ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 หวาดกลัว

           อำเภอเมือง ในคฤหาสน์แห่งหนึ่ง

            แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้นเข้ามา ในห้องนั่งเล่นอันโอ่โถงหนึ่งชายหนุ่ม หนึ่งหญิงสาว นั่งนิ่งเงียบงัน

            ใบหน้าสวีหวั่นชิงซีดเผือด เธอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่แล้วข่าวที่ปลายทางของเครื่องมือสื่อสารรายงานมาอย่างกระหืดกระหอบมันน่าตกตะลึงเกินไปแล้ว

            มนุษย์พิเศษตายเกลี้ยง ทั้งหมดถูกสังหาร นี่มันผลลัพธ์อะไรกัน? โหดกันเกินไปแล้ว!

            มนุษย์พิเศษสิบแปดคนร่วมมือกัน แต่ผลสุดท้ายถูกสังหารเกลี้ยงโดยคนคนเดียวนี่มันฝีมือระดับไหนกัน? ขืนเรื่องหลุดออกไปเป็นได้โจษจันกันทั่วบาง

            เป็นฝีมือที่เจิดจรัสอย่างยิ่งเป็นตัวบอกว่ายอดฝีมือของยอดฝีมือได้ปรากฏตัวแล้ว!

            โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนต่างก็กินน้ำยาสูตรใหม่ที่ช่วยเพิ่มพูนพลังความสามารถแต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น กลับพ่ายแพ้อย่างหมดท่ามันยิ่งทวีความน่ากลัวให้เห็นอย่างชัดเจน

            สวีหวั่นชิงบื้อใบ้ก่อนหน้านี้ไม่นานเธอยังบรรเลงบทเพลงอย่างช่ำชองและร่าเริงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจหากตอนนี้นอกจากความกังวลแล้ว สิ่งที่เธอรู้สึกก็คือความหวาดกลัว

            คนคนนี้หากตามมาล้างแค้นกับเธอ เธอจะสามารถป้องกันได้หรือไม่?

            มนุษย์พิเศษสิบแปดคน รวมไปถึงอาวุธหนักอีกมากมายไหนจะเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธที่ระเบิดพังไปแล้วอีก มันก็ยังไม่ตาย แถมยังสังหารคนทั้งหมดจนเรียบ

            “สัตว์ประหลาด!” หญิงสาวหน้าซีด แล้วหลุดคำนี้ออกมานั่นมันสัตว์ประหลาดชัดๆ แข็งแกร่งและน่ากลัว มันทำให้เธอร้อนรนประหวั่นพรั่นพรึง

            โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่บทสนทนาที่ถูกตัดจบนั้นทำให้เธอตัวสั่นไปทั้งตัว คนปลายสายนั่นร้องด้วยเสียงอันดังแล้วจู่ๆ ก็เงียบไป เหมือนกับว่าเป็นเสียงก่อนตาย

            มู่นิ่งเงียบ ไม่ส่งเสียงแม้นิดเดียว

            เขาเดินไปหน้ากระจกบานสูงจรดพื้น มองออกไปยังขอบฟ้า นิ่งอยู่เนิ่นนานเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป

            “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้?”

            เขาหมุนตัวกลับมาทันควัน ใบหน้าเย็นชาลึกลงไปในแววตาคือประกายที่ทำให้คนที่พบเห็นหวาดหวั่นห้องรับแขกอันโอ่โถงตกอยู่ในบรรยากาศเย็นเยียบ

            สำหรับเขาแล้ว ผลที่ออกมานี้มันเลวร้ายอย่างยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด นั่นมันมนุษย์พิเศษถึงสิบแปดคนเชียวนะเป็นขุมกำลังสำคัญในมือของเขา สุดท้ายกลับตายเกลี้ยงไม่เหลืออย่างนี้น่ะหรือ?

            “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ จะมีใครบอกผมได้บ้าง!”มู่กดเสียงต่ำ

            ใบหน้าอันหล่อเหล่าปราศจากซึ่งรอยยิ้ม ทั้งยังไม่อาจคงความสงบได้อีกต่อไปตอนนี้ สีหน้าเขาเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งมีกลิ่นอายมืดมนหนาวเหน็บซึ่งไม่เข้ากันเลยกับท่วงท่าสง่างามในยามปรกติของเขา

            สวี่หวั่นชิงเองก็กดเสียงต่ำ “ถึงกับเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงฆ่ามนุษย์พิเศษที่กินน้ำยาสูตรใหม่ทั้งสิบกว่าคนได้?!”

