ค่ำคืนนั้น หลี่จ้งเหว่ยเพิ่งจะได้รับรายงานว่าพระชายาเอกของตนออกสมาคมเป็ครั้งแรกนับจากวันที่ถูกสั่งกักบริเวณความจริงเขาลืมเลือนนางไปแล้ว เนื่องจากหลายสิบวันที่ผ่านมานางเริ่มรู้จักปฏิบัติตนอย่างที่สตรีปกติควรจะปฏิบัติเสียทีแต่ในความปกตินั้น เขากลับรู้สึกว่าเป็ความผิดปกติอย่างยิ่ง
“แน่ใจหรือว่านางไม่ได้ไปก่อเื่ที่จวนตระกูลฝู”
คำถามนั้นทำให้เลี่ยงฮั่นอยากถอนหายใจออกมา ตลอดเวลานานนับเดือนที่เขาคอยเฝ้าจับตาดูพระชายาเอกก็เห็นว่านางเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ ไม่มีอีกแล้วเด็กสาวที่จ้องจะทำร้ายทำลายพระชายารองของพระสวามีคนนั้นจะว่าไปแล้ว... ทุกๆ วันที่เขาเฝ้าอยู่ข้างเรือนก็ไม่เคยได้ยินนางเอ่ยนามฉางอ๋องเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเื่นี้เขาจะรายงานออกไปได้หรือไม่
“ั้แ่หวางเฟยหายจากอาการาเ็ ก็ไม่เคยมีเื่อีกเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฉางอ๋องเงยหน้าขึ้นพลางครุ่นคิด ดูเหมือนว่าสิ่งที่องครักษ์คนสนิทกล่าวมาจะเป็ความจริงคล้ายกับว่าเขาจะไม่ได้ยินเื่ของนางมาเป็เวลานานแล้ว แต่ไม่แน่ว่านี่อาจเป็กลอุบายที่นางใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาก็ได้หากเป็ความจริง ก็ต้องยอมรับว่ามันได้ผล เพราะเวลานี้เขานึกอยากจะไปดูว่าสตรีผู้นั้นกำลังคิดวางแผนทำเื่ใดอยู่
เลี่ยงฮั่นเห็นเ้านายลุกขึ้นและเดินออกนอกห้องหนังสือโดยไม่บอกไม่กล่าวจึงถามขึ้น
“ท่านอ๋องจะบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใครว่า... ข้าจะไปดูที่เรือนชุ่ยอิ่งเสียหน่อย”
คำตอบที่ได้ทำให้เลี่ยงฮั่นเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ นี่นับเป็ครั้งแรกที่ท่านอ๋องคิดจะไปเหยียบเรือนพระชายาเอกผลจากการทำตนสงบเสงี่ยมของนางนับว่าไม่เสียเปล่าจริงๆ
แต่ระหว่างทางที่เดินไปยังเรือนชุ่ยอิ่งนั้น กลับพบนางกำนัลคนสนิทของตู้เมิ่งเจี๋ยเสียก่อน
“ทูลท่านอ๋อง เช่อเฟยมีอาการไม่สู้ดีเลยเพคะ”
“นางเป็อะไร แล้วพวกเ้าตามหมอหรือยัง”
“ยังเพคะ เช่อเฟยกล่าวว่าไม่ได้เป็อะไรมาก ไม่ยอมให้เรียกท่านหมอด้วยเพคะ”
หลี่จ้งเหว่ยขมวดคิ้ว ครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้หลายทางแต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไปเรือนเถาฮวาแทน เลี่ยงฮั่นที่เดินตามมาด้านหลังจึงทำได้เพียงมองแล้วถอนหายใจ
สุดท้ายแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องเลือก ท่านอ๋องก็เลือกพระชายารองอยู่ดี
