ยังไม่ได้ตรวจคำผิด
>
นางคิดเอาไว้ว่า เมื่อถึงเมืองต่างๆ นางจะขายของไปด้วย จนกว่าจะมีเงินมารักษาน้องชายสินเดิมของมารดาที่นางแอบซ่อนเอาไว้
นางเอาไปซื้อรถม้าหมดไปกว่าครึ่ง นางต้องหาเงินเพิ่มอีกเพราะนางไม่รู้ว่าค่ายาค่ารักษาน้องชายเป็เงินเท่าไหร่
"พี่สาวม้าของเราแสนรู้มากเลยขอรับ"
"พี่ก็ว่าเช่นนั้น พี่ไม่ได้บังคับบังเหียนเลย เ้าเห็นหรือไม่"
"เห็นขอรับ...เฉาก๊วย ก๊วยเจ๋ง พวกเ้าเก่งมากเลย"
….อี้…..
ม้าทั้งสองร้องออกมาอย่างคึกคะนอง เป็เหตุให้หยางมี่กับหยางเฉินต้องรีบจับราวกั้นข้างรถม้า
เนื่องจากม้าทั้งสองตัวเร่งความเร็วราวกับจะอวดว่าตนนั้นแข็งแรง
"เฉาก๊วยก๊วยเจ๋ง เบาได้เบา!! ข้าไม่รีบ พังหมดแล้วของๆข้า อ้ากกก!! "
รถม้าวิ่งไปได้ประมาณ2ชั่วยาม หยางมี่จึงบอกให้รถม้าหยุดพัก เพราะนางและน้องชายหิวกันแล้ว
อาหารมื้อกลางวันก็ยังคงทำราเมนกินเช่นเดิม เนื่องจากน้องชายของนางเรียกร้องอยากกิน
"อิ่มหรือไม่เฉินเอ๋อร์"
"อิ่มมากขอรับพี่สาว"
"เรารีบเดินทางกันต่อเถอะ "
หยางมี่ลงจากรถม้าแล้วรีบนำรถม้าต่อพ่วงเข้ากับม้าทั้งสอง นางทำเช่นนี้จนคล่องมือ
และที่สำคัญม้าทั้งสองแสนรู้เป็อย่างมาก มันเดินถอยหลังเข้าประจำตำแหน่งเองได้โดยที่ไม่ต้องบอกเลย
รถม้าของหยางมี่วิ่งไปจนกระทั่งตะวันใกล้จะตกดิน อากาศก็เริ่มจะหนาวเย็น
"เฉาก๊วย ก๊วยเจ๋งพวกเ้าเหนื่อยหรือไม่ ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว เราหาที่พักก่อนเถอะ"
…ฮี้…
ม้าทั้งสองตัวเลี้ยวรถม้าเข้าข้างทาง และวิ่งขึ้นไปบนเนินเขาที่ลับสายตา
หมาทั้งสี่ตัวลงรถม้าและออกสำรวจบริเวณโดยรอบเพื่อความปลอดภัยของเ้านายตัวน้อยทั้งสอง
"หวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง เ้าหู่ มากินข้าวได้แล้ว"
หยางมี่ะโเรียก4ยอดองครักษ์ของนางด้วยเสียงเล็กๆน่ารัก พร้อมกับนำถังไม้มาใส่น้ำให้ม้าทั้งสองกิน
"พี่สาว เฉาก๊วยกับก๊วยเจ๋งกินอะไรเป็อาหารหรือ ข้ายังไม่เคยเห็นมันกินอะไรเลย"
"ม้าสองตัวคงจะกินหญ้าแถวๆนี้ระหว่างที่เรานอนหลับนั้นแหละ "
"เป็เช่นนั้นหรือขอรับ"
"เป็เช่นนั้นแหละ มาเช็ดตัวได้แล้ว"
"ขอรับ"
เสียงน้อยๆของเฉินเอ๋อร์คอยถามผู้เป็พี่สาวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งหลับ
"เฮ้ออ..กว่าจะหลับเ้าเด็กแสบ"
นางมองหาสี่ยอดองครักษ์ของนางที่ออกมานอนเฝ้ารถม้าด้านนอก
เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกอุ่นใจ
จริงๆแล้วนางรู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างมากที่ต้องออกเดินทางข้ามแคว้นกับน้องชายเพียงสองคน
โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลคุ้มครอง และมันก็เสี่ยงกับการถูกโจรป่าดักปล้นเป็อย่างมาก
แต่นางก็ต้องทำตัวให้เข้มแข็งและแสดงให้น้องเห็นว่านางไม่กลัว เพื่อที่น้องชายของนางจะได้ไม่หวาดกลัวตามนางไปด้วย
"คิดถึงท่านพ่อและพี่ใหญ่จังเลย มันคงเป็ความรู้สึกในส่วนลึกของเ้าใช่หรือไม่หยางมี่ตัวน้อย"
หยางมี่เดินตรวจตราฟืนไฟอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ามันดับสนิทแล้วนางจึงนอนข้างๆน้องชายด้านล่าง เพราะว่าน้องชายยังเจ็บขานางไม่อาจพาน้องขึ้นไปนอนข้างบนได้
เช้าวันต่อมา
หยางมี่ตื่นั้แ่ฟ้ายังสว่าง นางลุกขึ้นมาอุ่นน้ำซุปราเมนที่เหลือจาเมื่อวาน
ระหว่างรอน้องชายตื่นนางจึงออกไปข้างนอกรถม้าเพื่ออกสำรวจบริเวณรอบๆ
"จางหลง เ้าหู่ อยู่เฝ้าเฉินเอ๋อร์นะ เดี๋ยวข้ามา"
หยางมี่ะโลงจากรถมาอย่างคล่องแคล่วและเดินเข้าไปในชายป่าเพื่อหากกว่ามีอะไรพอที่จะกินได้หรือไม่
"เถาวัลย์มีหนามหรือมันคุ้นๆอยู่นะ ลองขุดดีกว่า"
หยางมี่หาไม้แข็งๆเพื่อลองขุดต้นเถาวัลย์ขึ้นมาดูว่ามันใช่อย่างที่นางเคยเห็นในสารคดีหรือไม่ สี่ยอดองครักษ์ที่เดินมานั่งอยู่ข้างๆพร้อมกับถอนหายใจออกมาเสียงดัง
"พวกเ้าถอนหายใจบ่อยๆแบบนี้แก่เร็วนะข้าขอเตือนไว้เลย"
หวังเฉาทำสีหน้าเบื่อหน่ายพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วช่วยหยางมี่ขุดบริเวณนั้น หวังเฉาใช้เวลาเพียงไม่นานหยางมี่ก็เห็นหัวมันที่คล้ายคลึงกับมันมือเสือแต่ไม่ใช่
"นี่แหละใช่เลย ข้าเคยเห็นในสารคดีประเทศจีนชาวบ้านตามชนเผ่าต่างๆเข้ากินสิ่งนี้กันแหละ หวังเฉาขุดมาเลย ขุดอีก"
หยางมี่ดีใจมากที่จะได้กินอย่างอื่นนอกจากราเมนสักที หน้าน้อยๆของนางจะเป็เส้นอยู่แล้ว หยางมี่อุ้มหัวมันแล้วรีบวิ่งไปที่รถม้า เพื่อไปเอาถุงมาใส่หัวมันที่เหลือ
"หม่าฮั่นเ้าไปคาบต้นอะไรมา"
หยางมี่หยิบไปดูเอียงหัวอย่างสงสัย แล้วนางก็คิดออก
"หม่าฮั่นนี่มัน!! มีอีกหรือไม่"
หม่าฮั่นพยักหน้า หยางมี่จึงรีบวิ่งไปขนหัวมันไปเก็บที่รถม้า จากนั้นก็เดินตามหม่าฮั่นเข้าไปในป่า โดยมีหวังเฉาเดินตาหลัง
"โห..นี่มันดงโสมซานซีชัดๆ"
หยางมี่เคยดูยูทูบช่องหนึ่งที่ไปถ่ายทำวิธีการหาโสมซานซีตามป่าเขา และวิธีการปลูกโสมซานซีที่ประเทศจีน นางจึงมั่นใจมากในการเก็บดอกโสมและหัวโสมใต้ดิน
"หวังเฉา หม่าฮั่นพวกเ้าดูสิข้าไปได้เยอะมาก"
หยางมี่โอ้อวดกับสุนัขทั้งสองตัวอย่างดีใจ เพราะนางจะได้มีเงินไปรักษาน้อง
เสียงควบม้าที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ม้าจะวิ่งได้ มุ่งหน้าไปที่ชายหาด ทั้งยังมีสีหน้าวิตกกังวลและเป็ห่วงลูกสาวและลูกชาย
"ท่านพ่อเสียงคนต่อสู้กันขอรับ"
"อาจื่อเ้าจับพ่อไปแน่นๆนะลูก"
"ขอรับ"
หยางเจี้ยนไม่อยากจะสนใจคนที่สู้กันมากนัก เพราะตนเองก็รีบกลับไปหาบุตรสาวและบุตรชายเช่นกัน แต่เมื่อเห็นคนถูกรุมฆ่าต่อหน้าก็ทำใจหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
..พรึ่บ..
...อึ้กกก...หยางเจี้ยนปามีดสั้นเข้าไปที่คอของนักฆ่าที่กำลังจะฟันกระบี่ใส่ชายชุดขาว นักฆ่าคนนั้นล้มลงและตายในทันที
หลังจากที่หยางเจี้ยนปามีดสั้นออกไป พร้อมกับรีบบังคับม้าเข้ามาขวางกั้นชายชุดขาวเอาไว้
แล้วชักกระบี่ออกมาเข้าฟาดฟันกลุ่มของนักฆ่าอย่างไม่รีรอ
ชายชุดขาวก็เข้ามาช่วยหยางเจี้ยนจากทางด้านหลังด้วยเช่นกัน จนกระทั้งองครักษ์สามคนของชายชุดขาวเข้ามาช่วยอีกแรง
"ข้าขอบคุณพวกท่านที่เข้ามาช่วยเหลือข้าในครั้งนี้"
"ไม่เป็ไร"
"นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว พวกท่านมาพักกับพวกข้าก่อนเถอะ "
"แต่ข้ารีบ"
"ถึงท่านจะรีบอย่างไร ท่านก็คงขึ้นฝั่งไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่มีเรือเลยสักลำเดียว พรุ่งนี้ตอนเช้าคนของข้าจะนำเรือมารับ ท่านค่อยไปกับข้าก็ได้"
หยางเจี้ยนคิดถึงเหตุผลของชายขุดขาวสักพัก
"อืม..เอาเช่นนั้นก็ได้"
หลังจากนั้นหยางเจี้ยนก็ตามกลุ่มของชายชุดขาวไปพักที่กระโจมในถ้ำ หยางเจี้ยนออกล่ากระต่ายมาได้หลายตัวเพื่อนำมาย่างกิน
"ท่านชื่ออะไรหรือ"
"ข้าชื่อหยางเจี้ยน ลูกชายข้าชื่อหยางจื่อ แล้วเ้าล่ะ"
"ข้าชื่ออวี้เหวินแซ่เสวี่ย ท่านก็มาหาสมบัติในสุสานโบราณหรือ"
“ไม่ใช่..ข้ากับลูกชายทำงานอยู่ในสำนักคุ้มภัย ข้ากับกลุ่มเพื่อนของข้าได้รับการว่าจ้างให้มาคุ้มครองลูกชายเ้าเมืองเพื่อมาที่สุสานโบราณแห่งนี้ แต่ว่า.….เมื่อข้าได้รับคำสั่งให้ออกสำรวจ ข้ากับลูกชายไปเจอเข้ากับห้องว่างเปล่าห้องหนึ่ง เมื่อข้าเห็นว่าไม่มีอะไรจึงชวนลูกชายออกมา แต่ลูกชายของข้าตัวโตขึ้นอย่างกระทันหัน ข้าเห็นว่ามันผิดปกติจึงรีบออกมา แต่เมื่อออกมาแล้ว ข้าก็ไม่เห็นใครเลย นอกจากกองไฟเก่าๆ..."
