ตอนที่55 หยกเขียวจักรพรรดิ
ซูหนิงหลงเพิ่งส่องไฟฉายตรวจสอบหินหยกดิบด้วยความอยากรู้ทว่าสัมผัสได้ถึงแรงกระตุกเสื้อมาจากฝั่งน้องสาวยืนอยู่ พลางเหลือบไปมองแล้วเห็นสายตาขอความช่วยเหลือส่งมาจึงยื่นไฟฉายให้ชายชราซูเกอทำหน้าที่ตรวจสอบแทน
พี่รองหันตัวมาทางน้องสาวก่อนเหลือบเห็นชายชราผู้ยื่นไฟฉายให้ตนกำลังนั่งยองอยู่ตรงข้ามน้องสาวพอดีพลางเหลือบเห็นสายตาคล้ายอยากรู้ตัวตนของชายชราจากน้องสาวจึงเข้าใจโดยอัตโนมัติแล้วทำหน้าที่เป็นคนสอบถามชื่อของชายชราผู้มีน้ำใจเองว่า
“สวัสดีครับท่านผู้เฒ่าขอบคุณนะครับที่ให้ยืมไฟฉาย ว่าแต่ท่านผู้เฒ่าอยู่ที่นี่เหรอครับแล้วพอจะบอกชื่อให้ผมรู้จักได้ไหม”
เฒ่าเหอหรือชื่อเต็มคือเหอจิ่งซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านหยกแห่งตลาดเต๋อหลงมานานหลายชั่วอายุคนผู้ที่แท็กซี่เคยแนะนำสมาชิกครอบครัวซูก่อนหน้า
เวลานี้เฒ่าเหอเลิกคิ้วประหลาดใจเมื่อได้พบเด็กหนุ่มหน้าตาดีแล้วยังมีมารยาทดีทั้งไม่แสดงท่าทีดูแคลนว่าตนสวมเสื้อมอซอจึงฉีกยิ้มพอใจพลางตอบอย่างอารมณ์ดีกว่าเดิมว่า
“ฉันชื่อเฒ่าเหอขายหินหยกอยู่ในตลาดนี้แหละ พอดีได้ยินเสียงคนเถียงกันกับตาแก่ฮั่นก็เลยอยากมาดูอะไรสนุก ๆ หน่อยนั่นซี หลานชายเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเหรอแล้วพากันดูหินหยกเป็นไหมละนั่น”
ครั้นซูหนิงหลงได้ยินชายชราแนะนำตัวเขาหันหน้าสบตาน้องสาวอย่างมีความนัยเพราะชื่อชายชราตรงกับคนขับรถแท็กซี่แนะนำมาพอดีจึงสอบถามเพิ่มเติมด้วยความอยากรู้เนื่องจากกำลังต้องการคำแนะนำจากเฒ่าเหออยู่พอดีว่า
“ขอโทษนะครับท่านผู้เฒ่าเหอใช่ท่านผู้เฒ่าเหอที่คนเล่าลือว่าเชี่ยวชาญเรื่องหยก มีแผงขายหินหยกอยู่ท้ายตลาดใช่ไหมครับพอดีมีลุงคนขับรถแท็กซี่เล่าให้ฟังมาน่ะครับ”
เฒ่าเหอเลิกคิ้วประหลาดใจอีกครั้งเพราะไม่คิดว่าตนจะมีชื่อเสียงโด่งดังจนทำให้คนขับรถแท็กซี่กล่าวแนะนำกับคนต่างถิ่นได้กระนั้นเขาไม่คิดปิดบังจึงพยักหน้าตอบรับแล้วถามถึงจุดประสงค์ของเด็กหนุ่มตรงหน้าว่า
“ในตลาดนี้มีฉันแซ่เหอคนเดียวก็คงหมายถึงฉันนี่แหละ เขาบอกว่าฉันเชี่ยวชาญเรื่องหยกงั้นเหรอ โม้เกินไปแล้วว่าแต่พากันตั้งใจมาซื้อหินหยกดิบเหรอ แล้วมีความรู้กันบ้างไหมล่ะเนี่ย”
ชายชราหัวเราะร่วนโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธด้วยนึกย้อนหลังถึงคำกล่าวแนะนำจากคนขับรถแท็กซี่แล้วรู้สึกขบขันมากกว่าเคร่งเครียดพลางถามถึงทักษะการเลือกหินหยกหยาบหรือหินหยกดิบเพื่อประเมินความรู้พื้นฐานด้วยความใส่ใจ
ชายชราซูเกอหยุดส่องไฟฉายตรวจสอบทันทีเพราะไม่ค้นพบสิ่งใดน่าสนใจทั้งไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มาก่อนพอให้ยินหลานชายสอบถามชายชราผมเรียบแปล้คนหนึ่ง จึงผินหน้ามองแล้วกล่าวทักทายอย่างมีไมตรีว่า