เลี่ยงฮั่นเกิดความรู้สึกสงสารพระชายาเอกขึ้นมา เมื่อคราวที่นางถูกหามเข้าตำหนักในสภาพเืท่วมตัวท่านอ๋องก็ยังไม่คิดจะก้าวเข้าไปเหยียบเรือนชุ่ยอิ่งเลย เขากล่าวเพียงว่า ‘ข้าหาใช่หมอไม่ ไปดูแล้วจะทำให้นางฟื้นขึ้นมาได้หรือ’ แล้วหันหลังจากไปอย่างไร้เยื่อใย
หลิวหรงที่ไม่รู้ตัวว่าเกือบจะได้เห็นหน้าสามีในนามที่เรือนชุ่ยอิ่งเป็ครั้งแรกหลังแต่งงาน แต่กลับคลาดกันไปอีก ก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ
คนที่ร้อนใจ ดูเหมือนจะเป็คนที่เรือนเถาฮวามากกว่า
“เ้าไม่สบาย เหตุใดไม่ให้คนไปตามหมอ” หลี่จ้งเหว่ยมองพระชายารองของตนเองด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจ
“คนของหม่อมฉันกังวลไปเองเพคะ ความจริงหม่อมฉันก็เป็เช่นนี้มาตลอดเป็มาั้แ่...” ตู้เมิ่งเจี๋ยมีสีหน้าสลดลง แม้จะไม่ได้เอ่ยให้จบประโยคแต่ฉางอ๋องก็รู้ดีว่านางหมายถึงเื่ใด
“ในเวลาเช่นนี้เ้าต้องดูแลตนเองให้ดี ร่างกายจะได้กลับมาแข็งแรงโดยไวเื่อื่นๆ อย่าได้เก็บมาคิดมากเลย”
ตู้เมิ่งเจี๋ยน้ำตารื้นขึ้นมา
“ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวคนร้ายที่วางยาหม่อมฉันมาลงโทษและทวงความเป็ธรรมให้ลูกของเราหม่อมฉันคงไม่อาจปล่อยวางได้เพคะ”
สายตาเ็ปของนางที่มองมานั้นหลี่จ้งเหว่ยเข้าใจดีตู้เมิ่งเจี๋ยคงปักใจไปแล้วว่าเป็ฝีมือของซูอวี่หรงเมื่อเห็นว่าเขาไม่สั่งการลงโทษใดๆ จึงรู้สึกราวกับไม่ได้รับความเป็ธรรม
“เื่นั้นข้าให้คนตามสืบแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องหาผู้ที่อยู่เื้ัมาลงโทษให้ได้”
คำตอบของเขาก็ยังคงเป็เช่นที่ผ่านมา ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเป็ฝีมือผู้ใด แต่เขาก็ไม่อาจหักใจลงโทษได้คงเป็เพราะอิทธิพลและบารมีของตระกูลซูที่แม้แต่ฉางอ๋องก็ไม่กล้ากระทำการรุนแรงหรือแตกหักด้วยนางจึงทำได้เพียงก้มหน้ากัดฟันทนรับความอดสูเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อฉางอ๋องจากไปแล้ว ตู้เมิ่งเจี๋ยที่เคยมีท่าทีอ่อนแรงเพื่อหวังเรียกร้องความสงสารจากเขากลับยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง
วันนี้นางเพิ่งได้มีโอกาสต้อนรับฉางอ๋องหลังจากที่เขาไม่ได้มาหานางที่นี่นับสิบวันยังดีที่นางรอบคอบให้นางกำนัลคนสนิทไปคอยจับตาดูและดักพบเขาระหว่างทางที่มุ่งสู่เรือนชุ่ยอิ่งหาไม่แล้ว สถานการณ์ในตำหนักอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปก็ได้
การที่นางยังสามารถอยู่ในตำหนักนี้ได้อย่างสบายใจก็เป็เพราะฉางอ๋องโปรดปรานนางและรังเกียจพระชายาเอกจนไม่เคยไปเหยียบเรือนนั้น ด้วยเหตุนี้ บ่าวไพร่ในตำหนักบางส่วนจึงยอมมาเข้าพวกกับนางและคอยเป็หูเป็ตาให้ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงเกรงอิทธิพลและบารมีของตระกูลซูอยู่
