ทันทีที่แผ่นหยกถูกบีบจนแตกละเอียด ก็ปรากฏแสงสีขาวเส้นหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนลับหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนชายชราร่างท้วมก็หันมาจ้องมองเทียนฉินพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"อย่างไรวันนี้เจ้าก็ไม่มีทางหนีรอดไปจากที่นี่ได้หรอก!"
เทียนฉินที่เห็นว่าชายชราร่างท้วมได้ทำลายแผ่นหยกเพื่อส่งสัญญาณออกไปแล้ว ก็รู้ตัวดีว่าเขาไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานนัก จึงเร่งพลังปราณออกต่อสู้อย่างเต็มที่ ทันใดนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะปรากฎร่างของมังกรสี่ตัวขึ้นมา จากนั้นจึงยกดาบขึ้นชี้ไปที่ชายร่างท้วมนั้น
โฮ้กก!
ทันทีที่เทียนฉินสั่งการมังกรทั้งสี่ตัวก็ร้องคำรามเสียงดัง ก่อนกระโจนเข้าหาชายร่างท้วมอย่างดุดัน แต่ชายชราร่างท้วมไม่คิดจะสู้กับเขาซึ่งๆหน้าอยู่แล้ว ก็พริ้วตัวหลบหนีออกไปจากตรงนั้นอย่างว่องไว
"คิดจะถ่วงเวลาอย่างนั้นรึ?"
เทียนฉินยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะใช้ท่าร่างมังกรเคลื่อนจันทราตามติดไปทันที ด้วยความต่างของระดับพลังรวมถึงท่าร่างของเขาที่มีความรวดเร็วอย่างมาก ชั่วพริบตาเทียนฉินก็พุ่งมาดักหน้ามันไว้ ก่อนจะเงื้อดาบจ้วงแทงออกไปสุดแรง
ชายร่างท้วมที่สนใจแต่จะหลบหนี กลับไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าเทียนฉินจะตามมาทันได้เร็วขนาดนี้ เมื่อปลายดาบกำลังจะมาถึงตัวมันจึงทำได้เพียงเบี่ยงตัวหลบเพื่อไม่ให้โดนจุดสำคัญในร่างกายเท่านั้น
ฉั้วะ!
ปลายดาบทิ่มทะลุซี่โครงของมันก่อนจะเฉือนปาดออกทางสีข้างจนเลือดพุ่งสาดกระจาย ชายชราร่างท้วมไม่มีเวลามองดูบาดแผลของมัน กัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดพริ้วตัวหนีออกไปทันที เพราะถึงแม้ว่ามันจะส่งสัญญาณให้คนมาช่วยแล้วตาม แต่คนของนิกายเมฆอนันต์นั้น ได้กระจายออกไปทั่วแคว้นชิง ซึ่งไม่มีทางที่จะโผล่มาช่วยมันได้เร็วๆนี้อย่างแน่นอน เมื่อความกลัวตายแทรกซึมอยู่ในหัวใจ มันจึงไม่คิดจะอยู่ต่อสู้อีกแล้ว
แต่สิ่งที่มันคิดอยู่นั้นก็ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะเทียนฉินย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสให้พวกมันหนีรอดไปได้อยู่แล้ว และทันทีที่มันพริ้วตัวเตรียมจะหนี มังกรทั้งสี่ตัวที่พลาดเป้าครั้งที่แล้วก็พุ่งเข้ากระแทกใส่ร่างมันเต็มแรง
ตู้ม!
ร่างของชายชราร่างท้วมโดนพลังที่ผสมผสานหลายอย่างเข้ากระแทก ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ไหว ร่างของมันระเบิดออกเป็นเศษเนื้อกระจุยกระจาย ตายตกไปโดยไม่เหลือชิ้นดี
พวกศิษย์ที่เหลือรอดอยู่เห็นอาวุโสของพวกมันตายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ก็ไม่อาจจะระงับความหวาดกลัวลงได้แต่ยืนแข้งขาสั่น แค่ขยับตัวก็ยังไม่กล้าแม้แต่น้อย
"พวกเจ้าอย่าตื่นตระหนกไป ชายคนนี้มีเพียงคนเดียว พวกเรามีกันตั้งหลายคนจะยังกลัวอะไรอีก?" ชายหนุ่มคนหนึ่งให้กำลังใจตัวเอง ก่อนกล่าวโน้มน้าวพวกคนที่เหลือ
"ใช่! พวกเราอย่าไปกลัวมัน!" ชายอีกคนพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ
แต่ในขณะที่พวกมันกำลังปลุกระดมกันอยู่นั้น กลุ่มคลื่นดาบก็พุ่งตรงไปหาคนหลายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นเปลวเพลิงกระจายไปทั่ว
พวกมันที่เหลือตระหนักได้ถึงอันตรายแต่ก็ยังช้าไป คลื่นเปลวเพลิงทั้งสามสายกลายเป็นดาบแปดเล่ม เข้ากระแทกคนสองคนที่มีพลังระดับผันแปรขั้นสูงโดยตรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงแม้ว่าชายคนหนึ่งจะมีปฏิกิริยาเฉียบคมและพลิ้วตัวถอยห่างออกไปเล็กน้อยก็ตาม
แต่คลื่นดาบเพลิงอันน่าสยดสยองยังคงทิ่มเข้าใส่ร่างของมันจนร่วงหล่นไปกระแทกพื้นเสียงดัง ส่วนคนที่มีระดับพลังต่ำกว่าไม่อาจจะตอบสนองได้ทัน ถูกคลื่นดาบเพลิงเชือดเฉือนจนร่างขาดสะบั้น ก่อนที่ชิ้นส่วนร่างกายเหล่านั้นจะถูกเปลวเพลิงเผาทำลายจนไม่เหลือซาก
"พลังดาบอะไรกันถึงได้รุนแรงเช่นนี้!"
ชายคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงเงาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเป้าหมายคือมันที่ยังเหลือรอดอยู่ ก็ง้างหมัดชกออกไปโดยไม่คำนึงถึงอาการบาดเจ็บสักนิดเลย
"หึ!"
เทียนฉินส่งเสียงเยาะเย้ยดูถูก เขาไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันของพลังที่มันปลดปล่อยออกมาเลยสักนิด ก็วาดดาบเขี้ยวพยัคฆ์ออกไปด้วยกระบวนท่าเฉือนนภาอย่างสบายๆ
เปรี้ยง!
พลังหมัดมีหรือจะต้านทานกระบวนท่าที่เทียนฉินใช้ออกมาได้ ทันทีที่พลังหมัดของมันสัมผัสกับคลื่นดาบของเทียนฉินก็แตกสลายหายไปในพริบตา ก่อนคลื่นดาบที่ยังไม่สูญเสียพลังไปแม้แต่น้อย เข้าผ่าเข้ากลางง่ามมือจนตัดแขนของมันขาดกระเด็น
อ้ากก!
ชายคนนั้นแหกปากร้องออกมาอย่างโหยหวน จ้องมองเทียนฉินด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เทียนฉินสะบัดดาบอีกครั้งศรีษะของมันก็กระเด็นหลุดลอยออกไปไกล จากนั้นจึงหันมองรอบด้านก็เห็นเพียงชายคนหนึ่งนอนกระอักเลือดออกมาไม่หยุด จึงเหาะไปจัดการสังหารมันโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นว่าไม่เหลือผู้รอดชีวิตแล้ว เขาจึงเดินกลับไปในถ้ำอย่างเร่งรีบ
"พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่กันแล้ว!"
เมื่อเทียนฉินเดินเข้ามาภายในถ้ำ ก็เห็นว่าตาเฒ่าหม่าได้บรรลุระดับผันแปรขั้นสูงได้แล้ว รวมถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างมาก ก็ยิ้มออกมาพร้อมกับเร่งให้ตาเฒ่าหม่ารีบตามเขาออกไป แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเก็บธงซึ่งเป็นแกนกลางค่ายกล รวมถึงแท่งโลหะที่เป็นแกนกลางค่ายกลลวงตาด้านนอกนั้นมาด้วย จากนั้นจึงปลดปล่อยพลังปราณออกมาเผาทำลายพื้นที่ตรงนั้นทันที
ในระหว่างที่เดินทางออกมานั้นเทียนฉินก็เล่าเรื่องราวที่เขาเจอมาให้ตาเฒ่าหม่าได้รู้ พร้อมกันนั้นก็แผ่ขยายกระแสจิตออกไปคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอด
"ดูท่าแล้วครั้งนี้ทางนิกายเมฆอนันต์จะส่งคนมาไม่ใช่น้อย!"ตาเฒ่าได้รู้เรื่องราวจากเทียนฉิน ก็เอ่ยบอกสิ่งที่ตนเองคาดเดาออกมา
"ก็คงเป็นอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ!"เทียนฉินตอบรับอย่างเห็นด้วยกับการคาดเดาครั้งนี้
"แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรต่อกันดี? ขืนเอาแต่หลบหนีอย่างนี้ คงไม่อาจจะไปตรวจสอบที่ซ่อนของพวกลัทธิอีกาดำได้ง่ายแน่!"ตาเฒ่าหม่าเอ่ยถามออกมาอย่างเป็นกังวล เพราะเขารู้ตนเองดีว่าไม่อาจจะช่วยเทียนฉินต่อสู้ได้มากนัก มิหนำซ้ำยังกลายเป็นตัวถ่วงให้เทียนฉินคอยพะวงอยู่บ่อยๆ
"ถ้าหากว่าสู้ไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ ท่านก็หลบหนีกลับไปที่นิกายเพลิงอัคคีก่อนเลย ไม่ต้องเป็นห่วงข้า!"