เมื่อทุกคนได้ฟังคำบอกเล่าของหยางเจี้ยนต่างก็นิ่งเงียบไปในทันที และหัวหน้าหน้าองครักษ์ถามหยงเจี้ยนว่า
"เ้ามาที่นี่ใน ปีอะไรเดือนอะไรหรือ"
"กงหยวนศก ปีที่782 เดือน4"
ทุกคนเมื่อได้ยินปีและเดือนต่างก็ชะงักพร้อมกับมองหยางเจี้ยนอึ้งๆ
"คุณชายเสวี่ยมีอะไรหรือ"
"ท่านรู้หรือไม่ว่า ปีที่ท่านบอกข้า มันผ่านมาถึงสองปีที่แล้ว เวลานี้คือกงหยวนศก ปีที่784 เดือน12 ข้าว่าท่านคงจะหลงเข้าไปในวังวนของห้วงกาลเวลาเข้าแล้วล่ะ"
หยางเจี้ยนกำมือแน่นพร้อมกับมีน้ำเอ่อคลอออกมาจากดวงตาสิ่งที่ตนคิดไว้ในใจมันกลายเป็เื่จริงที่ไม่อาจจะยอมรับได้ พร้อมกับคิดถึงใบหน้าน้อยๆของของลูกสาวและลูกชายคนเล็กทั้งสองคน
"ท่านพ่อ..น้องสาวน้องชายจะเป็ยังไงขอรับ ท่านก็รู้ว่าลุงเขยใจร้ายแค่ไหน "
"พ่อหวังว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรมี่เอ๋อร์กับเฉินเอ๋อร์ของพวกเรา อย่างน้อยก็ยังมี่ลุงซ่งกับป้าซ่ง"
"บ้านของพวกท่านอยู่ที่ใดหรือ"
"ข้าอยู่หมู่บ้านหนางจง แคว้นหนานเปียนติดกับชายแดนซีเปียน แล้วคุณชายล่ะ"
"ข้ามาจากแคว้นตงเปียน เฮ้ออ..พวกท่านทำใจให้สบายเถอะลูกของท่านอาจจะไม่เป็อะไรหรอก..."
หยางเจี้ยนพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าที่อดเป็กังวลไม่ได้
ยามอิ๋น (03.00-04.59)
หยางเจี้ยนที่นอนไม่หลับเพราะเป็ห่วงลูกสาวและลุกชายคนเล็ก
จึงมานั่งเฝ้าลูกชายคนโตที่นอนหลับอยู่ข้างๆ เพื่อรอให้ถึงตอนเช้าอย่างใจจดใจจ่อ
"ท่านไม่นอนหรือพี่เจี้ยน "
"ข้านอนไม่หลับ"
"พี่เจี้ยน เมื่อท่านกลับไปหาลูกของท่านเมื่อไหร่ ท่านคงต้องพาลูกอพยพแล้วล่ะ เหยี่ยวส่งข่าวของข้าแจ้งว่า ชายแดนแคว้นซีเปียนและหนางเปียนกำลังทำากัน หมู่บ้านของท่านมีความเสี่ยงว่าจะกลายเป็สนามรบ"
"เหตุใดหนานเปียนกับซีเปียนถึงทำากันล่ะ ไม่ใช่ว่ามีสัญญาสงบศึก50ปีไม่ใช่หรือ"
"ใช่...มีสัญญา แต่หนานเปียนเป็ฝ่ายฉีกสัญญา เพราะว่าหนานเปียนขึ้นราคาเกลือสูงกว่าเดิม เพื่อบีบทางซีเปียนให้ขายแร่เหล็กให้ แต่ทางซีเปียนไม่ยอม จึงไปสั่งซื้อเกลือจากตงเปียนแทน ทำให้หนานเปียนโมโหจึงฉีกสัญญาสงบศึกทิ้ง"
"เฮ้อ..ข้าคงต้องพาลูกอพยพไปตงเปียนแล้ว ที่นั้นเป็บ้านเดิมของภรรยาข้า"
"หมู่บ้านอะไรหรือ"
"หมู่บ้านต้าซู่"
คุณชายอวี่เหวินพยักหน้ารับรู้และลอบมององครักษ์ของตนด้วยสายตาเป็ประกาย
>