เหวินซานก้มศีรษะน้อย ๆ "ผู้าุโสั่งสอนได้ถูกต้อง ศิษย์จะนำไปไตร่ตรอง"
ชายชราพยักหน้า คิดว่าเด็กหนุ่มคงเริ่มเข้าใจแล้ว จึงโบกมือไล่เบา ๆ "ไปเถิด หวังว่าครั้งหน้าหากเ้ามีโอกาสเข้ามาอีก จะรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้"
เหวินซานประสานมือคารวะอีกครั้ง "ขอบพระคุณผู้าุโที่ชี้แนะ" กล่าวจบ เขาก็เดินออกจากหอตำราอย่างสงบ
เหวินซานเดินออกจากหอตำราอย่างเงียบ ๆ เขาประสานมือคารวะชายชราผู้เฝ้าหอเป็ครั้งสุดท้าย "ขอบพระคุณผู้าุโที่ดูแลตลอดสามวันขอรับ" ชายชราเพียงโบกมือ "ไปเถิด" เหวินซานพยักหน้า ก่อนหันหลังเดินลงบันไดหินช้า ๆ
ยังไม่ทันก้าวพ้นลานหน้าหอ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านล่าง "หือ?"
เหวินซานเงยหน้าขึ้น พบกลุ่มศิษย์สายในประมาณห้าหกคนกำลังเดินขึ้นมา คนที่เดินนำหน้าเป็ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมคายแต่ติดจะหยิ่งผยอง แม้เหวินซานจะเคยเห็นผ่านตาในสำนักมาบ้าง แต่พวกเขาก็ไม่เคยรู้จักหรือใส่ใจกันมาก่อน
เดิมทีศิษย์สายในผู้นั้นกำลังพูดคุยหัวเราะร่ากับสหายอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นร่างของเหวินซานยืนอยู่ตรงนั้น ฝีเท้าของเขาก็ชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที
ศิษย์สายในคนดังกล่าวเบิกตากว้างอย่างงุนงง ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนผ่านตัวเหวินซานไปหยุดอยู่ที่ป้ายหินซึ่งสลักอักษรไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งหอตำราขั้นที่สี่
บรรยากาศพลันเงียบสงบลงในทันที ศิษย์สายในคนอื่น ๆ ที่เดินตามมาต่างมองเหวินซานสลับกับป้ายหินบนนั้น สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่อยากเชื่อสายตา
หนึ่งในศิษย์สายในที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความใ "เป็ไปไม่ได้... ศิษย์สายนอกผู้หนึ่ง... เหตุใดจึงเดินออกมาจากหอตำราขั้นที่สี่ได้?"
ศิษย์สายในคนนำหน้าขมวดคิ้วมุ่นก้าวขึ้นมาสองก้าว สีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความแคลงใจ เขาจ้องมองเหวินซานั้แ่หัวจรดเท้าก่อนจะเอถามเสียงแข็ง "เ้าขึ้นไปข้างบนนั้นได้อย่างไร ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ศิษย์สายนอกจะเหยียบย่างเข้าไปได้!"
เหวินซานปรายตามองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้คิดจะต่อความยาวสาวความยืด จึงตอบกลับไปสั้น ๆ "ผู้าุโอนุญาตให้ข้าขึ้นไป"
ศิษย์สายในผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะเ็าออกมาทันที "เหลวไหล! ต่อให้เป็ศิษย์สายในระดับสูงหลายคนยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ แล้วเ้าที่เป็แค่ศิษย์สายนอกจะมีสิทธิ์ได้อย่างไร อย่ามาโกหกพกลมแถวนี้!"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรามือและเริ่มส่งเสียงเอะอะ เหวินซานจึงี้เีจะต่อปากต่อคำด้วย เขาเพียงแค่หยิบป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่รองเ้าสำนักมอบให้ขึ้นมาถือไว้ในมือ ชูให้เห็นตราประทับชัดเจน "นี่คือป้ายคำอนุญาตของรองเ้าสำนัก"
ทันทีที่เห็นลวดลายและตราประทับอันเป็เอกลักษณ์ของรองเ้าสำนักบนป้ายหยก เสียงรอบด้านก็เงียบสนิทลงทันตก ศิษย์สายในหลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตกตะลึง ป้ายหยกเช่นนี้ไม่มีทางที่จะปลอมแปลงขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่า... เหวินซานได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมจริง ๆ
ศิษย์สายในผู้นั้นกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดขึ้นที่หลังมือ ใบหน้าฉายแววริษยาและไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง "เพราะเหตุใด... เพราะเหตุใดศิษย์สายนอกเช่นเ้า ถึงได้รับความเมตตาจากรองเ้าสำนักให้ขึ้นไปถึงชั้นที่สี่!"
