อำเภอเมือง ในคฤหาสน์แห่งหนึ่ง
แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้นเข้ามา ในห้องนั่งเล่นอันโอ่โถงหนึ่งชายหนุ่ม หนึ่งหญิงสาว นั่งนิ่งเงียบงัน
ใบหน้าสวีหวั่นชิงซีดเผือด เธอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่แล้วข่าวที่ปลายทางของเครื่องมือสื่อสารรายงานมาอย่างกระหืดกระหอบมันน่าตกตะลึงเกินไปแล้ว
มนุษย์พิเศษตายเกลี้ยง ทั้งหมดถูกสังหาร นี่มันผลลัพธ์อะไรกัน? โหดกันเกินไปแล้ว!
มนุษย์พิเศษสิบแปดคนร่วมมือกัน แต่ผลสุดท้ายถูกสังหารเกลี้ยงโดยคนคนเดียวนี่มันฝีมือระดับไหนกัน? ขืนเรื่องหลุดออกไปเป็นได้โจษจันกันทั่วบาง
เป็นฝีมือที่เจิดจรัสอย่างยิ่งเป็นตัวบอกว่ายอดฝีมือของยอดฝีมือได้ปรากฏตัวแล้ว!
โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนต่างก็กินน้ำยาสูตรใหม่ที่ช่วยเพิ่มพูนพลังความสามารถแต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น กลับพ่ายแพ้อย่างหมดท่ามันยิ่งทวีความน่ากลัวให้เห็นอย่างชัดเจน
สวีหวั่นชิงบื้อใบ้ก่อนหน้านี้ไม่นานเธอยังบรรเลงบทเพลงอย่างช่ำชองและร่าเริงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจหากตอนนี้นอกจากความกังวลแล้ว สิ่งที่เธอรู้สึกก็คือความหวาดกลัว
คนคนนี้หากตามมาล้างแค้นกับเธอ เธอจะสามารถป้องกันได้หรือไม่?
มนุษย์พิเศษสิบแปดคน รวมไปถึงอาวุธหนักอีกมากมายไหนจะเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธที่ระเบิดพังไปแล้วอีก มันก็ยังไม่ตาย แถมยังสังหารคนทั้งหมดจนเรียบ
“สัตว์ประหลาด!” หญิงสาวหน้าซีด แล้วหลุดคำนี้ออกมานั่นมันสัตว์ประหลาดชัดๆ แข็งแกร่งและน่ากลัว มันทำให้เธอร้อนรนประหวั่นพรั่นพรึง
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่บทสนทนาที่ถูกตัดจบนั้นทำให้เธอตัวสั่นไปทั้งตัว คนปลายสายนั่นร้องด้วยเสียงอันดังแล้วจู่ๆ ก็เงียบไป เหมือนกับว่าเป็นเสียงก่อนตาย
มู่นิ่งเงียบ ไม่ส่งเสียงแม้นิดเดียว
เขาเดินไปหน้ากระจกบานสูงจรดพื้น มองออกไปยังขอบฟ้า นิ่งอยู่เนิ่นนานเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้?”
เขาหมุนตัวกลับมาทันควัน ใบหน้าเย็นชาลึกลงไปในแววตาคือประกายที่ทำให้คนที่พบเห็นหวาดหวั่นห้องรับแขกอันโอ่โถงตกอยู่ในบรรยากาศเย็นเยียบ
สำหรับเขาแล้ว ผลที่ออกมานี้มันเลวร้ายอย่างยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด นั่นมันมนุษย์พิเศษถึงสิบแปดคนเชียวนะเป็นขุมกำลังสำคัญในมือของเขา สุดท้ายกลับตายเกลี้ยงไม่เหลืออย่างนี้น่ะหรือ?
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ จะมีใครบอกผมได้บ้าง!”มู่กดเสียงต่ำ
ใบหน้าอันหล่อเหล่าปราศจากซึ่งรอยยิ้ม ทั้งยังไม่อาจคงความสงบได้อีกต่อไปตอนนี้ สีหน้าเขาเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งมีกลิ่นอายมืดมนหนาวเหน็บซึ่งไม่เข้ากันเลยกับท่วงท่าสง่างามในยามปรกติของเขา
สวี่หวั่นชิงเองก็กดเสียงต่ำ “ถึงกับเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงฆ่ามนุษย์พิเศษที่กินน้ำยาสูตรใหม่ทั้งสิบกว่าคนได้?!”