“สวัสดีเฒ่าเหอฉันชื่อซูเกอมาจากเมืองตงหยิง ทางฝั่งซานตงโน่นแน่ะ พอดีหลานสาวฉันชอบของเล่นแปลกๆ หน่อย เหมือนอย่างแจกันอันนี้แหละ คราวนี้งอแงอยากได้หินหยกหยาบไม่รู้เกิดอะไรขึ้น พวกฉันเลยได้พามาซื้อที่นี่แหละก็ไม่อยากได้แพงนักเพราะจะเอาเป็นของเล่นให้หลานเฉย ๆ”
เฒ่าเหอยิ้มรับคำทักทายจากชายชราตรงหน้าที่มีผมสีดำขึ้นแซมผมขาวทว่าภาพลักษณ์โดยรวมคล้ายคนชราเหมือนตนจึงตอบด้วยอัธยาศัยดีเช่นกันว่า
“สวัสดีเฒ่าซูมาไกลเหมือนกันนะนี่ ตั้งซานตงแน่ะ งั้นฉันจะช่วยแนะนำหยกดิบคร่าว ๆ ละกันถ้าจะเอาไปเป็นแค่ของเล่น ทำไมถึงไม่ไปเอาแถวหน้าร้านละแบบนั้นจะถูกกว่าซื้อฝั่งทางนี้นะ แถวหลังร้านส่วนใหญ่มาจากพม่า คงคัดแล้วว่ามีหยกแน่มันก็จะมีราคาแพงทีเดียว”
เฒ่าเหอรู้สึกชื่นชอบนิสัยใจคอเพื่อนชราต่างถิ่นด้วยสัมผัสได้ว่ากลุ่มชายชราเด็กหนุ่มและเด็กหญิงต่างเป็นคนดีซึ่งไม่ควรถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าทั่วไปพลางช่วยแนะนำราคาให้เลือกซื้อตามความเหมาะสมอย่างจริงใจ
“ไม่ดีกว่าฉันเชื่อหลานสาว แพงก็จะลองดูสักตั้ง เผื่อว่าจะมีหินหยกอยู่ด้านในไม่แน่ว่าพวกฉันอาจรวยกลับบ้านก็ได้ เหยี่ยนเอ๋อร์หลานรัก หลานอยากได้หินก้อนนี้เป็นของเล่นหรือว่าจะยอมให้เขาผ่าล่ะ”
ชายชราซูเกอส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีจากอีกฝ่ายด้วยรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของหลานสาวเป็นอย่างดีพลันนึกถึงข้อแก้ตัวด้วยการใช้การตัดสินใจของหลานสาวเป็นข้ออ้างจึงผินหน้าพร้อมถามหลานตัวน้อยในทันที
เฒ่าเหอหัวเราะในลำคอด้วยความแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเพื่อนชราจะยกการตัดสินใจเกี่ยวข้องกับการใช้เงินซื้อสิ่งของในนามของเล่นไปให้หลานตัวน้อยกระนั้นเขาก็รอฟังคำตอบจากเด็กหญิงด้วยความอยากรู้เช่นกัน
ซูเทียนเหยี่ยนและพี่รองสบตากันนางโผเข้ากอดเขาคล้ายกับไม่อยากตอบคำถามของชายชราทั้งสองคนทว่าในความเป็นจริงนางแค่ต้องการกระซิบบอกข้อมูลให้พี่รองเป็นคนพูดแทนตนว่า
“พี่รองคะในหินก้อนนี้จะมีหินสีเขียวเข้มขนาดเท่ากำปั้นเหยี่ยนเอ๋อร์ไม่รู้มันจะมีราคาประมานเท่าไร”
เฒ่าเหอหัวเราะทันทีเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเด็กหญิงเขินอายตามประสาเด็กทั่วไปด้วยคิดว่าคงไม่กล้าสู้หน้าหรือพูดคุยกับคนแปลกหน้าจึงพูดปลอบโยนอย่างคนใจดีว่า
“โถ! ดูนั่นสิ หลานคนสวยอายพวกเราแล้วฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย อย่าเพิ่งกลัวฉันสิหลานน้อย”
อย่างไรก็ตามชายชราซูเกอจับสังเกตได้ว่าหลานสาวต้องการหาคนช่วยพูดแทนเขาจึงสบตาหลานชายและรอฟังข้อมูลซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากหลานสาวด้วยท่าทีกระตือรือร้นโดยบอกให้หลานชายเป็นคนพูดแทนเด็กหญิงด้วยความเข้าใจว่า
“แน่ะ.....เหยี่ยนเอ๋อร์อายม้วนไปแล้วเสี่ยวหลงหลานคิดยังไงกับหินก้อนนี้”