            เพล้ง!

            มู่เขวี้ยงแก้วไวน์ทรงสูงลงกับพื้นอย่างแรง เศษแก้วเจียระไนแตกกระจัดกระจายเขาเอ่ยเสียงต่ำออกมาอย่างอดไม่อยู่

            “สมควรตาย!” เขาคำราม

            ก่อนหน้านี้เขาท่าทางสบายๆ ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยเขาเชื่อมั่นว่าคนผู้นั้นต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย จุดจบได้ถูกกำหนดไว้แล้ว

            แต่ว่าตอนนี้ เขากำหมัดแน่นใบหน้าแข็งกร้าวอย่างไม่อาจปิดบังโทสะจากก้นบึ้งในใจได้ครั้งนี้มันเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่อาจให้อภัยได้ เป็นความเสียหายใหญ่หลวง

            “มู่ อย่าเพิ่งโมโหเลย รีบหาทางว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงก่อนดีกว่า”สวีหวั่นชิงเอ่ย เธอบังคับตัวเองให้สงบนิ่ง หากลึกลงไปในใจคือความหวาดกลัวเหตุด้วยเรื่องนี้บานปลายเพราะเธอ

            ถ้าหากคนผู้นั้นตามมาแก้แค้น คนแรกคือเธออย่างแน่นอน

            คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขก เป็นผู้สูงวัยอายุประมาณห้าสิบรูปร่างผอมบาง เขายืนอยู่ตรงนั้นเอ่ยว่า “มู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณใครมันจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น”

            ที่เขาพูดก็มีเหตุผล มนุษย์พิเศษสิบแปดคนร่วมมือกันโจมตีทั้งยังมีน้ำยาสูตรใหม่ ย่อมสามารถกวาดล้างได้อย่างหมดจดสังหารคนเพียงคนเดียวเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง

            แผ่นดินนี้ ใช่ว่ามนุษย์พิเศษทุกคนจะเทียบกับเทพวัชระได้!

            กองกำลังอันแข็งแกร่ง มนุษย์พิเศษที่แยกกันซุ่มโจมตีย่อมต้องสังหารศัตรูได้อย่างแน่นอน ไม่น่ามีอะไรค้างคา

            “แล้วปัญหามันเกิดจากตรงไหนกัน ลุงเวิน ช่วยสั่งคนไปตรวจสอบผมต้องการรู้เรื่องอย่างละเอียด ผมยอมไม่ได้!”มู่สีหน้าดำคล้ำ หมัดกำแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีเขียว

            “เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเทพวัชระลงมือเองคนจากโพธิจีนส์ก็เคลื่อนไหวอยู่บริเวณนั้นไม่ใช่หรือ?” สวีหวั่นชิงเอ่ย

            ลุงเวินตกตะลึง หากเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางแต่อย่างใด ทำตามที่มู่ขอกำชับให้คนตรงไปยังจุดเกิดเหตุตรวจสอบอย่างละเอียดถึงสาเหตุการตายของมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคน

            มู่ขมวดคิ้ว เขากำลังสงสัยว่าเป็นเทพวัชระจริงๆ หรือไม่หรือว่าเขาไปถึงที่นั่นแล้ว?

            หากตามที่เข้าใจ มนุษย์พิเศษที่ครอบครองความสามารถเป็นอมตะยังอยู่ระหว่างทางอย่างเร็วคงถึงที่หมายในเย็นวันนี้

            “ตรวจสอบด้วยว่า เทพวัชระแอบไปถึงที่นั่นแล้วหรือยัง”มู่เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            ลุงเวินพยักหน้ารับ เขาจัดเตรียมคนทั้งยังติดต่อคนของเขาที่เป็นสายให้ติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในกลุ่มโพธิจีนส์

