มหาเทพโอสถ

    ตอนที่ 36 ดูซิผู้ใดจะแน่กว่ากัน!

    เย่จื่อเฟิงหลับตาลงพร้อมกับยืดตัวตรง ยืนด้วยท่าทางน่าเกรงขาม ไม่ว่าจะเป็นคนที่กําลังโจมตีวิญญาณหรือคนที่กําลังป้องกันการโจมตีวิญญาณนั้น ต่างก็จําเป็นต้องทําให้วิญญาณของตนสงบลง เพื่อที่จะทําให้การโจมตีหรือการป้องกันแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่
    ในความเป็นจริงมีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้น ที่จะสามารถใช้การโจมตีวิญญาณหรือป้องกันการโจมตีวิญญาณได้ สําหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่อย่างเขา ไม่มีทางที่จะป้องกันการโจมตีนั้นได้จริงๆ ทว่าหลังจากที่กินยาผูกวิญญาณเข้าไปแล้วเขาก็พอจะหยุดยั้งการโจมตีวิญญาณได้บ้าง
    "เข้ามาเลย! " เย่จื่อเฟิงพึมพํา ทันใดนั้นคลื่นพลังที่แปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นจากค่ายกลบันไดสวรรค์ แล้ววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ขยับเข้ามาใกล้เย่จื่อเฟิงขึ้นเรื่อยๆ
    การโจมตีวิญญาณนี้ไม่ได้หมายเอาชีวิต ผู้อาวุโสใช้พลังเพียงแค่พอทําให้เย่จื่อเฟิงกระเด็นออกจากบันไดสวรรค์เท่านั้น อย่างไรก็ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องถึงแก่ชีวิตอยู่ดี
    แต่ว่าเย่จื่อเฟิงไม่เพียงป้องกันการโจมตีวิญญาณเท่านั้น เขาอยากให้คนที่บังอาจคิดโจมตีเขาได้ชดใช้อย่างสาสมเช่นกัน!
    ...
    "เป็นเช่นไรบ้าง? ท่านหาเย่จื่อเฟิงเจอหรือไม่? " เสิ่นลี่ถามผู้อาวุโสจ้าว สําหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์การควบคุมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
    หากมีคนอื่นอยู่ขั้นเดียวกับเย่จื่อเฟิง นั้นจะทําให้ผู้อาวุโสจ้าวโจมตีได้ยากขึ้น เพราะมันอาจไปทําร้ายคนอื่นได้เช่นกัน ผู้อาวุโสเสิ่นกังวลว่าจะมีคนอื่นไล่ตามเย่จื่อเฟิงขึ้นมาทัน จึงรู้สึกร้อนรน
    "เกือบแล้ว ข้าใกล้จะถึงแล้ว" ผู้อาวุโสจ้าวที่กําลังหลับตาอยู่ได้เคลื่อนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปรอบๆ เส้นทางแห่งความเจ็บปวด นอกจากเย่จื่อเฟิงแล้ว ไม่มีผู้อื่นในบันไดสวรรค์ที่จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงรอบๆ
    “ระวังให้ดี ใช้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้น้อยที่สุด พวกเราไม่อาจปล่อยให้คนอื่นตามร่องรอยได้" เสิ่นลี่มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังแล้วกระซิบบอก
    "เข้าใจแล้วน่า ข้ารู้ขีดจํากัดของตัวเองดี หยุดพูดแล้วให้ข้ารวบรวมสมาธิ"
    เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์ส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกไป พวกเขาต้องสงบใจแล้วอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบจึงจะทําให้สามารถควบคุมได้อย่างละเอียด
