศิษย์หลักสำนักหวังลั่ว- จิ่งเถียน ศิษย์หลักสำนักอู๋หม่า
เมื่อเริ่มต้นการแข่งขันคนทั้งสี่ต่างอยู่คนละมุม พวกเขายังไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งเสียงระฆังดังขึ้น
เป็นกัวฟู่เฉิงที่ขยับคนแรก กัวฟู่เฉิงเคลื่อนไหวไปยังจิ่งเถียน สำหรับเหตุผลในครั้งนี้ที่กัวฟู่เฉิงเลือกปะทะกับจิ่งเถียนไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะพวกเขาต่างเป็นคู่อริกัน พวกเขาทั้งสองมักจะแข่งกันอยู่เสมอ และในครั้งนี้ก็เช่นกัน นอกจากหยางหลิว ก็มีจิ่งเถียนที่กัวฟู่เฉิงคิดจะเอาชนะให้ได้ !
การต่อสู้เริ่มดุเดือดมากขึ้น เวทีนี้ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรก กัวฟู่เฉิงกำลังสู้กับจิ่งเถียนอยู่ และอีกฝั่งก็เป็นกงลี่กำลังสู้กับมู่ฉี
เห็นได้ชัดว่าคนทั้งสี่ต่างมีฝีมือสู้สีกัน แม้จะสู้กันอยู่นานก็ไม่มีใครสามารถโค่นล้มอีกฝ่ายได้ แต่จู่ ๆ คู่ของกงลี่กับมู่ฉีก็เริ่มขยับเข้าไปใกล้คู่ของกัวฟู่เฉิงและจิ่งเถียน
และในตอนนั้นเอง จากการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งก็กลายเป็นหนึ่งต่อสาม !
กัวฟู่เฉิงถูกคนทั้งสามรุมจนสามารถทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้เพียงแค่ป้องกันตนเอง เมื่อสัปดาห์ก่อน ถ้าเจอผู้เข้าแข่งขันทั่วไป เขาก็สามารถเอาชนะได้อย่างสบาย ๆ ทว่านี่กลับไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันทั่วไป คนทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าต่างก็เป็นศิษย์หลักที่มีสถานะเดียวกันกับเขา อีกทั้งฝีมือของคนทั้งสี่ก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในที่สุดกัวฟู่เฉิงก็ไม่สามารถป้องกันได้อีกต่อไป เขาถูกหมัดของมู่ฉีต่อไปที่ท้องจนตัวงอเป็นกุ้ง จากนั้นกัวฟู่เฉิงก็ลดการ์ดลงมา นั่นทำให้เขาถูกกงลี่ต่อยไปยังบริเวณใบหน้าอย่างเต็มแรง นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้กัวฟู่เฉิงหมดสติ และพ่ายแพ้ในที่สุด
ทว่าหลังจากที่กัวฟู่เฉิงถูกจัดการนั้น จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวจิ่งเถียนก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และในขณะนั้นจู่ ๆ จิ่งเถียนก็ดูเหมือนกลายเป็นคนละคน เขารัวหมัดอย่างหนักหน่วงใส่ทั้งมู่ฉี และกงลี่ พวกเขาทั้งคู่แม้จะตั้งตัวทันก็ยังไม่สามารถป้องกันการโจมตีในครั้งนี้ได้แม้แต่น้อย
จิ่งเถียนคนนี้ได้เก็บงำความสามารถของเขาไว้ ทว่าหลังจากที่กัวฟู่เฉิงถูกจัดการไป เขาก็ปลดปล่อยความสามารถออกมา
นั่นทำให้บรรยากาศในห้องพิเศษถึงกับเปลี่ยนไป“ นั่นมัน หมัดพยัคฆ์ร้ายทลายภูผา !!! ”
“ นี่อย่าบอกนะว่า เขาสำเร็จวิชานั้นจากสำนักอู๋หม่าแล้ว ! ”
คนในห้องนั้นต่างอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเจ้าสำนักอู๋หม่า
ถูกต้องจิ่งเถียน สำเร็จสุดยอดวิชาจากสำนักอู๋หม่าแล้ว วิชานี้เป็นวิชาที่ฝึกได้อย่างยากมาก ผลของวิชานี้คล้ายคลึงกับชื่อของมันการโจมตีหนักหน่วงดังพยัคฆ์ร้าย และแม้แต่ภูผาก็ยังถูกทำลายโดยมัน ทว่าผู้ที่ฝึกสำเร็จมักมีแต่เจ้าสำนักอู๋หม่าเท่านั้น นั่นหมายความว่า ในตอนนี้จิ่งเถียนก็มีคุณสมบัติในการเป็นเจ้าสำนักอู๋หม่าแล้วเช่นกัน
หลังจากจิ่งเถียนปลดปล่อยไพ่ลับออกมา สถานการณ์ก็พลิกกลับ แม้ว่าศัตรูจะมีมากกว่าตน เขาก็ยังสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ปัจจุบันใน fictionlog ถึงตอนที่ 90 แล้วนะครับ (30/04/2561)
ถ้าท่านใดสนใจสามารถติดตามอ่านได้ที่นี่เลยครับ
https://fictionlog.co/b/5a491397dd76774d2e4aa3a0
ส่วนใน kawebook ผมคาดว่าจะลงวันละนิดวันละหน่อย 555