เหวินซานเก็บป้ายหยกกลับเข้าชายเสื้ออย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น "เื่นั้น... หากเ้าอยากรู้นัก ก็คงต้องไปกราบทูลถามรองเ้าสำนักด้วยตนเองแล้ว"
กล่าวจบ เขาก็เดินผ่านกลุ่มศิษย์สายในพวกนั้นไปอย่างราบเรียบ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองซ้ำสอง ท่าทีเยือกเย็นและไม่แยแสเช่นนั้น ยิ่งทำให้ศิษย์สายในผู้นั้นรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงท่ามกลางสายตาของสหาย เขาหันกลับไปมองแผ่นหลังของเหวินซานที่กำลังเดินห่างออกไป ดวงตาทอประกายความอาฆาตมาดร้ายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
ขณะเดียวกัน ชายชราผู้เฝ้าหอซึ่งนั่งชมเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไม่ไกลนัก กลับอมยิ้มและพึมพำกับตนเองเบา ๆ
"เด็กน้อยผู้นั้น... แม้จะดูสงบเสงี่ยม แต่กลับซ่อนความร้ายกาจไว้ลึกซึ้งนัก ถูกหาเื่ถึงเพียงนี้ก็ยังไม่ถือสาหาความแถมยังรับมือได้อย่างนิ่งสนิท..." ชายชราส่ายหัวเบา ๆ อย่างนึกขัน "ช่างเป็เด็กที่ประหลาดและน่าสนใจเสียจริง..."
วันต่อมา…
เหวินซานใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายดังเดิม ยามว่าง เขาจะเข้าสู่มิติิญญากาลเวลา รดน้ำสมุนไพรที่ปลูกไว้ ตรวจดูการเจริญเติบโตของแต่ละต้น ก่อนใช้เวลาที่เหลือจมอยู่กับสมุดิญญา
ครั้งนี้ เขาไม่ได้เริ่มจากคัมภีร์ตำนานเพลิงนิรันดร์ แต่กลับเลือกเปิดตำราพิษเป็เล่มแรก
เหตุผลนั้นเรียบง่าย หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตน พิษย่อมเป็อาวุธที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ เหวินซานค่อย ๆ อ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ จดจำคุณสมบัติของสมุนไพรพิษ การผสมพิษ และหลักการถอนพิษไปพร้อมกัน
ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งตระหนักว่า ศาสตร์แห่งพิษ มิใช่เพียงการฆ่าคน แต่เป็ศาสตร์ที่อาศัยความละเอียดอ่อนไม่ต่างจากการปรุงโอสถเลยแม้แต่น้อย
หลายวันแรกเต็มไปด้วยความล้มเหลว บางครั้งสมุนไพรสองชนิดต้านฤทธิ์กันเองจนของเหลวภายในหม้อหลอมเปลี่ยนเป็สีดำและหมดสภาพ บางครั้งพิษที่เพิ่งกลั่นเสร็จกลับเสื่อมสลายลงภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ แม้แต่ขวดหยกที่ใช้บรรจุก็ยังแตกร้าวเพราะไม่อาจทนฤทธิ์กัดกร่อนของพิษได้
เหวินซานไม่ได้รู้สึกท้อถอย เขาเพียงจดบันทึกข้อผิดพลาดทุกครั้งอย่างละเอียด ก่อนปรับเปลี่ยนสัดส่วนของสมุนไพรและเริ่มต้นทดลองใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
หลายวันต่อมา
ภายในมิติิญญากาลเวลา เหวินซานวางขวดหยกใบเล็กลงบนโต๊ะหิน ของเหลวภายในมีสีเขียวอ่อน แทบไม่มีกลิ่น นี่คือพิษชนิดแรกที่เขาคิดค้นขึ้นจากตำราพิษ ผสมกับความรู้ด้านสมุนไพรที่ศึกษามาหลายวัน "สำเร็จหรือไม่" เขาพึมพำเบา ๆ
วันรุ่งขึ้น เหวินซานเข้าไปยังป่าอสูรของสำนัก บริเวณนั้นมีสัตว์อสูรขนาดเล็กจำนวนไม่น้อย เขาหยิบเข็มเงินขึ้นมา แตะพิษเพียงเล็กน้อย ก่อนสะบัดออกไป
ฉึก! เข็มปักเข้าที่ต้นขาของกระต่ายิญญาตัวหนึ่ง สัตว์อสูรสะดุ้งใ ก่อนวิ่งหนีไปได้เพียงไม่กี่สิบก้าว ผ่านไปหนึ่งสิบลมหายใจผ่านไป มันเริ่มเดินโซเซ ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป ร่างของกระต่ายิญญาก็ล้มลงแน่นิ่ง
เหวินซานเดินเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด เขาจดบันทึกทุกอย่างลงในสมุดิญญา "ออกฤทธิ์ช้า พิษแทรกซึมตามกระแสเื ไม่สามารถสังหารศัตรูได้ทันที หากเจอผู้ฝึกตน พลังิญญาอาจขับพิษออกได้" เหวินซานขมวดคิ้ว "ยังช้าเกินไป" หากนำไปใช้ต่อสู้จริง ศัตรูคงฆ่าเขาก่อนที่พิษจะออกฤทธิ์
เด็กหนุ่มเก็บขวดพิษกลับ ก่อนเดินกลับถ้ำ ตลอดหลายวันถัดมา เขาปรับสัดส่วนสมุนไพรครั้งแล้วครั้งเล่า เพิ่มสมุนไพรพิษ ลดสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ช้า ทดลองซ้ำไม่รู้กี่สิบครั้ง จนในที่สุด พิษรุ่นที่สองก็ถือกำเนิดขึ้น เหวินซานยิ้มบาง "ครั้งนี้ น่าจะดีขึ้น"
เช้าวันถัดมา เหวินซานเก็บขวดพิษรุ่นใหม่ไว้ในชายเสื้ออย่างเรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าสู่ป่าหลังสำนักด้วยความตั้งใจที่จะออกไปทดลองประสิทธิภาพของโอสถกับอสูริญญาระดับต่ำ
ยังไม่ทันที่เขาจะเดินลึกเข้าไปในผืนป่ามากนัก เหวินซานก็ััได้ถึงกลิ่นอายพลังิญญาสายหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ทันใดนั้น ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากแนวไม้เบื้องหน้า
เหวินซานชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เซียวอวิ๋น"
อีกฝ่ายพยักหน้ารับเล็กน้อย สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเช่นเคยไม่มีเปลี่ยน "ข้าได้ยินมาว่าเ้าก้าวสู่จุดประกายิญญาขั้นสามแล้ว" เซียวอวิ๋นเอ่ยขึ้น
เหวินซานยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก "ข่าวคลื่นลมในสำนักนี่แพร่เร็วจริง ๆ"
เซียวอวิ๋นยกกระบี่ขึ้นถือไว้ในมืออย่างไม่เร่งรีบ สายตาทอดมองตรงมาที่เด็กหนุ่ม "วันนี้ข้าออกมาฝึกกระบี่พอดี หากเ้าว่าง... ลองประลองฝีมือกันสักหน่อยเป็อย่างไร"
เหวินซานมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนจะตัดสินใจชักกระบี่ออกจากฝัก "ได้"
สิ้นคำพูด ทั้งสองคนก็พุ่งเข้าหากันทันทีอย่างไม่รอช้า เคร้ง! เสียงกระบี่ปะทะกันดังสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า
ทั้งคู่ต่างมิได้ใช้วิชาสังหารอันรุนแรง มีเพียงการแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากระบี่เพื่อทดสอบฝีมือเท่านั้น กระบวนท่าของเซียวอวิ๋นมีความหนักแน่นและแม่นยำ ทุก ๆ กระบวนท่าดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงแรงกดดันมหาศาลเอาไว้
ส่วนเหวินซานอาศัยความคล่องตัวว่องไวและการควบคุมพลังิญญาที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ค่อย ๆ รับมือและแก้กระบวนท่าของอีกฝ่ายอย่างมั่นคง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
คมกระบี่ของทั้งสองแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่องกว่าสามสิบกระบวนท่าโดยไม่มีผู้ใดเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบกันเลยแม้แต่น้อย
เซียวอวิ๋นมองคู่ต่อสู้ด้วยแววตาที่เป็ประกายขึ้น "สมแล้วที่เป็อันดับสามของการสอบเข้าสำนัก"
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "ส่วนเ้า... ก็สมกับที่เป็อันดับหนึ่งเช่นกัน" ทั้งสองฝ่ายต่างะโถอยหลังแยกตัวออกจากกันเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งเข้าประทะห้ำหั่นกันอีกระลอกคราวนี้ เซียวอวิ๋นเร่งโคจรพลังิญญาภายในร่างขึ้นอีกหนึ่งระดับ กระแสพลังอันรุนแรงแผ่กระจายออกรอบตัวอย่างรวดเร็ว
ในจังหวะสำคัญนั้นเอง...วูม!