    “แปลกแหะ!? ทําไมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าถึงไปต่อไม่ได้? "
    ผู้อาวุโสจ้าวรู้สึกงุนงง แสดงสีหน้าประหลาดใจ
    "ช้าก่อน บางทีอาจเป็นเพราะข้าสูญเสียการควบคุมมันไป ให้ข้าได้ลองอีกครั้ง" ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มอย่างเคอะเขินแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ในเสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็ส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในค่ายกลบันไดสวรรค์อีกครั้ง
    แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ต้องตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง “เป็นไปได้อย่างไร? ทําไมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าถึงไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย? "
    เสิ่นลี่จ้องไปที่เขาแล้วขมวดคิ้ว "มันจะไม่ขยับได้อย่างไร? ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์มีหรือที่ท่านจะไม่รู้วิธีควบคุมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง? หรือว่าท่านไม่ได้เรียนวิธีควบคุมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มา? "
    "อย่างข้าเนี่ยนะ! ไม่ได้เรียนวิธีควบคุม ข้าใช้เวลาเรียนวิธีการควบคุมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายปี"
    "เช่นนั้นบอกข้าที หากท่านไม่ได้อ่อนหัดในการควบคุมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นทําไมมันถึงไม่ขยับล่ะ? ทําไมท่านถึงหาเย่จื่อเฟิงไม่พบ? "
    ผู้อาวุโสจ้าวเค้นเสียงหึในลําคอ เขารู้สึกไม่พอใจกับวิธีที่เสิ่นลี่พูดเป็นอย่างมาก
    "ดี หากท่านเก่งนัก ทําไมไม่ลองด้วยตัวเองเล่า? ข้าจะรักษาค่ายกลบันไดสวรรค์แทนเอง! "
    ‘ไอ้คนไร้ประโยชน์เอ๊ย!!!’ เสิ่นลี่แอบสบถด่าในใจ ชายคนนี้เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ใช้ยุทธ์ แต่กลับไม่สามารถรับมือกะอีแค่เด็กอย่างเย่จื่อเฟิงได้ ชายคนนี้มียางอายบ้างไหม?
    "ย่อมได้... ข้าจัดการเอง ท่านแค่ยังรักษาค่ายกลบันไดสวรรค์ตรงนี้ก็พอ อย่าให้ผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ"
    เสิ่นลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนเข้าไปในค่ายกลบันไดสวรรค์
    ทันใดนั้น สีหน้าของเย่จื่อเฟิงก็เปลี่ยนไป เขาได้เฝ้าดูค่ายกลบันไดสวรรค์อย่างระแวดระวังอยู่ตลอด แล้วเขาก็ได้เห็นว่ามีบางอย่างในค่ายกลเปลี่ยนไป ถึงแม้คนคนนั้นจะพยายามปกปิดความเปลี่ยนแปลงในค่ายกลเอาไว้ แต่เย่จื่อเฟิงสามารถมองมันออกได้อย่างง่ายดาย
    เย่จื่อเฟิงกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ "มีอีกคนอยากจะขัดขวางข้าสินะ ดี! ส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามา ข้าจะพันธนาการมันให้หมด! ดูซิว่าผู้ใดจะแน่กว่ากัน! "
    ....