เพล้ง!
มู่เขวี้ยงแก้วไวน์ทรงสูงลงกับพื้นอย่างแรง เศษแก้วเจียระไนแตกกระจัดกระจายเขาเอ่ยเสียงต่ำออกมาอย่างอดไม่อยู่
“สมควรตาย!” เขาคำราม
ก่อนหน้านี้เขาท่าทางสบายๆ ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยเขาเชื่อมั่นว่าคนผู้นั้นต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย จุดจบได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
แต่ว่าตอนนี้ เขากำหมัดแน่นใบหน้าแข็งกร้าวอย่างไม่อาจปิดบังโทสะจากก้นบึ้งในใจได้ครั้งนี้มันเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่อาจให้อภัยได้ เป็นความเสียหายใหญ่หลวง
“มู่ อย่าเพิ่งโมโหเลย รีบหาทางว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงก่อนดีกว่า”สวีหวั่นชิงเอ่ย เธอบังคับตัวเองให้สงบนิ่ง หากลึกลงไปในใจคือความหวาดกลัวเหตุด้วยเรื่องนี้บานปลายเพราะเธอ
ถ้าหากคนผู้นั้นตามมาแก้แค้น คนแรกคือเธออย่างแน่นอน
คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขก เป็นผู้สูงวัยอายุประมาณห้าสิบรูปร่างผอมบาง เขายืนอยู่ตรงนั้นเอ่ยว่า “มู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณใครมันจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น”
ที่เขาพูดก็มีเหตุผล มนุษย์พิเศษสิบแปดคนร่วมมือกันโจมตีทั้งยังมีน้ำยาสูตรใหม่ ย่อมสามารถกวาดล้างได้อย่างหมดจดสังหารคนเพียงคนเดียวเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
แผ่นดินนี้ ใช่ว่ามนุษย์พิเศษทุกคนจะเทียบกับเทพวัชระได้!
กองกำลังอันแข็งแกร่ง มนุษย์พิเศษที่แยกกันซุ่มโจมตีย่อมต้องสังหารศัตรูได้อย่างแน่นอน ไม่น่ามีอะไรค้างคา
“แล้วปัญหามันเกิดจากตรงไหนกัน ลุงเวิน ช่วยสั่งคนไปตรวจสอบผมต้องการรู้เรื่องอย่างละเอียด ผมยอมไม่ได้!”มู่สีหน้าดำคล้ำ หมัดกำแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีเขียว
“เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเทพวัชระลงมือเองคนจากโพธิจีนส์ก็เคลื่อนไหวอยู่บริเวณนั้นไม่ใช่หรือ?” สวีหวั่นชิงเอ่ย
ลุงเวินตกตะลึง หากเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางแต่อย่างใด ทำตามที่มู่ขอกำชับให้คนตรงไปยังจุดเกิดเหตุตรวจสอบอย่างละเอียดถึงสาเหตุการตายของมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคน
มู่ขมวดคิ้ว เขากำลังสงสัยว่าเป็นเทพวัชระจริงๆ หรือไม่หรือว่าเขาไปถึงที่นั่นแล้ว?