ซูหนิงหลงรับรู้ข้อมูลมาจากน้องสาวแล้วเขาขมวดคิ้วใช้ความคิดประมวลผลหาคำพูดเหมาะสมอยู่พอได้ยินคำถามจากปู่จึงผ่อนลมหายใจโล่งอกแล้วตอบตามจริงโดยละข้อมูลจากน้องสาวไว้บางส่วนว่า
“ผมว่าถ้าเหยี่ยนเอ๋อร์ชอบพวกเราก็น่าจะซื้อไว้นะครับ ว่าแต่ท่านผู้เฒ่าเหอครับไม่ทราบว่าหินหยกมีสีอะไรบ้าง แล้วสีไหนราคาแพงที่สุดครับเผื่อพวกเราจะมีโชควาสนาจากน้องสาวผม”
เหอจิ่งซานหัวเราะชอบใจอีกครั้งต่อความมั่นใจของครอบครัวแปลกหน้าแต่มีความเป็นมิตรให้กับตนเขาเอี้ยวคอไปบอกเพื่อนชราผู้เป็นเถ้าแก่แผงขายหินหยกหยาบแห่งนี้ก่อนหันกลับมาอธิบายข้อมูลอย่างเป็นกันเองว่า
“ตาแก่ฮั่น!ฉันอยากแนะนำพวกเขา แกไปดูแลลูกค้าคนอื่นแล้วกัน ถ้าพวกเขาจะเอาหินก้อนนี้จริง ๆเดี๋ยวฉันจะเรียกแกอีกที”
พลันมีเสียงตอบจากชายชราผู้เป็นเจ้าของแผงกลับคืนมาว่า“ตกลง!”
จากนั้นเหอจิ่งซานอธิบายวิธีเลือกหินหยกหยาบขอสังเขปเพราะไม่อยากลงลึกไปถึงเทคนิคลับซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้ในเวลากลางวันเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีแสงสว่างมองเห็นได้ชัดเจน ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าในเวลาค่ำคืนแบบนี้ว่า
“อันที่จริงการเลือกหินก้อนไหนว่ามีหยกบ้างมันก็มีอยู่หลายวิธีนะ อย่างเช่น การดูสีและลักษณะเปลือกหิน ดูว่าเปลือกมีลายดอกสนไหมหรือเป็นลายงูเหลือม หรือมีสีสนิมเหล็กติดเปลือก.....”
เฒ่าเหอหยิบหินหยกดิบก้อนหนึ่งขนาดเท่ากำปั้นตนเองขึ้นมาใช้ไฟฉายส่องพร้อมสาธิตและอธิบายให้ชายชราซูเกอและหลานชายฟังอย่างเชื่องช้าพลางยิ้มอารมณ์ดีเพราะเห็นเด็กหญิงมายืนเกาะไหล่เด็กหนุ่มฟังด้วยโดยไม่มีท่าทางงอแงเหมือนเด็กทั่วไป
ปู่และหลานจากตระกูลซูต่างรับฟังและเก็บเกี่ยวความรู้จากเฒ่าเหอโดยมีการซักถามกันไปมาอย่างออกรสซึ่งเฒ่าเหอยินดีให้ความรู้แบบไม่มีปิดบังสร้างความประทับใจให้กับครอบครัวซูเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ดีซูหนิงหลงเห็นว่าเฒ่าเหอยังไม่ได้พูดถึงมูลค่าของหยกแต่ละสีเขากลัวชายชราจะหลงลืมไปก่อนจึงรีบบอกเมื่อหยุดการสนทนาระหว่างกันแล้วว่า
“ท่านผู้เฒ่าเหอครับท่านยังไม่ได้บอกผมเลย ว่าหยกสีไหนราคาแพงที่สุด”
เหอจิ่งซานเลิกคิ้วประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะใส่ใจเรื่องนี้มากนักทว่าเขาไม่คิดมากจึงบอกข้อมูลให้ฟังคร่าว ๆ ว่า
“มันก็ต้องเป็นหยกเขียวจักรพรรดินั่นซีลักษณะของมันคือมีสีเขียวปานกลาง ไม่อ่อนหรือเข้มเกินไปสีเขียวเข้มของมันจะเสมอกันทั้งก้อน เนื้อกึ่งโปร่งใสจนอาจมองทะลุผ่านไปได้แต่มันหาได้ยากมากนั่นซีที่จะพบว่าเป็นหยกเขียวจักรพรรดิส่วนใหญ่ก็เป็นสีเขียวแบบอื่น แต่ก็ยังได้ราคาดีอยู่นะ ถ้าใครหาหยกสีนี้ได้แค่เล็บมือก็ราคาปาเข้าไปเป็นแสนหยวนแล้วไม่ต้องพูดถึงขนาดใหญ่กว่านี้เลย มันหายากมาก ใครมีไว้ละก็ สบายไปทั้งชาติเลยล่ะ”