    "เป็นอย่างไรบ้าง ท่านหาตําแหน่งของเย่จื่อเฟิงเจอหรือไม่? " ผู้อาวุโสจ้าวถามอย่างเป็นกังวล
    หลังจากใช้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์มองหาไปรอบๆ ทันใดนั้นเสิ่นลี่ก็ลืมตาขึ้นมาทันที "ข้าเจอแล้ว! เห็นไหมผู้อาวุโสจ้าว อย่างที่ข้าบอกท่านไป ท่านจะต้องพยายามให้มาก ดูข้าเป็น... "
    แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ ทันใดนั้นเองใบหน้าของเสิ่นลี่ก็อยู่ในอาการตกตะลึงตัวแข็งค้างกล่าวประโยคเพียงแค่ว่า "ข้า" แล้วก็ไม่สามารถกล่าวอันใดได้
    ผู้อาวุโสจ้าวเลิกคิ้วแล้วถามว่า "ผู้อาวุโสเสิ่น ผู้อาวุโสเสิ่น เป็นอะไรไป? ทําไมไม่พูดต่อ? "
    เสิ่นลี่มองไปยังผู้อาวุโสจ้าวพร้อมกับอ้าปากค้าง " ปะ เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ในตอนที่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าพบเย่จื่อเฟิง มันก็หยุดนิ่งเสียดื้อๆ มะ..มันเป็นไปไม่ได้"
    สายตาของผู้อาวุโสจ้าวเต็มไปด้วยความตกตะลึง แล้วกล่าวว่า "จะบอกว่าท่านเองก็เป็นเหมือนกันรึ? "
    ผู้อาวุโสลี่กล่าวด้วยความตื่นตระหนกอย่างยิ่ง " ท่านเคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อนหรือไม่? "
    ทั้งสองหันมามองหน้ากันแล้วต่างคนต่างก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ในตอนที่พวกเขาใช้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์โจมตีเย่จื่อเฟิง ทันใดนั้นมันกลับหยุดนิ่ง
    หลังจากคิดเรื่องนี้ ผู้อาวุโสจ้าวก็หันไปหาเสิ่นลี่แล้วถามว่า"ท่านผู้อาวุโสเสิ่น...ตำหนักยุทธ์วิญญาณครามของท่าน...ลูกศิษย์ในสํานักของท่านมีการเรียนวิธีควบคุมจิตตั้งแต่ระดับกำเนิดปราณเลยรึ? "
    เสิ่นลี่รีบส่ายศีรษะทันที "ไม่มีทาง ไม่พูดถึงสำนักยุทธ์วิญญาณของข้า ต่อให้เป็นทวีปวิญญาณยุทธ์ในตอนนี้ ก็ไม่มีลูกศิษย์ระดับกำเนิดปราณคนใดสามารถเรียนวิธีควบคุมจิตได้ ข้าเชื่อว่าแม้แต่เมืองเต๋าสวรรค์ของท่านเอง ก็ไม่มีอัจฉริยะเช่นนั้น"
    ผู้อาวุโสจ้าวขบคิดเรื่องนั้นอีกครั้ง ถ้าหากสำนักยุทธ์วิญญาณมีลูกศิษย์ระดับกำเนิดปราณที่สามารถเรียนวิธีควบคุมจิตได้ บางทีพวกเขาก็คงจะเป็นสํานักที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไปแล้ว! พวกเขาไม่จําเป็นต้องให้บรรดาลูกศิษย์ก้าวถึงระดับผู้ใช้ยุทธ์ก็สามารถทําลายตระกูลคู่แข่งได้
    "เช่นนั้น...จะบอกว่าเย่จื่อเฟิงนั้นเอายันต์วิญญาณติดตัวเข้ามาในบันไดสวรรค์งั้นรึ? " ผู้อาวุโสจ้าวคร่ำครวญอยู่ชั่วครู่แล้วก็คิดเรื่องนี้ออกขึ้นมา
    เสิ่นลี่ส่ายศีรษะอีกครั้ง " ไม่น่าเป็นได้ พวกเราได้ตรวจค้นตัวผู้เข้าร่วมงานทุกคนก่อนที่จะเข้ามาในสํานัก มีเพียงคนที่พวกเรามั่นใจแล้วว่าไม่ได้นําสิ่งของใดๆ เข้ามาด้วย เราถึงจะปล่อยให้เข้ามาได้"
    ความคิดทุกอย่างที่ผู้อาวุโสจ้าวนึกได้ ถูกเสิ่นลี่ปฏิเสธได้ทั้งหมด อาวุโสทั้งสองไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจิตวิญญาณของพวกมันทั้งสองจึงโดนโจมตี
    "พวกเราเลิกคิดเรื่องพวกนี้แล้วโจมตีพร้อมกันเลยดีไหม? "