หากตามที่เข้าใจ มนุษย์พิเศษที่ครอบครองความสามารถเป็นอมตะยังอยู่ระหว่างทางอย่างเร็วคงถึงที่หมายในเย็นวันนี้
“ตรวจสอบด้วยว่า เทพวัชระแอบไปถึงที่นั่นแล้วหรือยัง”มู่เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ลุงเวินพยักหน้ารับ เขาจัดเตรียมคนทั้งยังติดต่อคนของเขาที่เป็นสายให้ติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในกลุ่มโพธิจีนส์
เฮลิคอปเตอร์รุ่นเล็กยกตัวขึ้นมุ่งหน้าไปยังป่าที่ห่างออกไปอีกเก้ากิโลเมตรเพื่อสืบหาสาเหตุการตายของมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนรวมไปถึงเบาะแสในที่เกิดเหตุด้วย
คนพวกนี้แม้ไม่ใช่ยอดฝีมือ หากมากด้วยประสบการณ์
เมื่อเข้าเขตป่า พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความสยดสยองมนุษย์พิเศษสิบแปดคนเชียวนะ ทั้งหมดถูกเชือดคอ มีสิบสามคนที่ศีรษะหลุดออกจากร่าง
ชัดเลยว่า พวกเขาตายด้วยฝีมือคนคนเดียวกันอีกทั้งยังเป็นการตายด้วยการถูกสะบั้นคอด้วยร่องรอยในที่เกิดเหตุบ่งบอกว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่เกิดการห้ำหั่นอย่างรุนแรง
ส่วนมนุษย์พิเศษคนอื่นๆ ล้วนไม่ใช่คู่มือทั้งหมดถูกเชือดคอภายในเวลาอันสั้นผลการตรวจสอบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกขนพองสยองเกล้า
“หรือจะเป็นเทพวัชระมาเองจริงๆ?” คนถามเสียงสั่นเทา
นอกจากเทพวัชระและคนอื่นๆ อีกสามคนแล้ว ยังมีมนุษย์พิเศษคนไหนที่มีฝีมือลุยเดี่ยวได้ระดับนี้อีก?
พวกเขาตรวจค้นในป่าละเอียดยิบ หากไม่พบเบาะแสสำคัญของคนผู้นั้นแม้แต่น้อยเหมือนกับว่าเขาจงใจลบร่องรอยทั้งหลายแหล่หลังจากเกิดเรื่อง
อำเภอเมือง ณ คฤหาสน์หลังนั้น
มู่ได้รับรายงาน ใบหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“มนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนถูกเชือดคอด้วยของมีคม บาดแผลสาหัสถึงชีวิตคนผู้นั้นทรงพลังและดุดัน เหนือกว่าทุกด้านอย่างเห็นได้ชัด”ลุงเวินอ่านรายงานที่ได้รับมา
“ได้ยินมาว่า เทพวัชระมีอาวุธสองอย่าง หนึ่งในนั้นคือวัชระปราบมารแต่จะไม่นำออกมาใช้พร่ำเพรื่อ นอกจากนี้ก็มีดาบอีกเล่มที่ใช้อยู่บ่อยๆความคมไม่มีอาวุธใดเทียบได้” สวีหวั่นชิงบอก
ตอนนั้นเอง ก็มีรายงานลับส่งมาสีหน้าลุงเวินเปลี่ยนไปเล็กน้อยทันทีที่ได้รับข่าว
“อะไรนะ เทพวัชระมาถึงอย่างเงียบเชียบแล้วเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้?” สวี่หวั่นชิงรับข่าวลับมาอ่านดู พลันตกตะลึง
“เทพวัชระมาถึงแล้ว!?” มู่เกรี้ยวกราดใบหน้าบิดเบี้ยว มือตบโต๊ะดังปังจนสั่นสะเทือน
เขาสู้รักษาความสง่างามสูงส่งอย่างยากเย็น หากตอนนี้เขาโมโหจนอดรนทนไม่ไหว เทพวัชระมาถึงแล้วจริงๆ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร?บางทีการที่คนผู้นี้ลงมือ ก็อาจอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
ไม่ใช่อย่างนั้น จะมีใครอีกที่มีความสามารถเช่นนี้? กรีดดาบปาดปฐพีเพียงครั้งเดียวก็สามารถกำจัดมนุษย์พิเศษสิบแปดคนได้อย่างไร้ข้อสงสัยต่อให้กินน้ำยาสูตรใหม่เข้าไปก็เถอะ
ครั้งนี้เสียหายยับเยิน!
“จากสายที่เชื่อได้ พอเทพวัชระมาถึง ก็มุ่งเข้าไปในป่าจนบัดนี้ยังไม่กลับออกมา ไม่รู้ว่าไปทางไหน” ลุงเวินตอบ
“เทพวัชระ แกกับฉันไม่จบกันง่ายๆ หรอก!”มู่โทสะพลุ่งพล่าน ดวงตาเต็มไปด้วยแววสังหาร มาดผู้ดีมีการศึกษาหายไปหมดสิ้นในอกตอนนี้สุมไปด้วยเพลิงโทสะอัดแน่นร้อนแรง
“แล้วคนผู้นั้นล่ะ หรือเขาว่าไม่ได้ไปที่นั่นตั้งแต่แรก?” สวีหวั่นชิงคลางแคลงใจ คนที่อยู่เบื้องหลังฉู่เฟิงไม่ปรากฏตัวออกมาหรือ?
แต่แล้วเธอก็ผ่อนคลายอีกครั้ง เทพวัชระกระโดดเข้าร่วมวงด้วยก็จะกลายเป็นการห้ำหั่นระหว่างโพธิจีนส์และเทียนเสินเซิงอู้ฉู่เฟิงสิ้นชีพอยู่แถวนั้น ก็เรียกได้ว่าตายเปล่าแท้ๆ!
สงครามของสองยักษ์ใหญ่ที่ยอดฝีมือออกโรงคนธรรมดาที่หลุดเข้าไปก็ถือว่าเจอเคราะห์กรรม จะโทษใครได้ล่ะ? ก็ได้แต่พูดว่าเขาดวงซวยเอง
สวีหวั่นชิงถอนใจอย่างโล่งอก รู้สึกว่าแก้ปัญหาได้ในที่สุดก็ถ้ายอดฝีมือที่หนุนหลังฉู่เฟิงไม่รู้ความจริง อย่างนั้นก็เรียกว่าช่วยไม่ได้ล่ะนะ
บนเขา ฉู่เฟิงเดินทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อมองเห็นตัวอำเภอเมืองอยู่ไกลๆ ก็ชะลอฝีเท้าลง
“ผู้หญิงคนนั้นเหี้ยมโหดเกินไป ฆ่าหล่อนตรงๆ มันง่ายไปหน่อย”เขาพูดกับตัวเอง
ฉู่เฟิงนึกไปถึงเด็กสาวที่ขับรถมารับเขา เยาว์วัย รอยกระเล็กๆ บนใบหน้าแย้มยิ้มสดใส พอเขาปฏิเสธไม่ไปด้วย เธอยังงุนงงไม่รู้เรื่องราว สุดท้ายกลับต้องมาตายอย่างอนาถ แม้แต่รถที่ขับมายังถูกระเบิดพังยับ
“ยัยสติวิปลาส!” แววตาของฉู่เฟิงเต็มไปด้วยแววสังหาร
ยามที่เขาลงมือกับศัตรูนั้น เลือดเย็น ไร้ปรานีหากในใจยังมีมุมอ่อนโยนที่ทนไม่ได้หากเห็นคนจิตใจดีงามถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างไม่เป็นธรรม
“ฆ่าเธอทันทีน่ะ มันสบายเกินไป ก่อนหน้านั้นจงลิ้มรสชาติของความหวาดผวาซะ”ฉู่เฟิงรู้สึกเกลียดชังขยะแหยงหญิงสาวผู้โหดร้ายคนนั้นอย่างถึงที่สุด
เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมา โทรหาหลินนั่วอี
ปลายทางรับสายแทบจะในทันที
ด้วยคำพูดง่ายๆ ตรงไปตรงมา ฉู่เฟิงถามหลินนั่วอีว่าหลายวันนี้ใครเป็นคนถือเครื่องมือสื่อสารของเธอไว้
หลินนั่วอีถามว่าเขาเกิดอะไรขึ้น ทว่าฉู่เฟิงไม่ตอบ แล้ววางสายทันที
จากนั้นไม่นาน สวีหวั่นชิงออกจากคฤหาสน์หลังนั้นเร่งเดินทางไปหาหลินนั่วอี
“หวั่นชิง เธอได้ติดต่อกับฉู่เฟิงหรือเปล่า?” หลินนั่วอีงดงามอย่างน่าตกตะลึงผิวพรรณขาวผ่อง ร่างกายสูงโปร่ง เธอยืนอยู่ตรงหน้าต่างมองออกไปไกลๆ