น่าเสียดายที่นางต้องเสียทายาทคนแรกของฉางอ๋องไปหากนางสามารถคลอดบุตรชายออกมาได้ ตำแหน่งของนางก็จะมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก
“วันนี้นางออกไปร่วมงานเลี้ยงตระกูลฝู เป็อย่างไรบ้างมีข่าวดีหรือไม่”
“ไม่มีเลยเพคะ คนของท่านผู้นั้นแจ้งว่านางมิได้มีเื่กับฮูหยินตระกูลใดเลยทั้งยังทำให้ฝูฮูหยินพอใจอย่างมากอีกด้วย”
พระชายารองฉางอ๋องมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ฤทธิ์เดชของซูอวี่หรงนางรู้จักดีที่สุดที่ผ่านมาสตรีผู้นั้นไม่เคยสงบปากสงบคำหรือรักษาหน้าผู้ใด และมักมีเื่ผิดใจกับเหล่าฮูหยินที่ไปร่วมงานอยู่เสมอเมื่อรวมเข้ากับข่าวลือเื่ความอำมหิตฆ่าได้กระทั่งบุตรของสามีที่ถือเป็เชื้อพระวงศ์แพร่ไปทั่วเมืองหลวงจนลุกลามกลายเป็เื่ใหญ่ก็สามารถทำให้ตำแหน่งพระชายาเอกสั่นคลอนได้ หากฉางอ๋องเลือกใช้กฎของตำหนักจัดการนางหรือไล่นางออกไปอยู่ข้างนอกต่อให้เสนาบดีซูผู้ยิ่งใหญ่อยากยื่นมือเข้ามาแทรกแซงก็ไม่ใช่เื่ง่าย
นางกลับมาคิดทบทวนเื่ที่ซูอวี่หรงเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนอย่างผิดวิสัยตลอดเดือนที่ผ่านมาอีกครั้งจะเป็ไปได้หรือไม่ว่าซูอวี่หรงผู้นั้นคิดจะเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นในการเข้าหาฉางอ๋อง...
วันถัดมา ณ เหลาอาหารกลางเมืองหลวง มีชาวเมืองเห็นฉางอ๋องลงจากรถม้าและตรงไปยังห้องพิเศษชั้นบนเพื่อพบคนผู้หนึ่งเมื่อคืนหลังจากหลี่จ้งเหว่ยออกจากเรือนเถาฮวาแล้วก็ลืมเลือนความตั้งใจเดิมที่จะเยือนเรือนชุ่ยอิ่งจนสิ้น มาถึงบัดนี้แล้ว เรือนชุ่ยอิ่งจึงยังไม่มีโอกาสได้ต้อนรับเ้าของตำหนักเสียที
“ไม่คิดเลยว่าหลังจากที่ข้าจากเมืองหลวงไม่กี่เดือนจะเกิดเื่ราวในตำหนักของท่านมากมายเพียงนี้” ‘หม่าิเทา’ บุตรชายคนเล็กของรองเสนาบดีกรมพิธีการและยังเป็สหายร่วมเรียนในวัยเด็กของหลี่จ้งเหว่ยซึ่งออกเดินทางไปทำการค้าต่างเมืองหลังจากพิธีสมรสของฉางอ๋องรู้สึกว่าตนเองตกข่าวไปหลายเื่ ทั้งยังไม่ใช่เื่เล็กๆ อีกด้วย
“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนอย่างท่านจะพาสตรีเข้าตำหนักได้ด้วยตนเองเป็ดั่งที่โบราณว่าไว้ ความรักทำให้คนหุนหันพลันแล่นจริงๆ สินะ”
หลี่จ้งเหว่ยมองสหายที่หัวเราะหยอกเย้าเขาด้วยหางตา หากจะกล่าวว่าเขาหุนหันพลันแล่นก็ไม่ผิดหรือจะกล่าวว่าเขาคิดอยากเอาคืนเหล่าคนที่บีบคั้นเขาก็ไม่ผิดเช่นกัน
ในเวลานั้นเขากำลังโกรธเกรี้ยวทุกคนกระทั่งพระมารดา เมื่อมีเหตุให้ต้องรับบุตรสาวของท่านหมอตู้มาไว้ในความดูแลและนางกล่าวว่ายินดีจะติดตามเขาเข้าตำหนัก เขาก็ไม่ลังเลที่จะตั้งนางเป็พระชายารองในทันทีหากรู้ว่าจะทำให้นางต้องเผชิญกับความโหดร้ายของคนในแวดวงราชสำนัก เขาคงปล่อยให้นางไปใช้ชีวิตสงบสุขเรียบง่ายห่างไกลเมืองหลวงเสียยังจะดีกว่า