    ผู้อาวุโสจ้าวมีแววตาที่ดุร้าย ตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยเสียหน้ามากเท่านี้มาก่อน ถึงแม้เขาจะเคยถูกยอดฝีมือระดับผู้ใช้จิตยุทธ์หลอกมาบ้าง แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบได้กับการถูกเจ้าหนูระดับกำเนิดปราณหลอกเอา นั่นเป็นเพราะเด็กคนนี้ทําให้เขาสูญเสียวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปถึงสองสาย ตอนนี้เขาจึงไม่อาจคิดอะไรได้อีก
    เสิ่นลี่รับส่ายศีรษะ "ไม่ได้ ไม่ได้ ทําแบบนั้นไม่ได้ หากพวกเราทั้งคู่ออกไปโจมตีพร้อมกัน ก็จะไม่มีใครคอยรักษาค่ายกลแทนเรา เมื่อถึงเวลานั้น คนอื่นๆ จะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอน"
    ผู้อาวุโสจ้าวหน้าเสีย"อย่าบอกนะว่าพวกเราจะปล่อยเจ้าเย่จื่อเฟิงผ่านไปจริงๆ? พวกเรากําลังจะปล่อยให้ตระกูลเย่จื่อเฟิงกลับมาผงาดขึ้นเช่นนี้โดยไม่อาจทําอะไรได้งั้นรึ? "
    "ท่านลืมไปแล้วรึ? นอกจากเย่จื่อเฟิงแล้ว ยังมีผู้เข้าแข่งขันจากตระกูลเย่คนอื่นอีก พวกเราก็จัดการกับสองคนนั้นก่อนเป็นไง? "
    ผู้อาวุโสจ้าวมีแววตาที่เปล่งประกาย"ตกลง ข้าจําได้ว่าหนึ่งในนั้นเป็นเด็กสาวที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปดอยู่ด้วย"
    "นางมีชื่อว่าเย่เสวี่ยอี๋ เป็นน้องของเย่จื่อเฟิง พวกเราจะต้องจัดการนางก่อน... "
    ผู้อาวุโสจ้าวสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้า "ก็ดี แต่ใครจะเป็นคนจัดการนางกัน? "
    "ข้าจัดการเอง ข้าไม่ค่อยเชื่อมือท่านเท่าไหร่" เสิ่นลี่ถอนหายใจ
    จากนั้นเสิ่นลี่ก็รีบเตรียมตัวอย่างรวดเร็วแล้วส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนเข้าไปในค่ายกลบันไดสวรรค์ และตรงไปยังเย่เสวี่ยอี๋
    ผู้อาวุโสจ้าวหน้าแข็งทื่อโกรธจนควันออกหู เสิ่นลี่ผู้นี้พูดจาใหญ่โตสบประมาทตนเองอย่างยิ่ง แต่ว่าเขาจําเป็นต้องกลืนความโกรธและสงบสติอารมณ์ตัวเองลง เขาต้องรักษาค่ายกลบันไดสวรรค์ไว้ ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายจะรู้ตัว
    "ดี ถ้าเจ้ามั่นใจนัก ก็ลงมือเองเลย ข้าหวังว่ามันคงจะไม่เกิดเรื่องเช่นคราว..." แต่ก่อนที่ผู้อาวุโสจ้าวจะพึมพํากับตัวเองยังไม่ทันจะจบ เสิ่นลี่ก็อ้าปากค้างขึ้นมาทันที
    "นี่มันอะไร อั่ค...พรวดดด" เสิ่นลี่หน้าเสีย พร้อมกับมีเลือดไหลออกมาจากมุมปากเล็กน้อย
    "เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร..." ผู้อาวุโสจ้าวอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเร่งเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสเสิ่น เพื่อปิดบังจากสายตาคนอื่น ไม่ใช่ผู้อื่นได้เห็นเรื่องที่น่าอับอายของผู้อาวุโสเสิ่น
    เย่เสวี่ยอี๋อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปด ซึ่งมีลมปราณมากกว่าเย่จื่อเฟิงมาก หลังจากกินยาผูกวิญญาณเข้าไป ไม่เพียงแต่จะทําให้นางสามารถผูกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้อาวุโสเสิ่นได้เท่านั้น แต่นางยังสามารถสะท้อนการโจมตีกลับไปยังพวกเขาได้อีกด้วย เสิ่นลี่ที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้จึงบาดเจ็บจากพลังที่สะท้อนกลับเข้าอย่างจัง!