สมาชิกครอบครัวซูต่างพยักหน้าเข้าใจมีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยตาโตเป็นประกายเพราะคำอธิบายของชายชราเหอจิ่งซานตรงกับเนื้อหินหยกที่ตนพบในก้อนดิบก้อนนั้นจึงโผเข้ากอดพี่ชายอีกครั้งแล้วกระซิบบอกอย่างมั่นใจว่า
“พี่รองคะมันเป็นสีแบบนั้นแหละ สีเขียวจักรพรรดิแน่ ๆ”
เมื่อซูหนิงหลงได้ยินน้องสาวกระซิบบอกเขาพยายามเกร็งตัวไม่ให้แสดงท่าทางตื่นเต้นยินดีออกไป พลางบอกชายชราซูเกอด้วยน้ำเสียงบังคับให้ราบเรียบที่สุดว่า
“ปู่เกอครับพวกเราให้น้องตัดสินใจอีกทีดีไหม เผื่อว่าน้องไม่อยากได้เป็นของเล่นแล้ว”
ชายชราซูเกอเข้าใจความนัยจากหลานชายเป็นอย่างดีเขาเบิกตาโพลงแว่บหนึ่งด้วยความยินดีก่อนกระแอมไอแล้วทำท่าถามหลานสาวอย่างไม่จริงจังว่า
“เอาละเหยี่ยนเอ๋อร์ มันจะดึกเกินไป เดี๋ยวหลานจะเพลียเอาได้นะตกลงจะเอาหินก้อนนี้ไปเล่น หรือจะยกให้ปู่เอาไปผ่าดีล่ะ”
ซูเทียนเหยี่ยนเหลียวมองใบหน้าผู้คนไปมาอย่างไม่เจาะจงก่อนใช้เตาหลอมในมือขวากระแทกหินหยกดิบหมายตาไว้พลางส่ายหน้าเป็นการส่งสัญญาณว่าไม่เอาไว้เล่นแล้วเนื่องจากต้องการให้ชายชรานำไปขายเพราะอาจช่วยให้ตระกูลซูร่ำรวยขึ้นมาได้
“ไม่.....ไม่”
ผู้นำตระกูลซูถามให้หลานสาวตอบด้วยท่าทางชัดเจนมากขึ้นเพราะจะได้เจรจาต่อรองกับเถ้าแก่ร้านอีกครั้งว่า
“สรุปว่าเหยี่ยนเอ๋อร์ไม่เอาไว้เล่นแล้วใช่ไหม”
คราวนี้เทพตัวน้อยพยักหน้าเป็นการยืนยันอีกรอบด้วยรู้ดีว่าตนอยู่ในร่างเด็กหญิงซึ่งอาจทำให้ผู้คนรอบตัวไม่เชื่อถือ ฉะนั้นจึงเข้าใจเจตนาของชายชราแล้วให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีด้วยการตอบว่า
“อื้อ.....อื้อ”
เหอจิ่งซานเห็นว่าเด็กหญิงยินยอมให้เพื่อนชราซื้อไปผ่าจึงพูดท้วงไม่เห็นด้วยเพราะกลัวเสียเงินเปล่า ด้วยคิดว่ามิตรภาพที่ได้รับมีความสำคัญมากกว่าว่า
“เฒ่าซูเอ๋ยแกจะเสียเงินเปล่านา เปลือกหินไม่เข้าท่าเลย ฉันเคยส่องดูมันมาก่อนมันไม่น่าจะมีหยกอยู่ด้วยซ้ำไป แถมยังมาอยู่ในกลุ่มหินดิบราคาแพงอีกไม่รู้ตาแก่ฮั่นคิดยังไง”
ทันใดนั้นเถ้าแก่ชราว่างจากหน้าร้านพอดีจึงเดินกลับมาตรวจสอบทางหลังร้านและสังเกตผลการแนะนำของเพื่อนชราในทีเขามาทันได้ยินคำกล่าวเชิงดูแคลนการคัดแยกราคาหินหยกหยาบของร้านตนจึงพูดสอดแก้ต่างในทันทีว่า
“บ๊ะ! ตาแก่เหอ อย่ามาหาเรื่องฉันแบบนี้สิรู้ไหมว่าหินพวกนี้มาจากพม่าเชียวนะ เพิ่งมีจากบ่อเก่าเหมือนของแกนั่นแหละ”
สมาชิกครอบครัวซูต่างมองหน้าสลับกันไปมาระหว่างชายชราเหอจิ่งซานและเถ้าแก่ร้านด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินคำใหม่ไม่คุ้นหูเพิ่มมาอีก นั่นคือคำว่า “บ่อเก่า” เนื่องจากครอบครัวซูต่างไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือศึกษาด้านนี้มามากเท่าใดนัก