            เฮลิคอปเตอร์รุ่นเล็กยกตัวขึ้นมุ่งหน้าไปยังป่าที่ห่างออกไปอีกเก้ากิโลเมตรเพื่อสืบหาสาเหตุการตายของมนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนรวมไปถึงเบาะแสในที่เกิดเหตุด้วย

            คนพวกนี้แม้ไม่ใช่ยอดฝีมือ หากมากด้วยประสบการณ์

            เมื่อเข้าเขตป่า พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความสยดสยองมนุษย์พิเศษสิบแปดคนเชียวนะ ทั้งหมดถูกเชือดคอ มีสิบสามคนที่ศีรษะหลุดออกจากร่าง

            ชัดเลยว่า พวกเขาตายด้วยฝีมือคนคนเดียวกันอีกทั้งยังเป็นการตายด้วยการถูกสะบั้นคอด้วยร่องรอยในที่เกิดเหตุบ่งบอกว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่เกิดการห้ำหั่นอย่างรุนแรง

            ส่วนมนุษย์พิเศษคนอื่นๆ ล้วนไม่ใช่คู่มือทั้งหมดถูกเชือดคอภายในเวลาอันสั้นผลการตรวจสอบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกขนพองสยองเกล้า

            “หรือจะเป็นเทพวัชระมาเองจริงๆ?” คนถามเสียงสั่นเทา

            นอกจากเทพวัชระและคนอื่นๆ อีกสามคนแล้ว ยังมีมนุษย์พิเศษคนไหนที่มีฝีมือลุยเดี่ยวได้ระดับนี้อีก?

            พวกเขาตรวจค้นในป่าละเอียดยิบ หากไม่พบเบาะแสสำคัญของคนผู้นั้นแม้แต่น้อยเหมือนกับว่าเขาจงใจลบร่องรอยทั้งหลายแหล่หลังจากเกิดเรื่อง

            อำเภอเมือง ณ​ คฤหาสน์หลังนั้น

            มู่ได้รับรายงาน ใบหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

            “มนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนถูกเชือดคอด้วยของมีคม บาดแผลสาหัสถึงชีวิตคนผู้นั้นทรงพลังและดุดัน เหนือกว่าทุกด้านอย่างเห็นได้ชัด”ลุงเวินอ่านรายงานที่ได้รับมา

            “ได้ยินมาว่า เทพวัชระมีอาวุธสองอย่าง หนึ่งในนั้นคือวัชระปราบมารแต่จะไม่นำออกมาใช้พร่ำเพรื่อ นอกจากนี้ก็มีดาบอีกเล่มที่ใช้อยู่บ่อยๆความคมไม่มีอาวุธใดเทียบได้” สวีหวั่นชิงบอก

            ตอนนั้นเอง ก็มีรายงานลับส่งมาสีหน้าลุงเวินเปลี่ยนไปเล็กน้อยทันทีที่ได้รับข่าว

            “อะไรนะ เทพวัชระมาถึงอย่างเงียบเชียบแล้วเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้?” สวี่หวั่นชิงรับข่าวลับมาอ่านดู พลันตกตะลึง

            “เทพวัชระมาถึงแล้ว!?” มู่เกรี้ยวกราดใบหน้าบิดเบี้ยว มือตบโต๊ะดังปังจนสั่นสะเทือน

            เขาสู้รักษาความสง่างามสูงส่งอย่างยากเย็น หากตอนนี้เขาโมโหจนอดรนทนไม่ไหว เทพวัชระมาถึงแล้วจริงๆ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร?บางทีการที่คนผู้นี้ลงมือ ก็อาจอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด

            ไม่ใช่อย่างนั้น จะมีใครอีกที่มีความสามารถเช่นนี้? กรีดดาบปาดปฐพีเพียงครั้งเดียวก็สามารถกำจัดมนุษย์พิเศษสิบแปดคนได้อย่างไร้ข้อสงสัยต่อให้กินน้ำยาสูตรใหม่เข้าไปก็เถอะ

            ครั้งนี้เสียหายยับเยิน!