    "เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? หากเกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้งก็ไม่เป็นไร ยังถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้ แต่การเกิดขึ้นสามครั้งนี้? เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆ จากตระกูลเย่พวกนี้กันแน่ หรือว่าพวกมันจะใช้ยุทธ์วิญญาณจริงๆ? " เสิ่นลี่อึ้งกิมกี่แล้วสบถด่าในใจ
    ผู้อาวุโสจ้าวเองก็อึ้งไม่แพ้กัน เขารู้ดีว่าเสิ่นลี่แข็งแกร่งมากเพียงใด ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้เป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดของสํานัก แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่กําลังเผชิญกับเรื่องเหลือเชื่อที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจได้!
    อย่างไรก็ตามหากพวกเขาโจมตีใส่เด็กตระกูลเย่ด้วยพลังทั้งหมดแล้วจริงๆ พวกเขาจะต้องทําสําเร็จแน่นอน แต่ในเมื่อพวกเขาจําเป็นต้องอําพรางวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองจากผู้อาวุโสคนอื่นๆ พวกเขาจึงจําเป็นต้องลดทอนพลังของตัวเองลง เย่จื่อเฟิงจึงใช้ข้อได้เปรียบนี้ตอบโต้กลับ
    ปัญหาคือตอนนี้มีคน 8 คนที่ควบคุมค่ายกลเวทย์นี้อยู่ ฉะนั้นหากพวกมันทำอะไรผลีผลามวู่วาม คนอื่นๆ อาจจะรู้ตัวได้
    "ดูท่าตอนนี้พวกเราคงไม่สามารถจัดการกับเย่จื่อเฟิงกับเย่เสวี่ยอี๋ได้ เอาเป็นพวกเรามาจัดการเย่หุ้ยฉือแทนดีหรือไม่? " เสิ่นลี่ถอนหายใจ ตอนนี้ความมั่นใจของเขาหดหายไปหมดแล้ว หากเขายังคงไม่สามารถโจมตีเย่หุ้ยฉือได้อีกเช่นนั้นเขาก็คงจะอายแทบแทรกแผ่นดินอย่างแน่นอน
    "ใช่แล้ว อย่างน้อยพวกเราจะต้องจัดการหนึ่งในพวกนั้นลงให้ได้... " ผู้อาวุโสจ้าวถอนหายใจเช่นกัน
    .....
    อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดเย่หุ้ยฉือก็สามารถฝ่าวงล้อมของคนตระกูลเซียวได้ และกําลังขึ้นถึงขั้นที่สิบเก้า
    "เย่จื่อเฟิง! ในที่สุดข้าก็ขึ้นถึงขั้นสิบเก้า! "
    หลังจากที่พูดเช่นนั้น มันก็สัมผัสได้ถึงลมปราณอันเย็นยะเยือกที่กําลังโอบล้อมเข้ามา ลมปราณที่เย็นยะเยือกพวกนี้แผ่เข้าไปในร่างของมัน ดวงตาของมันเบิกกว้างทั่วร่างก็สั่นสะท้าน ทันใดนั้นร่างของมันก็ซวนเซหงายหลังกลิ้งตกลงมาจากชั้นสิบเก้า
    ตอนนี้มันไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยใด แต่ภายในหัวของมันพร่ำบอกอยู่เพียงอย่างเดียวคือ : ทะ ทําไม... ทําไมต้องเป็นข้า...
    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องมหาเทพโอสถ ที่คุณอ่าน