"เพราะข้ายังพอมีวิธีที่จะจัดการพวกมันอยู่บ้าง!"เทียนฉินบอกแผนการที่เขาคิดอยู่ในใจออกมา พร้อมกันก็นึกถึงแผ่นหยกที่อาจารย์ของเขาได้ประทับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณลงไปไว้ให้
"ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน!"ตาเฒ่าหม่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหดหู่ยิ่งนัก
ผ่านไปได้ไม่นาน ทางด้านหน้าถ้ำที่เคยเป็นที่ซ่อนตัวของกลุ่มคนลัทธิอีกาดำ ก็ปรากฏร่างของชายหลายคนสวมใส่ชุดคลุมสีฟ้า ต่างพากันยืนมองโดยรอบด้วยแววตาเคียดแค้น
"พวกเรามาช้าไป!"ชายคนหนึ่งที่มีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นต้นเอ่ยออกมาอย่างเศร้าใจ
"จากที่ดูแล้วพวกมันคงหนีไปได้ไม่ไกลเท่าไรนักหรอก พวกเรารีบกระจายกันออกค้นหาดีกว่า!"ชายอีกคนที่มีระดับพลังเท่ากันเอ่ยปากบอกออกมาอย่างร้อนรน
"แจ้งข่าวแก่อาวุโสเตียวให้ทราบด้วย ว่าเราพบร่องรอยของเจ้าหนุ่มคนนั้นแล้ว!"
"หูหลันเจ้ารออยู่ที่นี่เพื่อรอคนมาสมทบก่อน ส่วนคนอื่นๆให้กระจายกันออกค้นหา หากพบเจอแล้วให้รีบส่งสัญญาณมาโดยด่วน!"
ชายชราคนหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายระดับก่อกำเนิดขั้นกลางเอ่ยสั่งทุกคนก่อนพุ่งทะยานออกไปทางหนึ่งทันที ส่วนคนที่เหลือพยักหน้าตอบรับก่อนจะแยกกันไปคนละทางอย่างเร่งรีบ และเพียงไม่นานพื้นที่ตรงนี้ก็ปรากฏผู้คนทยอยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อได้สอบถามเรื่องราวจากหูหลันแล้ว ต่างจึงพากันเหาะแยกไปอย่างรวดเร็ว
ในทางด้านเทียนฉินกับตาเฒ่าที่เร่งรีบเดินทางกันมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ได้มาหยุดพักอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่เทียนฉินจะวางค่ายกลลวงตา เพื่อปิดบังอำพรางที่ซ่อนตัวของพวกเขาเท่านั้น แต่เขากลับวางค่ายสังหารไว้อีกชั้นหนึ่งอีกด้วย
แต่ทว่าพวกเขาเพียงพักหลบตัวอยู่ได้ไม่นาน ก็มีชายสองคนโผล่เข้ามาในค่ายกล พร้อมกับสุนัขสีดำตัวหนึ่ง ซึ่งกลิ่นอายของแต่ละคนนั้นล้วนมีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นกลางทั้งสิ้น
"คิดว่าใช้ค่ายกลลวงตาแล้วจะหลบซ่อนจากจมูกของสุนัขนิลโลหิตของนิกายเราได้อย่างนั้นรึ?"
ชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยปากบอกกับสหายที่เข้ามาพร้อมกัน ตั้งแต่ที่พวกมันสองคนได้ออกตามล่าเทียนฉิน ทางนิกายก็ได้มอบสุนัขนิลโลหิตนี้ให้พวกมันไว้ใช้ตามกลิ่นของพวกเขาแล้ว แต่ติดที่ว่าพวกมันไม่ได้พบร่องรอยอะไรของเทียนฉินเลย จึงไม่อาจจะใช้สุนัขนิลโลหิตตัวนี้ได้ และตอนนี้ก็เป็นโอกาสอันดีของพวกมัน ที่ได้พบร่องรอยการต่อสู้ที่
ผ่านมา จึงได้ใช้สุนัขนิลโลหิตตัวนี้ตามกลิ่นมาเจอ และผ่านค่ายกลลวงตานี่มาได้
จบตอน 129