กลิ่นอายความเย็นเยียบสายหนึ่งพลันเล็ดลอดออกมาจากร่างของเขาอย่างไม่คาดฝันเป็เพียงแค่่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น
หมอกสีดำปนแดงบางเบาปรากฏขึ้นโอบล้อมรอบแขนขวาของเซียวอวิ๋น ก่อนที่มันจะสลายหายวับไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เซียวอวิ๋นชะงักนิ่งไปเล็กน้อย สีหน้าปรากฏแววความประหลาดใจขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ราวกับตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติเช่นนี้ขึ้น
เขารีบดึงสติแล้วโคจรพลังิญญาระลอกใหม่อย่างเร่งรีบ เพื่อกดกลิ่นอายประหลาดนั้นให้กลับคืนเข้าสู่ร่างในทันที ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
รูม่านตาของเหวินซานหดเล็กลงโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกวูบ ความทรงจำในเหมืองใต้ดินเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนนอกรีตพลันผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน กลิ่นอายเมื่อครู่นั้น...เขาไม่มีวันจดจำผิดเป็อันขาด ภายในอกของเหวินซาน หัวใจกลับเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที
กลิ่นอายเมื่อครู่นี้… แม้จะปรากฏให้เห็นและััได้เพียงชั่วพริบตาเดียว แต่เหวินซานกลับจำมันได้อย่างแม่นยำไม่มีวันลืม
มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพลังงานของผู้ฝึกตนนอกรีตที่เขาเคยพบเจอในเหมืองของลัทธิประตู์แทบทุกประการ
ในสายตาและความรับรู้ของเซียวอวิ๋น เหวินซานเป็เพียงศิษย์สายนอกที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สำนัก จึงไม่มีทางที่จะรู้จักหรือคุ้นเคยกับกลิ่นอายของวิชานอกรีตเช่นนี้อย่างแน่นอน
เซียวอวิ๋นเก็บกระบี่ของตนเข้าฝัก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามปกติ "ดูเหมือนวันนี้คงพอแค่นี้เถอะ"
เหวินซานพยักหน้ารับช้า ๆ สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เผยพิรุธหรือความผิดปกติใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย "อืม ไว้มีโอกาสค่อยมาประลองกันใหม่"
เซียวอวิ๋นส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปตามทาง เมื่อร่างของอีกฝ่ายลับสายตาหายไปจากแนวไม้ เหวินซานจึงค่อย ๆ ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างช้า ๆ
"...กลิ่นอายเมื่อครู่ ไม่มีทางผิดเพี้ยนไปได้แน่" เหวินซานเงยหน้ามองยอดเขาที่ตั้งตระหง่านของสำนักโอสถจันทรา ดวงตาค่อย ๆ เย็นเยียบลงอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้น คำพูดของอู๋กุ่ยก่อนสิ้นใจก็ดังก้องขึ้นในห้วงความคิด "จำเอาไว้... หนอนบ่อนไส้ของนายท่าน... อยู่ในทุกสำนัก"
ตอนนั้นเหวินซานคิดว่าอีกฝ่ายเพียงกล่าววาจาเพื่อปั่นป่วนจิตใจของทุกคนก่อนตาย แต่บัดนี้... เมื่อได้เห็นกลิ่นอายประหลาดที่หลุดออกมาจากร่างของเซียวอวิ๋น ความคิดนั้นกลับเริ่มสั่นคลอน
หรือคำพูดของอู๋กุ่ย... จะเป็ความจริง หากเป็เช่นนั้น...ศัตรูของสำนักโอสถจันทรา อาจไม่เคยอยู่ภายนอกเลยแม้แต่น้อย แต่มันกำลังแฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนในสำนักแห่งนี้มาตลอด...