            “จากสายที่เชื่อได้ พอเทพวัชระมาถึง ก็มุ่งเข้าไปในป่าจนบัดนี้ยังไม่กลับออกมา ไม่รู้ว่าไปทางไหน” ลุงเวินตอบ

            “เทพวัชระ แกกับฉันไม่จบกันง่ายๆ หรอก!”มู่โทสะพลุ่งพล่าน ดวงตาเต็มไปด้วยแววสังหาร มาดผู้ดีมีการศึกษาหายไปหมดสิ้นในอกตอนนี้สุมไปด้วยเพลิงโทสะอัดแน่นร้อนแรง

            “แล้วคนผู้นั้นล่ะ หรือเขาว่าไม่ได้ไปที่นั่นตั้งแต่แรก?” สวีหวั่นชิงคลางแคลงใจ คนที่อยู่เบื้องหลังฉู่เฟิงไม่ปรากฏตัวออกมาหรือ?

            แต่แล้วเธอก็ผ่อนคลายอีกครั้ง เทพวัชระกระโดดเข้าร่วมวงด้วยก็จะกลายเป็นการห้ำหั่นระหว่างโพธิจีนส์และเทียนเสินเซิงอู้ฉู่เฟิงสิ้นชีพอยู่แถวนั้น ก็เรียกได้ว่าตายเปล่าแท้ๆ!

            สงครามของสองยักษ์ใหญ่ที่ยอดฝีมือออกโรงคนธรรมดาที่หลุดเข้าไปก็ถือว่าเจอเคราะห์กรรม จะโทษใครได้ล่ะ? ก็ได้แต่พูดว่าเขาดวงซวยเอง

            สวีหวั่นชิงถอนใจอย่างโล่งอก รู้สึกว่าแก้ปัญหาได้ในที่สุดก็ถ้ายอดฝีมือที่หนุนหลังฉู่เฟิงไม่รู้ความจริง อย่างนั้นก็เรียกว่าช่วยไม่ได้ล่ะนะ

            บนเขา ฉู่เฟิงเดินทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อมองเห็นตัวอำเภอเมืองอยู่ไกลๆ ก็ชะลอฝีเท้าลง

            “ผู้หญิงคนนั้นเหี้ยมโหดเกินไป ฆ่าหล่อนตรงๆ มันง่ายไปหน่อย”เขาพูดกับตัวเอง

            ฉู่เฟิงนึกไปถึงเด็กสาวที่ขับรถมารับเขา เยาว์วัย รอยกระเล็กๆ บนใบหน้าแย้มยิ้มสดใส พอเขาปฏิเสธไม่ไปด้วย เธอยังงุนงงไม่รู้เรื่องราว สุดท้ายกลับต้องมาตายอย่างอนาถ แม้แต่รถที่ขับมายังถูกระเบิดพังยับ

            “ยัยสติวิปลาส!” แววตาของฉู่เฟิงเต็มไปด้วยแววสังหาร

            ยามที่เขาลงมือกับศัตรูนั้น เลือดเย็น ไร้ปรานีหากในใจยังมีมุมอ่อนโยนที่ทนไม่ได้หากเห็นคนจิตใจดีงามถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างไม่เป็นธรรม

            “ฆ่าเธอทันทีน่ะ มันสบายเกินไป ก่อนหน้านั้นจงลิ้มรสชาติของความหวาดผวาซะ”ฉู่เฟิงรู้สึกเกลียดชังขยะแหยงหญิงสาวผู้โหดร้ายคนนั้นอย่างถึงที่สุด

            เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมา โทรหาหลินนั่วอี

            ปลายทางรับสายแทบจะในทันที

            ด้วยคำพูดง่ายๆ ตรงไปตรงมา ฉู่เฟิงถามหลินนั่วอีว่าหลายวันนี้ใครเป็นคนถือเครื่องมือสื่อสารของเธอไว้

            หลินนั่วอีถามว่าเขาเกิดอะไรขึ้น ทว่าฉู่เฟิงไม่ตอบ แล้ววางสายทันที

            จากนั้นไม่นาน สวีหวั่นชิงออกจากคฤหาสน์หลังนั้นเร่งเดินทางไปหาหลินนั่วอี

            “หวั่นชิง เธอได้ติดต่อกับฉู่เฟิงหรือเปล่า?” หลินนั่วอีงดงามอย่างน่าตกตะลึงผิวพรรณขาวผ่อง ร่างกายสูงโปร่ง เธอยืนอยู่ตรงหน้าต่างมองออกไปไกลๆ