“แต่เื่ที่ข้าคาดไม่ถึงที่สุดเห็นจะเป็หวางเฟยของท่านใครจะคิดว่าสตรีตัวเล็กๆ จะเหี้ยมโหดถึงขั้นกล้าวางยา...” หม่าิเทาที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้เอ่ยวาจากระทบกระเทือนจิตใจของสหายหุบปากลงฉับพลันเขาเห็นคิ้วของสหายมุ่นเข้าหากัน
“เ้าไปได้ยินเื่เหลวไหลนั่นมาจากที่ใด”
“เื่เหลวไหล? เื่หวางเฟยของท่าน... นั่นน่ะหรือ”
“ใช่” เื่นี้เป็เื่ภายในของตำหนักฉางอ๋อง และบ่าวไพร่ย่อมไม่กล้าปริปากบอกกล่าวให้คนนอกรับรู้แล้วเหตุใดสหายที่เพิ่งกลับจากต่างเมืองถึงรู้ได้ ที่สำคัญคือสิ่งที่รู้ก็ไม่ใช่ความจริงอีกด้วย
“ก็... จากผู้คนที่ข้าพบเจอในหลายวันนี้ นี่ไม่ใช่เื่ที่ทุกคนรู้อยู่แล้วหรอกหรือ”
คราวนี้หลี่จ้งเหว่ยมีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีก
“ไม่! ไม่ใช่เื่ที่ทุกคนควรรู้อย่างยิ่ง!”
ที่หน้าเหลาอาหารฉางอ๋องเดินออกมาพร้อมกับสหายเพื่อขึ้นรถม้าคันใหญ่ที่จอดรออยู่ แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปที่ปลายหางตากลับรู้สึกคล้ายกับว่าได้เห็นคนรู้จัก จึงหันไปมองอย่างเต็มตา
‘เลี่ยงฮั่น?’
เมื่อเห็นองครักษ์คนสนิทที่เขามอบหมายหน้าที่ให้ไปคอยจับตาดูซูอวี่หรงเอาไว้หลี่จ้งเหว่ยจึงเลื่อนสายตาไปยังรถม้าซึ่งมีตราของตำหนักฉางอ๋องที่จอดอยู่ด้านข้างองครักษ์ของเขาเวลานั้นมีสตรีนางหนึ่งก้าวลงมา ใบหน้าของนางให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก
‘ซูอวี่หรง? จะเป็ไปได้หรือ...’
ซูอวี่หรงผู้นั้นไม่มีทางยอมก้าวเท้าออกจากเรือนด้วยสภาพเช่นที่เขาเห็นนี้อย่างแน่นอนทั่วทั้งเมืองหลวงผู้ที่จะแต่งกายได้หรูหราฉูดฉาดกว่านางก็เห็นจะมีเพียงฮองเฮาเท่านั้นแต่สตรีนางนี้กลับแต่งกายเรียบง่ายยิ่งกว่าตู้เมิ่งเจี๋ยผู้นิยมความสมถะเสียอีก
“เอ๋... นั่นรถม้าตำหนักของท่านมิใช่หรือ แล้วแม่นางน้อยผู้นั้น...ใช่เช่อเฟยของท่านหรือไม่” หม่าิเทาขยับกายเข้ามาถามสหายในขณะที่สายตายังจับจ้องสตรีผู้โดดเด่นชวนมองทั้งๆที่การแต่งกายของนางแทบจะกลมกลืนกับชาวเมืองทั่วไป
หลี่จ้งเหว่ยมองสหายด้วยหางตาทีหนึ่ง
“จากเมืองหลวงไม่กี่เดือน ความจำเ้าก็เลอะเลือนเสียแล้วหรือ”
สหายผู้ถูกตราหน้าว่าเลอะเลือนย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“หากไม่ใช่เช่อเฟยแล้วผู้ใดจะนั่งรถม้าตำหนักฉางอ๋องได้อีก...”หลังจากมีนามหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดแล้ว หม่าิเทาก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ“คงไม่หรอกกระมัง... นั่นไม่ใช่นางใช่หรือไม่!”