“อ๋อ มีสิ ตอนที่เขารู้ว่าฉันไม่ใช่เธอ ก็มีคุยกันสองสามคำแล้วก็วางสายไป” สวีหวั่นชิงที่อารมณ์ผ่อนคลายแล้ว ตอบคำถามเรื่อยๆ
“งั้นเหรอ เธอมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่า?!”หลินนั่วอีหมุนตัวกลับมา ผมยาวประบ่าเคลียอยู่ข้างคอขาวระหง ใบหน้านวลลออเฉยเมยนัยน์ตาลึกซึ้งคู่นั้นสร้างความกดดันให้สวีหวั่นชิงไม่น้อย
“ไม่มีนี่” สวีหวั่นชิงทำหน้าตกใจ
“ฉันรู้จักฉู่เฟิงดี ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ๆ” หลินนั่วอีเอ่ย
“เขามาถึงแล้วเหรอ แล้วเขาบอกอะไรเธอบ้างล่ะ? ไม่น่าจะเป็นพวกจิตใจคับแคบนะมาหาว่าครั้งที่แล้วฉันพูดจาห้วนๆ ใส่เขาอย่างนั้นสิ”สวีหวั่นชิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ เธอรู้ว่าคนผู้นั้นไม่อาจปรากฏตัวได้ตลอดกาลอีกแล้ว
“เขายังมาไม่ถึง แต่เมื่อครู่เพิ่งโทรมา ฉันรู้สึกว่าเขากับเธอไม่ใช่แค่ไม่ถูกกันนิดๆหน่อยๆ นะ” หลินนั่วอีจ้องเธอเขม็ง
“เมื่อครู่?!” สวีหวั่นชิงตกใจจนนิ้วมือค้างแข็งถ้วยชาแทบจะหลุดจากมือ ยังดีที่กลบเกลื่อนทัน
รอยยิ้มบนใบหน้างดงามของหลินนั่วอีค่อนข้างห่างเหิน เอ่ยว่า “เล่ามาเถอะ”
“ไม่มีอะไรจริงๆ” สวีหวั่นชิงสงบสติอารมณ์ ทว่าในใจหวาดกลัวสุดขีดคนคนนั้นยังไม่ตายหรือ?
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เธอร้อนรน หวาดระแวงฉู่เฟิงใกล้มาถึงแล้วหรือ?
นาทีนั้น จิตใจเธอหวั่นไหว ความคิดประเดประดัง เขายังมีชีวิตอยู่หรือ? นี่มัน...น่ากลัวเกินไปแล้ว!
พริบตานั้น ความคิดของสวีหวั่นชิงแตกขยายออกไปร้อยพันสุดท้ายเธอรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่กลางหลัง เหงื่อเย็นๆ ท่วมตัว ร่างกายชาดิก
เธอกำลังกลัว เธอกำลังแตกตื่น จะทำอย่างไรดี? เธอคิดจะหนีแต่หลินนั่วอีกำลังจ้องเธออยู่
“อีกเดี๋ยวฉู่เฟิงก็จะถึงแล้ว” หลินนั่วอีเอ่ย ที่จริงฉู่เฟิงไม่ได้บอกว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ จะว่าไปก็ไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าจะมาหรือไม่
เพราะเธอสัมผัสได้ถึงความโกรธที่ฉู่เฟิงซ่อนเร้นเอาไว้
วินาทีนั้น สวีหวั่นชิงรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่วิ่งขึ้นกลางหลังฉู่เฟิงใกล้ถึงแล้ว? หากเธอทำได้เพียงรอคอยอยู่ที่นี่ไร้หนทางหลบหนี สำหรับเธอแล้ว มันเป็นความทุกข์ทรมานที่แสนจะเจ็บปวดและน่าหวาดกลัว
มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เธอรู้สึกว่าเธอไม่อาจปิดบังอะไรได้อีก ต่อให้มีพี่สาวคุ้มกะลาหัวก็เกรงว่าเธอไม่อาจรอดพ้นความผิดในครั้งนี้ได้