            “อ๋อ มีสิ ตอนที่เขารู้ว่าฉันไม่ใช่เธอ ก็มีคุยกันสองสามคำแล้วก็วางสายไป” สวีหวั่นชิงที่อารมณ์ผ่อนคลายแล้ว ตอบคำถามเรื่อยๆ

            “งั้นเหรอ เธอมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่า?!”หลินนั่วอีหมุนตัวกลับมา ผมยาวประบ่าเคลียอยู่ข้างคอขาวระหง ใบหน้านวลลออเฉยเมยนัยน์ตาลึกซึ้งคู่นั้นสร้างความกดดันให้สวีหวั่นชิงไม่น้อย

            “ไม่มีนี่” สวีหวั่นชิงทำหน้าตกใจ

            “ฉันรู้จักฉู่เฟิงดี ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ๆ” หลินนั่วอีเอ่ย

            “เขามาถึงแล้วเหรอ แล้วเขาบอกอะไรเธอบ้างล่ะ? ไม่น่าจะเป็นพวกจิตใจคับแคบนะมาหาว่าครั้งที่แล้วฉันพูดจาห้วนๆ ใส่เขาอย่างนั้นสิ”สวีหวั่นชิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ เธอรู้ว่าคนผู้นั้นไม่อาจปรากฏตัวได้ตลอดกาลอีกแล้ว

            “เขายังมาไม่ถึง แต่เมื่อครู่เพิ่งโทรมา ฉันรู้สึกว่าเขากับเธอไม่ใช่แค่ไม่ถูกกันนิดๆหน่อยๆ นะ” หลินนั่วอีจ้องเธอเขม็ง

            “เมื่อครู่?!” สวีหวั่นชิงตกใจจนนิ้วมือค้างแข็งถ้วยชาแทบจะหลุดจากมือ ยังดีที่กลบเกลื่อนทัน

            รอยยิ้มบนใบหน้างดงามของหลินนั่วอีค่อนข้างห่างเหิน เอ่ยว่า “เล่ามาเถอะ”

            “ไม่มีอะไรจริงๆ” สวีหวั่นชิงสงบสติอารมณ์ ทว่าในใจหวาดกลัวสุดขีดคนคนนั้นยังไม่ตายหรือ?

            มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เธอร้อนรน หวาดระแวงฉู่เฟิงใกล้มาถึงแล้วหรือ?

            นาทีนั้น จิตใจเธอหวั่นไหว ความคิดประเดประดัง เขายังมีชีวิตอยู่หรือ? นี่มัน...น่ากลัวเกินไปแล้ว!

            พริบตานั้น ความคิดของสวีหวั่นชิงแตกขยายออกไปร้อยพันสุดท้ายเธอรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่กลางหลัง เหงื่อเย็นๆ ท่วมตัว ร่างกายชาดิก

            เธอกำลังกลัว เธอกำลังแตกตื่น จะทำอย่างไรดี? เธอคิดจะหนีแต่หลินนั่วอีกำลังจ้องเธออยู่

            “อีกเดี๋ยวฉู่เฟิงก็จะถึงแล้ว” หลินนั่วอีเอ่ย ที่จริงฉู่เฟิงไม่ได้บอกว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ จะว่าไปก็ไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าจะมาหรือไม่

            เพราะเธอสัมผัสได้ถึงความโกรธที่ฉู่เฟิงซ่อนเร้นเอาไว้

            วินาทีนั้น สวีหวั่นชิงรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่วิ่งขึ้นกลางหลังฉู่เฟิงใกล้ถึงแล้ว? หากเธอทำได้เพียงรอคอยอยู่ที่นี่ไร้หนทางหลบหนี สำหรับเธอแล้ว มันเป็นความทุกข์ทรมานที่แสนจะเจ็บปวดและน่าหวาดกลัว

            มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เธอรู้สึกว่าเธอไม่อาจปิดบังอะไรได้อีก ต่อให้มีพี่สาวคุ้มกะลาหัวก็เกรงว่าเธอไม่อาจรอดพ้นความผิดในครั้งนี้ได้

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน