บุปผาราชัน

    17 แผนร้ายขององค์แดริส


    17แผนร้ายขององค์แดริส
    ตกเย็น เมื่อขบวนรถม้าขององค์กษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินมาถึง เหล่าเจ้าของสถานที่และผู้มาร่วมงานทั้งหมดก็เตรียมพร้อมรออยู่ที่ประตูทางเข้าคฤหาสน์ของท่านอำมาตย์หลวงแล้ว
    ห้องโถงรับแขกจัดเก้าอี้รับรองไว้มากมาย และมีเพียงแค่ชุดน้ำชากับขนมของว่างวางอยู่บนโต๊ะ หัวหน้านางกำนัลฟิลิฟป้าก็เข้ามาทำหน้าที่รินน้ำชาใส่ถ้วยของฝ่าบาทที่ทางเจ้าภาพเตรียมไว้ ก่อนจะรินจากถ้วยนั้นลงไปยังแก้วที่นางกำนัลเตรียมมาเองอีกอัน แล้วให้นางกำนัลดื่มทดสอบ เมื่อพิธีการทดสอบอาหารเสร็จสิ้น น้ำชาก็ถูกรินลงในถ้วยเดิมที่ทางเจ้าภาพจัดรับรองไว้
    “ขออภัยด้วยท่านอำมาตย์หลวง ข้าไม่ได้มีเจตนาตั้งใจลบหลู่ท่าน แต่มันเป็นธรรมเนียมต้องปฏิบัติตาม”
    “กระหม่อมเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
    “ข้ามาทำให้งานวันเกิดท่านเป็นงานเลี้ยงน้ำชาไปแล้วสินะ ต้องขออภัยจริงๆ”
    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่าบาททรงให้เกียรติกระหม่อมเสด็จมาถึงที่นี่”
    “ปกติแล้ว... ขุนนางทั้งหลายมาร่วมงานวันเกิดท่านมากมายแบบนี้เสมองั้นหรือ”
    หลายคนรู้สึกได้ว่า รับสั่งถามเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ผิวเผินดั่งคำกล่าวนั้นเลย
    “ทูลฝ่าบาท พวกกระหม่อมทั้งหลายต่างล้วนแค่มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้ท่านอำมาตย์หลวง ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่พวกเราเคารพนับถือเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในขุนนางผู้มาร่วมงานตอบขึ้นแทนเจ้าของงานเพื่อแสดงความจริงใจ
    “โดยปกติท่านแม่ทัพหลวงกับท่านเจ้ากรมพิพากษ์คดีไม่มาหรือ”
    อำนาจแห่งบัลลังก์ของจีโอเนสแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ อำนาจทางการทหารเป็นของแม่ทัพหลวง หัวหน้าของขุนนางคณะบริหารเป็นของอำมาตย์หลวง และสุดท้ายคือเจ้ากรมพิพากษ์คดี หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ตัดสินถูกผิดดูแลเรื่องทุกข์ร้อนของชาวบ้านทั่วไป ได้อำนาจอภิสิทธิ์พิเศษจากองค์เหนือหัวในการสั่งเป็นสั่งตายผู้คนได้ในการพิพากษ์คดีความ
    “โดยปกติท่านเจ้ากรมพิพากษ์คดีมักไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงใดๆ เพื่อป้องกันข้อครหาอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนท่านแม่ทัพหลวงปีที่แล้วมาพ่ะย่ะค่ะ ปีนี้แม้จะส่งเทียบเชิญไปแล้วแต่ดูเหมือนจะตอบรับมาว่า ติดภารกิจทำให้ไม่สะดวกเข้าร่วม”
    “ติดภารกิจ หืม...” องค์แดริสเปรยขึ้นเบาๆ พร้อมกับสีหน้าแปลกพระทัยเล็กน้อย แต่เมื่อหันไปมองทหารมหาดเล็กฯ คนสนิทที่อยู่ห่างออกไปที่มุมห้องแล้วทุกอย่างก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาได้ไม่ยาก
    องค์เหนือหัวลุกขึ้นจากที่ประทับ ทำให้ทุกคนในห้องลุกขึ้นยืนตามกันแทบไม่ทัน หญิงสาวปริศนาซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังขององค์ราชันมาโดนตลอดนับตั้งแต่เสด็จลงมาจากรถม้านั้นรีบเดินอ้อมมาด้านหน้า ก่อนจะหยิบถ้วยชาขององค์แดริสใส่ถาดยกตามเสด็จไป
    และเมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จไปอยู่เบื้องหน้าของอำมาตย์หลวงแล้ว ก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปยังกาน้ำชาที่อยู่ด้านข้างของอำมาตย์หลวงยกขึ้นมา นอกจากผู้ติดตามของพระราชาแล้ว ขุนนางคนอื่นๆ ไม่มีคนรับใช้มาคอยอำนวยความสะดวกให้ ถ้วยน้ำชาของขุนนางผู้ใหญ่คนนี้ก็ยังว่างเปล่า องค์แดริสรินน้ำชาใส่ถ้วยอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะส่งยื่นไปให้ยังท่านอำมาตย์หลวงด้วยพระองค์เอง
    “ในเรื่องนั้นข้าเองก็มีส่วนผิด ข้าขอขมาด้วยน้ำชาถ้วยนี้และขออวยพรให้ท่านสุขภาพแข็งแรง”
    อำมาตย์หลวงเงยมองพระพักตร์ของกษัตริย์หนุ่มรุ่นลูก แม้จะแปลกใจที่ทรงทำถึงเพียงนี้ แต่ก็รีบรับถ้วยน้ำชานั้นมา
    “เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหัวหน้าขุนนางทูลขึ้น ขุนนางคนอื่นก็ร่วมกันย้อนซ้ำประโยคนั้นดังขึ้นทั่วห้องโถงรับแขกเลยทีเดียว คาอูลมองภาพนั้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
    เมื่อฝ่าบาทรับน้ำชาของพระองค์เองมาจากข้าหลวงปริศนาและยกขึ้นเสวยแล้ว ทุกคนก็ยกชาขึ้นดื่มตามเพื่อเป็นการอวยพรฉลองให้กับเจ้าของงาน
    “อ้อ ข้ามีใครคนหนึ่งอยากแนะนำให้พวกท่านได้รู้จัก”
    ทุกคนหันไปมองหญิงสาวผู้ยืนเบื้องหลังองค์ราชันอย่างแทบไม่ต้องถามไถ่กัน คาอูลรู้สึกตื่นเต้นรอคอยวินาทีนี้แทบไม่ไหวแล้วทีเดียว มีการเตรียมการกันมาแล้วว่า จะแนะนำตัวฟีออนหลังจากให้นางยกน้ำชาตามฝ่าบาทไปต่อหน้าเหล่าขุนนางทุกคน
    “ที่จริงข้าเองก็อยากจะแนะนำนางในห้องว่าราชกิจอย่างเป็นทางการ แต่เพราะตอนนี้นางยังอยู่ในฐานะฝึกหัด ข้าก็เลยคิดว่าอยากให้พวกท่านรู้จักนางอย่างไม่เป็นทางการเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงหาว่าข้ามีอะไรแปลกใหม่มาแหกกฎของพวกท่านอีกแล้ว”
    ทั้งห้องยังคงรอเงียบฟังแม้หลายคนจะหลงลืมตัวพยักหน้ากับรับสั่งนั้นเลยทีเดียว ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มาสิบสี่ปีทรงมีคำว่า ‘ครั้งแรก’ มามากมายแล้วเหลือเกิน
    “พวกท่านมีใครพอจะจดจำท่านอาจารย์ฟาอิน เซจ ซึ่งจากไปเมื่อไม่นานมานี้ได้หรือไม่” เมื่อตรัสจบ บางสีหน้าก็แสดงความตกตะลึง บางคนก็พยักหน้ารับคำนั้นอย่างเศร้าใจ
    “ท่านฟาอินเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างหาได้ยากยิ่ง หากในตอนนั้นไม่ลาออกไป เลือกรับใช้ราชการต่อมาก็คงจะทำหน้าที่อำมาตย์หลวงได้ดีกว่ากระหม่อมอย่างแน่แท้พ่ะย่ะค่ะ น่าเสียดายเหลือเกิน” “ถึงท่านอาจารย์จะจากไปแล้ว แต่ท่านก็ได้หลงเหลือทายาทไว้ให้กับพวกเรา ฟีออน เซจ นางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านอาจารย์ฟาอิน ในตอนนี้ข้ากำลังให้นางฝึกฝนงานของร่างอักษรประจำพระองค์”
    แม้ไม่ต้องบรรยายต่อแต่ทั่วทั้งห้องต่างรู้ดีว่า นี่คือร่างอักษรฯ ซึ่งเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของจีโอเนราฟา
    หญิงสาวผู้จับรวบมือตัวเองไว้อย่างตื่นเต้นย่อตัวลงทำความเคารพต่อหน้าขุนนางทุกคน ท่ามกลางสีหน้าที่บ้างก็รู้สึกแปลกประหลาด บ้างก็รู้สึกยินดีขึ้นมา คาอูลเผลอยิ้มกว้างออกมาจนกระทั่งชามี...หนึ่งในทหารมหาดเล็กฯ ต้องสะกิดเคาะเรียกสติของเพื่อนร่วมงานกลับมาเลยทีเดียว
    “ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีพ่ะย่ะค่ะ หากเป็นบุตรสาวที่ท่านฟาอินอบรมมาแต่กำเนิด กระหม่อมก็เชื่อว่านางจะต้องทำงานถวายการรับใช้ฝ่าบาทได้เป็นอย่างดี”
    “แน่นอน ข้าก็หวังเช่นนั้น นางหลักแหลมมากจนข้าตกตะลึงทีเดียว เอาล่ะ...คงล่วงเลยเวลามื้อเย็นของพวกท่านมาเนิ่นนานแล้ว เชิญพวกท่านร่วมรับประทานอาหารกันให้สนุกเถอะ ข้าคงไม่อยู่รบกวนมากกว่านี้”
    “พระอาญามิพ้นเกล้า โปรดอย่าได้รับสั่งเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเองก็ทรงมาเสวยร่วมกับพวกเราเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
    “ขอบคุณในน้ำใจของท่าน แต่เห็นทีจะต้องขอตัว ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับท่านอำมาตย์ตามลำพังเล็กน้อยก่อนกลับ นั่นจะเป็นการรบกวนเวลาของท่านมากไหม”
    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้นเชิญเสด็จทางนี้พ่ะย่ะค่ะ” แล้วอำมาตย์หลวงนำเสด็จฝ่าบาทออกไป
    “ไปรับแขกแทนท่านพ่อของเจ้ากับแขกของเจ้าให้ดีเถอะคาอูล ให้แมนิคตามมาคนเดียวก็พอ”
    เมื่อเหล่าทหารมหาดเล็กฯ จะติดตามไปองค์เหนือหัวก็รับสั่งขึ้น รอจนส่งเสด็จออกจากห้องไปแล้ว ผู้คนในห้องก็เริ่มแยกย้ายกันไปตามคำเชื้อเชิญของท่านหญิงมารดา ชายาของท่านอำมาตย์หลวงซึ่งออกมารอต้อนรับพาทุกคนไปยังห้องรับประทานอาหาร
    “ฟีออน...” ในขณะที่หญิงสาวกำลังรวมกลุ่มรออยู่กับคุณฟิลิฟป้า คาอูลก็เดินเข้ามาหาเมื่อได้จังหวะโอกาสในทันที “ท่านคาอูลไม่ไปร่วมต้อนรับแขกหรือคะ”
    “ข้าพาเจ้าไปเดินดูรอบบ้านดีมั้ย”
    คำตอบ...ที่ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำเชิญชวนส่วนบุคคลซึ่งถามขึ้นต่อหน้าทุกคนนั้น ทำเอาหญิงสาวรู้สึกขัดเขินทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเลยทีเดียว อยากไปก็อยากอยู่หรอก แต่อย่างไรหญิงสาวก็หันไปมองหัวหน้านางกำนัลที่อยู่ข้างตัวเป็นเชิงขออนุญาต
    “ฝ่าบาทอาจใช้เวลาเพียงไม่นาน คงไม่เหมาะสมหากจะให้ทรงต้องรอฟีออนในตอนจะเสด็จกลับ แม้จะไม่จำเป็นต้องรอ แต่เมื่อพระองค์พานางมาเพื่อแนะนำตัวแล้ว ข้าก็คาดว่าฝ่าบาทจะรอนางนะคะ ท่านคาอูล”
    แม้จะเป็นทหารองครักษ์ แต่อย่างไรคาอูลก็เป็นท่านชาย เป็นเชื้อพระวงศ์ห่างๆ ที่แม้แต่หัวหน้านางกำนัลอย่างฟิลิฟป้าต้องพูดจาให้เกียรติ
    “ข้าได้ขอทูลอนุญาตกับฝ่าบาทไว้แล้วขอรับ หากฝ่าบาทเสด็จกลับมาก็คงไม่ทรงรอ ข้าทูลไปแล้วว่าจะพานางกลับไปส่งทีหลังถึงในวังให้ปลอดภัยเอง”
    นางกำนัลสองคนแอบสะกิดมือกันอย่างหาเพื่อนร่วมความแปลกใจ เพื่อนทหารมหาดเล็กฯ อีกสองนายได้แต่กลั้นขำเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางขัดเขินจนเกือบลนลานนิดๆ ของคนที่กำลังจีบกันต่อหน้าผู้คน
    ฟิลิฟป้าหันไปมองฟีออนอย่างประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน ถัดจากคุณบลูเบลล่าที่เป็นนางข้าหลวงคนแรกแล้ว แม้จะมีกฎบัญญัติใหม่ให้สตรีก็สามารถทำงานเป็นข้าหลวงได้ แต่ก็มีน้อยถึงน้อยมากที่จะฝ่าฟันสอบผ่านเข้ามาทำงานได้ และโดยส่วนมากก็มักจะทุ่มเทให้กับงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนจนหลงเลยเวลาสละโสดไป
    นางข้าหลวงไม่เหมือนนางกำนัล แม้จะเป็นสตรีที่อยู่ในรั้ววังก็สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้เช่นข้าหลวงชาย
    แต่ใครจะไปนึกว่าหญิงสาวผู้ซึ่งมีรูปโฉมไม่ใช่แบบพิมพ์นิยมผู้นี้ จะโชคดีถึงขนาดเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่มสูงศักดิ์อย่างท่านคาอูล ไม่รู้ว่าวางแผนกับฝ่าบาทมาแล้วหรือไม่ เพราะแม้ใบหน้าของนางจะเป็นเช่นนั้น แต่หากเป็นถึงบุตรของฟาอินผู้นั้น มิหนำซ้ำยังกำลังจะได้เป็นร่างอักษรฯ ที่เป็นสตรีคนแรกแล้ว เชื่อได้ว่าตระกูลเวฮาเนสต์คงจะอ้าแขนรับนางอย่างยินดีเป็นแน่
    “ถ้าเช่นนั้นก็เชิญตามสบายค่ะ โปรดระวังอย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียอะไรกระทบกระเทือนถึงฝ่าบาทด้วยนะคะ”
    “ไม่มีแน่นอนขอรับ ข้าจะพานางไปพบท่านพ่อท่านแม่”
    เป็นฟีออนที่สะดุ้งโหยงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ฟัง
    “ไปเถอะ” ชายหนุ่มหันไปบอกแขกส่วนตัวของตนอีกครั้งก่อนออกเดินนำหน้าไป หญิงสาวบีบมือตัวเองที่จับกันแน่นอยู่ด้านหน้า ข่มอาการขัดเขินที่ทวีขึ้นจนแทบไม่กล้าเงยหน้ามองใคร แล้วก้มหน้ารีบตามออกไปเงียบๆ
    “คาอูลร้อนใจแทบแย่แล้วขอรับ ยิ่งฝ่าบาทพาฟีออนมาเปิดตัวแบบนี้แล้ว ขุนนางสายบริหารบ้านไหนก็คงอยากได้นางเป็นสะใภ้ทั้งนั้น เรื่องใบหน้าของนางคงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยหากเทียบกับสถานะการงานที่นางกำลังจะได้เป็น เจ้านั่นเลยต้องรีบปักป้ายจอง” ชามีเดินมาเอ่ยขึ้นกับเหล่านางกำนัลที่ยังคงมองตามหลังสองคนไปด้วยสีหน้าอึ้งทึ่ง “อ้อ เห็นคาอูลบอกก่อนไปว่ามีอาหารรับรองพวกเราอยู่ที่อีกห้องน่ะขอรับ”
    ภายในห้องทำงานส่วนตัวของท่านอำมาตย์หลวง ซึ่งบัดนี้กลายเป็นห้องรับรองชั่วคราวขององค์กษัตริย์ที่เสด็จมาถึงที่นี่ องค์แดริสมองดูสำรวจภายในห้องโดยรอบอย่างโจ่งแจ้งราวกับหาข้อจับผิดก็ไม่ปาน
    “ห้องทำงานท่านดูหรูหราดีนะ”
    “มันเป็นแบบนี้มานานตั้งแต่ก่อนที่กระหม่อมจะแต่งเข้าตระกูลเวฮาเนสต์แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็แค่ใช้ห้องนี้นั่งทำงานเท่านั้น”
    “จริงสินะ ตระกูลเวฮาเนสต์เป็นขุนนางคนสำคัญของเรามาหลายรุ่นหลายสมัย แม้แต่ในช่วงกลียุคของบ้านเมือง เจ้าชายเชมิวยังยอมแต่งเข้าตระกูลเวฮาเนสต์โดยไม่ตั้งสายเชื้อพระวงศ์ใหม่ ห้องนี้คงมีประวัติศาสตร์สำคัญหลายอย่างไม่ต่างจากห้องทรงอักษรในวังทีเดียว”
    ในช่วงกลียุคของบ้านเมือง มีเจ้าชายถึงสามคนจากสามเชื้อสายตระกูลที่ช่วงชิงบัลลังก์กันในยุคความเสื่อมถอยของบ้านเมือง ‘เจ้าชายเชมิว’ คือพระโอรสเพียงองค์เดียวของกษัตริย์ราฟาเอล...ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่กำลังครองราชย์ในขณะนั้น ทรงเป็นอดีตเจ้าชายรัชทายาทคนหนึ่งที่เคยใช้พระนามแห่งอาเวนติน่าร์ ก่อนที่เสด็จปู่เรฮาริคขององค์แดริสจะได้บัลลังก์มาครอง เจ้าชายเชมิวจึงได้ออกจากความเป็นอาเวนติน่าร์ สมรสกับท่านหญิงแห่งเวฮาเนสต์และคอยสนับสนุนพระราชบัลลังก์แทน
    “กระหม่อมเองก็เป็นเพียงเขยที่แต่งเข้าตระกูลเวฮาเนสต์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ มิบังอาจมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์เหล่านั้น”
    “จะเป็นยังไงนะ หากในรัชสมัยนั้นผู้ที่ได้ครองบัลลังก์เป็นเจ้าชายเชมิว ทุกอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้คงสลับกันไปหมด ท่านเองคงกำลังจะเป็นกษัตริย์ มีคาอูลเป็นเจ้าชายรัชทายาท ข้าเองก็คงเป็นแค่ท่านชายที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานงกๆ ในสายตระกูลเฟรนด์สเกลแทน แต่ว่าไปแล้วเฟรนด์สเกลคงยิ่งใหญ่น่าดูทีเดียว หากมีคนทั้งสายบริหารและสายทหารรวมอยู่ในตระกูลเดียว กษัตริย์พระองค์ไหนก็คงไม่ชอบใจเท่าไหร่กระมัง เพราะดูแล้วข้าคงไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกเป็นทหารที่ดีได้แน่”
    “นั่นเป็นเพียงการคาดเดาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าหากบางสิ่งในอดีตเปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างอาจไม่ออกมาเป็นดั่งที่ทรงรับสั่งมาก็ได้ หากเจ้าชายเชมิวทรงได้เป็นกษัตริย์ นอกจากพระธิดาทั้งสองแล้ว กระหม่อมเชื่อว่าพระองค์คงจะทรงพยายามมีพระโอรสให้ได้อย่างแน่นอน คนที่จะได้ครองราชย์ต่อแน่นอนว่าต้องไม่ใช่เพียงราชบุตรเขยอย่างกระหม่อม และคาอูลในตอนนี้ก็อาจจะเป็นเพียงทหารองครักษ์ต่อไป หรือแม้แต่ทุกสิ่งอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบที่เราไม่สามารถคาดเดาก็อาจเป็นได้พ่ะย่ะค่ะ”
    “นั่นก็จริง...แต่ถึงอย่างไรก็มีสิ่งหนึ่งที่ข้าคิดว่าตัวเองคิดถูก คงไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนชอบใจที่ตระกูลใดตระกูลหนึ่งจะกุมอำนาจทั้งทางการทหารและคณะบริหารไว้ทั้งหมดแน่ ข้าถึงได้ไม่เข้าใจท่าน ไม่เข้าใจท่านแม่ทัพหลวง ว่าทำไมถึงได้รีบผูกมิตรกันนัก”
    ชายวัยค่อนชราแทบจะลอบถอนใจ นึกเอาไว้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทผู้นี้ไม่มีทางมาเยี่ยมบ้านเขาแล้วกลับไปสบายๆ โดยไม่ทิ้งของฝากที่ชวนให้ปวดหัวไว้เช่นนี้เป็นแน่
    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ หากทรงหมายถึงเรื่องของคาอูลอยู่ล่ะก็ แม้จะเคี่ยวกรำเขามาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนความสามารถของเขาจะผิดแผกไปจากบรรพบุรุษ เขามีความเชี่ยวชาญในด้านการทหารมากกว่า ตั้งแต่เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเป็นทหาร กระหม่อมก็แทบไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับการดำเนินชีวิตหรือการทำงานของบุตรชายเลย”
    “แต่ก็บังคับให้เขาแต่งงานกับบุตรสาวของท่านแม่ทัพหลวง ก็น่าแปลกใจนะที่ทางนั้นตกลงเห็นชอบด้วย พวกท่านทำเอาข้าตกตะลึงได้ในรอบสิบปีเลยทีเดียว”
    “ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพึงมองหาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับบุตรของตนเองพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพหลวงก็คงคิดเช่นนั้น ทั้งสองต่างก็เป็นท่านชายและท่านหญิงคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้สมรส และที่ตอบตกลงก็คงเพราะคาอูลเป็นทหาร มิใช่ขุนนางอย่างกระหม่อม ทุกอย่างเป็นเพราะตัวของบุตรชายของกระหม่อมเองทั้งนั้น”
    “ข้ารู้ตัวว่าตัวเองเอาแต่ใจ พวกท่านคงทนข้ามานานและเบื่อแทบแย่แล้ว แต่อะไรที่จะทำให้ข้าเชื่อได้ว่าพวกท่านไม่ได้กำลังจะร่วมมือกันเล่นลูกไม้อะไรบางอย่างตลบหลังข้ากันนะ”
    “ฝ่าบาท ไม่เคยมีใครคิดทำอะไรเช่นนั้นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
    “ท่านเองก็ไม่แน่นอนด้วยใช่ไหม”
    “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่สองรัชสมัยก่อนหน้านี้กระหม่อมพยายามทำทุกอย่างเพื่อองค์กษัตริย์ เพื่อจีโอเนสอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
    “ท่านทำทุกอย่างได้เพื่อบ้านเมืองของเราใช่ไหม”
    “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากเป็นเรื่องที่กระหม่อมทำได้ หรือหากทำไม่ได้ก็จะพยายามทำให้เต็มที่พ่ะย่ะค่ะ”
    “ดี... ข้าเกือบจะเชื่อใจพวกท่านอยู่แล้ว หากอยู่ๆ พวกท่านไม่คิดจัดงานแต่งงานแปลกๆ นั่นขึ้นมา ดังนั้นช่วยทำอะไรบางอย่างพิสูจน์ให้ข้ารู้ว่าท่านจงรักภักดีต่อจีโอเนสจริงๆ ได้ไหม”
    “โปรดรับสั่งมาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
    “นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มา ปัญหาหนึ่งที่ข้ากังวลใจมาตลอดคือความสัมพันธ์กับอาณาจักรเพื่อนบ้าน เพราะข้ากลัวการเดินทางไกล ก็เลยแทบไม่ได้ไปเยือนอาณาจักรไหนเลยทั้งนั้น พอคิดจะหาราชินีจริงๆ ขึ้นมาก็เลยคิดว่าควรใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสักที่เชื่อมสัมพันธไมตรีไว้บ้าง แต่ว่า...”
    เมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่’ ท่านอำมาตย์หลวงก็ปิดปากของตัวเองลงเมื่อกำลังจะทูลอะไรบางอย่างขึ้น และคำว่า ‘แต่’ แทบทุกครั้งของพระองค์ไม่เคยทำให้ชายค่อนชราผู้นี้สบายใจได้เลย
    “เมื่อไม่นานมานี้ข้าเจอใครคนหนึ่ง ที่คิดว่าเหมาะสมจะเป็นราชินีของเรามาก”
    “จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าสตรีผู้นั้นเป็นใครพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของขุนนางผู้ใหญ่ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที
    “ข้าจะบอกท่านบอกทุกคนเมื่อถึงเวลา แต่รู้ไหมใครจะไปเชื่อ ไม่เจอกับตัวเองข้าก็คงไม่เชื่อเด็ดขาด นางปฏิเสธตอนที่ข้าบอกให้นางอภิเษกสมรสกับข้าเพื่อเป็นราชินี”
    แม้แต่ท่านอำมาตย์หลวงยังมีสีหน้างุนงงแทบไม่อยากเชื่อ ยิ่งได้ฟังแบบนี้แล้วเขาก็ยิ่งอยากรู้ตัวตนของสตรีผู้นั้นขึ้นมาจับใจ
    “ฝ่าบาทอยากให้กระหม่อมช่วยเกลี้ยกล่อมนาง หรือช่วยในหนทางอื่นๆ ดูไหมพ่ะย่ะค่ะ”
    องค์กษัตริย์ส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มอย่างมีเลศนัย
    “ไม่ต้องหรอก ข้ามีอย่างอื่นอยากให้ท่านช่วยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้บังคับหรอกนะ หากทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทำให้นางใจอ่อนยอมตกลงได้สำเร็จไหม ดังนั้นอะไรๆ ก็อาจพลิกผันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ในระหว่างนั้นงานเลี้ยงเต้นรำของข้าใกล้เข้ามาแล้ว ข้าได้ส่งเทียบเชิญพิเศษไปยังสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่ง เจ้าหญิงมาโมเนตแห่งอาณาจักรการค้าอย่างคาบันเน่ย์ นางอายุยี่สิบเท่ากับคุณหนูแห่งเฟรนด์สเกล อยู่ในช่วงวัยเหมาะกับการแต่งงานอย่างพอดิบพอดีเช่นกัน คงจะเป็นเกียรติกับจีโอเนราฟาอย่างมากหากได้เชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้”
    “นั่นแปลว่าทรงมีตัวเลือกไว้ในใจแล้ว...”
    “ไม่ใช่ของข้า... แต่เป็นของคาอูล”


    นิยายแนะนำ