หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 2
มีดบินดอกเหมยดำ
ภายในตำหนักอวี้หลัน แสงเทียนไหวเบา ๆ ตามลมหนาวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง กลิ่นหิมะยังติดชายเสื้อเซวียนอี้ เขายืนกลางห้องอย่างสำรวม แผ่นหลังเหยียดตรง เืจากรอยเฉี่ยวบนแก้มยังซึมเป็เส้นบาง แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งราวไม่รู้สึกเจ็บ
หลี่เฉิงเยว่ประทับข้างโต๊ะไม้จันทน์ สายตาเ็ามองทหารหนุ่มตรงหน้า "นั่งลง"
"กระหม่อมยืนได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าสั่งให้นั่ง"
เซวียนอี้จึงคุกเข่าลงข้างหนึ่งแทน
"ข้าบอกให้นั่ง ไม่ได้บอกให้คุกเข่า" หลี่เฉิงเยว่มองเขาเย็น ๆ
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น ในชีวิตเขา การคุกเข่าต่อผู้สูงศักดิ์เป็เื่ธรรมดา การถูกสั่งให้ไปตายก็เป็เื่ธรรมดา แต่การถูกองค์ชายสั่งให้นั่งเพราะาแเล็กน้อย กลับเป็เื่ที่เขาไม่คุ้นเคย
"กระหม่อมต่ำศักดิ์ มิกล้านั่งเสมอพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่วางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะเบา ๆ ทำให้ฝูอันที่ยืนข้างสะดุ้ง
"ในตำหนักของข้า หากข้าอนุญาตให้เ้านั่ง ต่อให้เ้าเป็ขอทานข้างถนน ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดว่าเ้าไม่สมควร" เขาเหลือบมองเก้าอี้ตัวหนึ่ง "นั่ง"
ครั้งนี้เซวียนอี้ไม่ปฏิเสธ เขาลุกขึ้นนั่งลงอย่างระมัดระวัง ท่าทางเกร็งจนคล้ายคนกำลังรับโทษมากกว่ารับการทำแผล
"นำกล่องยามา" หลี่เฉิงเยว่สั่งฝูอัน
ฝูอันรีบหยิบกล่องไม้สีเข้มมาวางบนโต๊ะ
"องค์ชาย กระหม่อมทำเองได้พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้รีบเอ่ย
"ข้าไม่ได้ถามว่าเ้าทำเองได้หรือไม่" หลี่เฉิงเยว่เปิดกล่องยา หยิบผ้าสะอาดและขวดยาออกมา
เขาลุกจากที่ประทับ เดินมายืนตรงหน้าเซวียนอี้ ระยะห่างที่ใกล้ขึ้นทำให้ทหารหนุ่มได้กลิ่นกำยานอ่อน ๆ จากอาภรณ์องค์ชาย เย็น สะอาด แปลกประหลาด ไม่เหมือนกลิ่นค่ายทหาร ไม่เหมือนกลิ่นเืบนสนามรบ แต่กลับคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยหลับอยู่ใกล้กลิ่นนี้มาก่อน
หลี่เฉิงเยว่ชุบผ้ากับสุรา แตะลงบนรอยแผลที่แก้มเขา ความแสบแล่นผ่านผิว เซวียนอี้ไม่ขยับ แต่มือที่วางบนเข่ากำแน่นขึ้นเล็กน้อย
"เจ็บหรือ"
"ไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"โกหก"
เซวียนอี้หลุบตาลง หลี่เฉิงเยว่เช็ดเืออกอย่างช้า ๆ น้ำหนักมือเบากว่าที่คาดไว้มาก เบาจนไม่เหมือนมือขององค์ชายผู้เ็า แต่เหมือนมือของใครบางคนที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ ความคิดนั้นทำให้เซวียนอี้เผลอกลั้นหายใจ
"เ้าเกร็งเพราะข้าทำแผลให้ หรือเพราะกลัวข้าจะถามเื่มีดบิน"
"ทั้งสองอย่างพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ตอบโดยไม่ลังเล
ฝูอันเกือบสำลักลมหายใจ — ในวังหลวง มีผู้ใดกล้าตอบองค์ชายสามตรงเช่นนี้
แต่หลี่เฉิงเยว่นิ่งไปเพียงครู่ มุมปากขยับเล็กน้อยคล้ายจะยิ้ม "ซื่อตรงดี"
เซวียนอี้ไม่รู้ว่าคำนี้เป็คำชมหรือตำหนิ จึงเลือกเงียบไว้ก่อน
หลี่เฉิงเยว่แต้มยาลงบนแผล กลิ่นสมุนไพรเย็น ๆ ซึมเข้าผิว "ดอกเหมยดำ เ้ารู้จักหรือไม่"
"เคยได้ยินชื่อพ่ะย่ะค่ะ"
"เล่ามา"
"ที่ชายแดนเหนือมีข่าวลือเื่กลุ่มนักฆ่าที่ใช้สัญลักษณ์ดอกเหมยสีดำ รับงานเฉพาะจากขุนนางใหญ่หรือคนในราชวงศ์ ไม่ฆ่าคนธรรมดา ไม่ปล้นทรัพย์ และไม่เคยทิ้งศพไว้โดยไร้ความหมาย"
หลี่เฉิงเยว่หยุดมือเล็กน้อย "ไม่เคยทิ้งศพไว้โดยไร้ความหมาย?"
"พ่ะย่ะค่ะ ทุกคนที่ถูกฆ่ามักเกี่ยวข้องกับความลับบางอย่าง"
ห้องเงียบลงทันที ฝูอันหน้าซีดกว่าเดิม
หลี่เฉิงเยว่ปิดขวดยา "เช่นนั้นคืนนี้พวกเขามาเพราะความลับใดกัน"
ไม่มีใครตอบได้ มีเพียงเสียงลมหิมะพัดผ่านชายคา
"องค์ชายเคยเห็นตรานี้มาก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้เงยหน้าถาม
"หากข้าบอกว่าไม่เคย เ้าจะเชื่อหรือไม่"
"ไม่พ่ะย่ะค่ะ"
คำตอบนั้นเร็วเกินไป ฝูอันถึงกับยกมือแตะอกด้วยความใ แต่หลี่เฉิงเยว่กลับไม่โกรธ "เหตุใด"
"เมื่อครู่ที่พระองค์เห็นตราดอกเหมยดำ พระพักตร์ของพระองค์เปลี่ยนไป" เซวียนอี้สบตาเขาอย่างสงบนิ่ง
"เ้ากล้าสังเกตสีหน้าข้า?"
"กระหม่อมมีหน้าที่คุ้มครองพระองค์ หากแม้แต่สีพระพักตร์ยังมองไม่ออก กระหม่อมก็ไม่สมควรอยู่ข้างกายพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป นับั้แ่เกิดมา มีคนมากมายคอยมองสีหน้าเขา — มองเพื่อเอาใจ มองเพื่อจับผิด มองเพื่อหาช่องโจมตี แต่เซวียนอี้เป็คนแรกที่บอกว่ามองเขาเพื่อคุ้มครอง ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนผ่านอกเขาอย่างเงียบงัน
เขาหยิบมีดบินบนโต๊ะขึ้นมา "ตอนเห็นตรานี้ ข้านึกถึงไฟ"
มือของเซวียนอี้กระตุกเล็กน้อย เล็กมาก แต่หลี่เฉิงเยว่เห็น เขาเงยหน้าขึ้น "เ้าก็นึกถึงสิ่งเดียวกันหรือ"
"กระหม่อมไม่เข้าใจความหมายขององค์ชาย" เซวียนอี้หลุบตา
"โกหกอีกแล้ว"
"..."
"คืนนี้เ้าพูดโกหกต่อหน้าข้าเป็ครั้งที่สอง"
เซวียนอี้ลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงทันที "กระหม่อมสมควรรับโทษ"
หลี่เฉิงเยว่มองเขาด้วยความหงุดหงิดไร้เหตุผล ไม่ใช่เพราะเซวียนอี้โกหก แต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่คุกเข่า เอาแต่พูดว่ารับโทษ ทำเหมือนชีวิตตนเองไม่มีค่า ทั้งที่เมื่อครู่เพียงเห็นเืบนแก้มเขา หลี่เฉิงเยว่กลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
"ลุกขึ้น"
"องค์ชาย…"
"ข้าไม่อยากพูดซ้ำ"
เซวียนอี้ลุกขึ้นอีกครั้งแต่ยังก้มหน้า
หลี่เฉิงเยว่วางมีดบินลง "ในตำหนักนี้ ข้าไม่ชอบคนโกหก แต่ยิ่งไม่ชอบคนที่คิดว่าตนเองตายได้ง่าย ๆ มากกว่า หากเ้ามีสิ่งใดที่ยังพูดไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูด" เขาเดินกลับไปนั่งที่เดิม "แต่จำไว้ วันใดที่ความลับของเ้ากลายเป็ภัยต่อข้า ข้าจะเป็คนถามเอง"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้คำนับช้า ๆ ทว่าในใจกลับไม่สงบเลย เพราะเขารู้ดีว่าความลับของตนอาจกลายเป็ภัยต่อองค์ชายั้แ่วินาทีที่ก้าวเข้าตำหนักอวี้หลันแล้ว หยกครึ่งชิ้นที่แนบอกเขาเหมือนร้อนขึ้นมา ราวกับได้ยินทุกคำสนทนา ราวกับเตือนว่าอดีตที่ฝังไว้ใกล้จะตื่นขึ้นแล้ว
ยังไม่ทันมีใครพูดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกตำหนัก ฝูอันรีบออกไปดูแล้วกลับเข้ามาพร้อมสีหน้าไม่สู้ดี
"ทูลองค์ชาย รองหัวหน้ากององครักษ์ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
"ดึกเช่นนี้?" หลี่เฉิงเยว่เลิกคิ้ว
"เขาบอกว่าได้รับคำสั่งจากกรมวัง ให้มาตรวจสอบเหตุผู้บุกรุก และขอนำตัวทหารเอกเซวียนอี้ไปสอบสวนพ่ะย่ะค่ะ"
บรรยากาศเย็นลงทันที เซวียนอี้ไม่แสดงสีหน้าแปลกใจ หลี่เฉิงเยว่กลับหัวเราะเบา ๆ เสียงเย็นจนฝูอันขนลุก "ผู้บุกรุกเพิ่งหนีไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป กรมวังก็รู้เื่แล้วหรือ ข่าวในวังหลวงรวดเร็วกว่าม้าเร็วชายแดนเสียอีก"
ด้านนอกมีเสียงทหารเกราะเหล็กยืนรออยู่ เซวียนอี้ก้าวออกมาข้างหน้า "องค์ชาย กระหม่อมจะไปกับพวกเขาเองพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้าคิดว่าข้าเรียกเ้ามาอยู่ข้างกาย เพื่อให้ผู้อื่นมาพาออกไปง่าย ๆ หรือ" หลี่เฉิงเยว่มองเขาเย็นจัด
"แต่หากกระหม่อมอยู่ อาจทำให้พระองค์ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการสอบสวน"
"แล้วอย่างไร"
คำตอบสั้นมาก แต่ทำให้เซวียนอี้เงยหน้าโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฉิงเยว่ยืนขึ้นช้า ๆ อาภรณ์ขาวพลิ้วไหวในแสงเทียน ใบหน้ายังงดงามเ็า แต่แววตาคมราวคมดาบ "ฝูอัน ให้พวกเขาเข้ามา"
ประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนในชุดองครักษ์หลวงก้าวเข้ามาพร้อมทหารสี่นาย เขาคุกเข่าคำนับด้วยท่าทางแข็งกระด้างกว่าที่ควร "กระหม่อมหลี่กว่าง รองหัวหน้ากององครักษ์ ถวายบังคมองค์ชายสาม"
หลี่เฉิงเยว่ไม่บอกให้ลุก หลี่กว่างจึงต้องคุกเข่าอยู่เช่นนั้น "ดึกดื่นเช่นนี้ เ้ามีธุระใดกับตำหนักของข้า"
"กระหม่อมได้รับรายงานว่ามีผู้บุกรุกตำหนักอวี้หลัน และทหารเอกเซวียนอี้เป็ผู้เดียวที่เห็นคนร้าย จึงต้องขอนำตัวเขาไปสอบสวน เพื่อความปลอดภัยของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ"
"เพื่อความปลอดภัยของข้า?" หลี่เฉิงเยว่เดินลงจากแท่นประทับทีละก้าว "คืนนี้คนร้ายบุกเข้าตำหนักข้า ทหารของเ้ามาถึงช้า คนของข้าขับไล่คนร้ายไปได้ เ้าไม่สอบสวนทหารยามที่ปล่อยให้คนร้ายเข้ามา แต่กลับมาขอนำตัวคนที่ปกป้องข้าไป" เขาหยุดยืนตรงหน้าหลี่กว่าง "นี่คือวิธีปกป้องของกรมวังหรือ"
หลี่กว่างเหงื่อซึมทันที "กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่เซวียนอี้เพิ่งเข้าวังวันนี้และเกิดเหตุทันที จึงอาจมีข้อสงสัย…"
"สงสัยว่าเขาพาคนร้ายเข้ามา?"
"กระหม่อมมิบังอาจสรุป เพียงแต่…"
"แต่เ้ากล้าพูดในตำหนักของข้า" หลี่เฉิงเยว่ปรายตามองทหารสี่นายด้านหลัง "กลับไปบอกคนที่ส่งเ้ามา เซวียนอี้เป็คนของข้า หากต้องสอบสวน ก็ให้พวกเขามาสอบต่อหน้าข้า"
"องค์ชาย เื่นี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในวัง กระหม่อมเกรงว่า…"
"เ้าเกรง?" หลี่เฉิงเยว่ยิ้มเย็น "ในวังหลวงนี้ มีสิ่งใดที่เ้ากล้าเกรงแทนข้า"
หลี่กว่างไม่กล้าพูดต่อ หลี่เฉิงเยว่หยิบมีดบินดอกเหมยดำขึ้นมาโยนลงตรงหน้าเขา คมมีดปักบนพื้นไม้ห่างจากมือของอีกฝ่ายเพียงครึ่งนิ้ว หลี่กว่างสะดุ้งจนไหล่กระตุก
"นำสิ่งนี้กลับไปตรวจสอบ ถ้ากรมวังมีความสามารถจริง ก็หาตัวเ้าของตรานี้มาให้ข้า" เขาก้มลงมอง "ไม่ใช่มาคว้าคนของข้าไปรับโทษแทนคนร้าย"
คำว่า "คนของข้า" ทำให้เซวียนอี้ที่ยืนด้านหลังชะงักเงียบ เพียงสามคำ แต่เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกดลงบนหัวใจเขา เขาเคยถูกเรียกว่าเด็กกำพร้า ทหารชั้นต่ำ หมาบ้าชายแดน ดาบไร้นาย แต่ไม่เคยมีใครพูดว่าเขาเป็ "คนของข้า" ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อ ไม่ใช่เพื่อเหยียดต่ำ แต่เพื่อปกป้อง
หลี่กว่างคำนับจนหน้าผากเกือบแตะพื้น "กระหม่อมรับบัญชา" แล้วเก็บมีดบินถอยออกไปพร้อมทหารทั้งสี่
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมา หลี่เฉิงเยว่หันมาเห็นเซวียนอี้ยืนอยู่ที่เดิม "มองอะไร"
"กระหม่อมเพียงไม่คิดว่าองค์ชายจะ…" เซวียนอี้หยุดพูด
"จะปกป้องเ้า?"
เซวียนอี้ไม่ตอบ หลี่เฉิงเยว่เดินกลับไปนั่ง "อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ชอบให้ผู้อื่นแตะต้องของของข้า"
หัวใจเซวียนอี้สั่นเล็กน้อย เขารู้ว่านี่คือคำพูดเ็าขององค์ชาย แต่คำว่า "ของของข้า" กลับทำให้เขารู้สึกอุ่นวาบในอกอย่างไม่สมควร เขารีบกดความรู้สึกนั้นลง "กระหม่อมขอบพระทัยองค์ชาย"
"ไม่ต้องขอบคุณ หากเ้าถูกพาไปสอบสวนแล้วตายกลางคุก ข้าก็เสียทหารเอกไปโดยเปล่าประโยชน์"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ตอบรับ แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่เห็นอีกแล้ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคืนนี้จึงสังเกตคนผู้นี้มากนัก แม้เพียงแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็เห็น ทั้งที่ปกติคนรอบตัวจะยิ้ม ร้องไห้ หรือเ็ปอย่างไร เขาล้วนไม่ใส่ใจ หรือแท้จริงมิใช่เขาเป็คนสังเกต แต่เป็หัวใจของเขาที่จำเซวียนอี้ได้ก่อนดวงตา
ความคิดนั้นทำให้เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงหันไปหยิบฎีกาบนโต๊ะทำท่าจะอ่าน ทั้งที่ตัวอักษรตรงหน้าไม่เข้าหัวสักคำ
"คืนนี้เ้าพักที่ห้องข้างตำหนัก"
"กระหม่อมเฝ้าหน้าประตูได้พ่ะย่ะค่ะ"
"หิมะตกหนัก"
"กระหม่อมชินแล้ว"
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามอง "แต่ข้าไม่ชินกับการเห็นคนตายแข็งอยู่หน้าประตูตำหนัก"
เซวียนอี้เงียบไป ฝูอันรีบช่วยพูด "ทหารเซวียน ฟังรับสั่งเถิด ห้องข้างตำหนักเตรียมไว้แล้ว เ้ายังต้องอยู่รับใช้องค์ชายอีกนาน หากล้มป่วยั้แ่คืนแรกคงไม่เหมาะนัก"
"อีกนาน" — คำนี้ผ่านเข้าหูเซวียนอี้อย่างเงียบ ๆ เขาไม่รู้ว่าคนอย่างเขาจะได้อยู่ข้างกายองค์ชายอีกนานเพียงใด หนึ่งเดือน หนึ่งปี หรือเพียงจนกว่าความจริงในอดีตจะถูกขุดขึ้นมา แต่ในวินาทีนี้ เขากลับอยากให้คำว่า "อีกนาน" เป็จริง
"กระหม่อมรับบัญชา"
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า ฝูอันจึงนำเซวียนอี้ออกไปยังห้องพักข้างตำหนัก
เมื่อประตูปิดลง หลี่เฉิงเยว่วางฎีกาลงทันที ยกมือกดขมับ อาการปวดศีรษะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิม ภาพในอดีตแตกกระจายเข้ามาทีละเสี้ยว — ไฟ กลิ่นควัน เสียงร้องของนางกำนัล มือเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเขม่า สวนเหมยกลางคืน หยกที่ถูกหักเป็สองชิ้น และเงาของคนผู้หนึ่งยืนอยู่หลังม่านควัน บนมือนั้นมีแหวนดอกเหมยดำ
เขาพยายามมองใบหน้าของคนผู้นั้นให้ชัด แต่ทันทีที่ภาพใกล้จะชัด ความเ็ปก็แทงขึ้นกลางศีรษะราวมีเข็มนับพันเล่ม ถ้วยชาบนโต๊ะถูกปัดตกพื้นแตกกระจาย
ฝูอันที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาใรีบวิ่งเข้าหา "องค์ชาย!"
"อย่าเข้ามา" น้ำเสียงเขาแหบลงเล็กน้อย
"ทรงประชวรอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปตามหมอหลวง"
"ไม่ต้อง"
"แต่องค์ชาย…"
"ข้าบอกว่าไม่ต้อง"
หลี่เฉิงเยว่สูดลมหายใจลึก กดความเ็ปลงเหมือนที่เคยทำมาตลอดหลายปี เขาไม่ชอบหมอหลวง ไม่ชอบยา ไม่ชอบกลิ่นสมุนไพรขม ๆ ที่ทำให้ความทรงจำของเขาหลับลึกลงทุกครั้ง ั้แ่เด็กเขามักปวดศีรษะเมื่อพยายามนึกถึงเื่บางอย่าง หมอหลวงบอกว่าเป็ผลจากความใในวัยเยาว์ ฮองเฮาบอกว่าเขาคิดมากเกินไป ฝ่าาบอกว่าเื่เก่าควรปล่อยให้ผ่านไป ทุกคนล้วนอยากให้เขาลืม แต่ไม่มีใครเคยบอกเขาว่าเขาลืมสิ่งใดไป
เขามองกล่องไม้บนโต๊ะ ค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดมัน หยกครึ่งชิ้นยังอยู่ที่เดิม คำว่า "เยว่" บนเนื้อหยกดูจางราวกับรอให้อีกครึ่งหนึ่งกลับมาเติมเต็ม เขาหยิบมันขึ้นแนบฝ่ามือ ความเย็นของหยกทำให้อาการปวดเบาลงอย่างน่าประหลาด
"ฝูอัน ส่งคนไปสืบเื่ตำหนักเย็นเก่า"
ฝูอันหน้าซีด "องค์ชาย…"
"ข้า้าบันทึกทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้เมื่อสิบห้าปีก่อน ชื่อทหารยาม ชื่อนางกำนัล ชื่อหมอหลวงที่รักษาข้าในคืนนั้น รวมถึงคนที่มีสิทธิ์เข้าออกตำหนักเย็นในเวลานั้น"
ฝูอันเงียบไปนาน หลี่เฉิงเยว่เงยหน้า "ทำไม่ได้หรือ"
ขันทีเฒ่าคุกเข่าทันที "กระหม่อมจะพยายามพ่ะย่ะค่ะ แต่เื่นี้เก่าเกินไป และอาจมีคนไม่้าให้รื้อฟื้น"
"ยิ่งมีคนไม่้าให้รื้อฟื้น ข้ายิ่งต้องรู้" สายตาของเขาเย็นลง "คืนนี้ดอกเหมยดำมาถึงหน้าตำหนักข้าแล้ว เ้ายังคิดว่าเื่นี้เป็เพียงอดีตหรือ"
ฝูอันพูดไม่ออก โขกศีรษะเบา ๆ "กระหม่อมจะจัดการทันทีพ่ะย่ะค่ะ"
"เงียบที่สุด"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฝูอันถอยออกไปอีกครั้ง
คราวนี้ตำหนักเงียบลงอย่างแท้จริง หลี่เฉิงเยว่นั่งอยู่ลำพังกลางแสงเทียน มือยังกำหยกครึ่งชิ้นไว้แน่น ด้านนอกหิมะตกหนักขึ้น เสียงลมพัดผ่านชายคาฟังคล้ายเสียงร้องไห้จากอดีต
เขาหลับตาลง ในความมืด ภาพเด็กชายคนนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตัวเล็กกว่าตนเล็กน้อย เสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าเปื้อนควัน แขนมีรอยไหม้แดงน่ากลัว แต่ดวงตากลับสว่างราวดาวเหนือในคืนไร้จันทร์
เด็กคนนั้นยื่นมือมา "จับมือข้าไว้"
หลี่เฉิงเยว่ในฝันเอ่ยเสียงสั่น "เ้าจะทิ้งข้าหรือไม่"
เด็กคนนั้นส่ายหน้า "ไม่ทิ้ง"
"ทุกคนล้วนทิ้งข้า"
"ข้าไม่ใช่ทุกคน"
เสียงนั้นชัดเจนจนหลี่เฉิงเยว่สะดุ้งตื่นจากภวังค์ แสงเทียนยังอยู่ กล่องไม้ยังอยู่ ตำหนักยังเงียบ แต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงผิดปกติ
ข้าไม่ใช่ทุกคน — ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในอก
เขาก้มมองหยกในมือ "เ้าเป็ใครกันแน่…" พึมพำเบาจนแม้แต่หิมะนอกหน้าต่างก็คล้ายไม่ได้ยิน
อีกด้านหนึ่ง ในห้องพักข้างตำหนัก เซวียนอี้ยังไม่ได้ถอดเกราะ ห้องนี้ดีกว่าที่พักทหารชายแดนหลายเท่า มีเตาถ่าน ผ้าห่มหนา โต๊ะไม้เล็ก และอ่างน้ำอุ่นที่ฝูอันให้คนนำมาวางไว้ แต่เขากลับยืนอยู่กลางห้องอย่างไม่คุ้นเคย เคยนอนบนพื้นดินเย็นจัด บนหลังม้า ในค่ายที่มีเสียงคนเจ็บร้องทั้งคืน ห้องที่อบอุ่นเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกแยก
เขาค่อย ๆ ถอดเกราะ วางดาบไว้ข้างมือ แล้วปลดถุงผ้าเล็กจากอกเสื้อ ภายในคือหยกครึ่งชิ้นสีขาวนวลเหมือนหิมะเก่า ขอบด้านหนึ่งแตกหักไม่เรียบ บนผิวมีรอยสลักคำว่า "อี้" แปลว่าปีก
เซวียนอี้วางหยกลงบนฝ่ามือ นิ้วโป้งลูบผ่านรอยสลักซ้ำ ๆ คืนนี้เขาเห็นกล่องไม้บนโต๊ะขององค์ชาย แม้มองเพียงเสี้ยววินาที แต่แน่ใจว่าภายในมีหยกอีกครึ่งหนึ่ง — หยกที่ควรจะประกบกับของเขาได้พอดี
ความทรงจำเก่าลอยขึ้นมาเหมือนควัน หลังเหตุไฟไหม้ เขาถูกลากออกจากสวนเหมยโดยทหารกลุ่มหนึ่ง มีคนถามว่าเห็นอะไร เขาบอกว่าเห็นคนสวมแหวนดอกเหมยดำ คืนนั้นเองเขาถูกตีจนหมดสติ เมื่อตื่นขึ้นมาอยู่ในค่ายทหารชายแดน ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อเดิม ไม่มีใครบอกว่าเด็กชายในวังรอดหรือไม่ มีเพียงหยกครึ่งชิ้นที่ซ่อนอยู่ในอก และคำสัญญาที่ไม่ยอมเลือนหาย
"วันหนึ่ง หากไม่มีผู้ใด้าเ้า จงมาหาข้า ข้าจะจำเ้าได้"
เซวียนอี้กำหยกแน่น องค์ชายจำไม่ได้ แต่เขาไม่เคยโกรธ เพราะหากเป็ไปได้ เขาอยากให้องค์ชายลืมตลอดไปด้วยซ้ำ ความทรงจำนั้นมีแต่ไฟ เื และความตาย องค์ชายสูงศักดิ์ไม่ควรถูกลากกลับไปยังคืนที่โหดร้ายนั้น ไม่ควรต้องรู้ว่าใครบางคนในวังเคย้าให้พระองค์ตายั้แ่ยังเป็เด็ก ไม่ควรต้องรู้ว่าเด็กชายที่ช่วยพระองค์ไว้ อาจกลายเป็กุญแจที่จะทำให้ทั้งสองถูกตามล่าอีกครั้ง
ทันใดนั้นเซวียนอี้ได้ยินเสียงเบา ๆ จากหน้าต่าง เขาดับเทียนทันที ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด มือขวาคว้าดาบ
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง — เป็เสียงบางอย่างกระทบกรอบหน้าต่าง เบามาก เซวียนอี้ก้าวเข้าไปใกล้ เปิดหน้าต่างออกเพียงเล็กน้อย ลมหนาวพัดเข้ามาพร้อมหิมะ ไม่มีคนอยู่ด้านนอก มีเพียงลูกธนูสั้นดอกหนึ่งปักอยู่บนกรอบไม้ ปลายธนูผูกกระดาษสีดำแผ่นเล็กไว้
เขาดึงมันออกมา บนกระดาษมีตัวอักษรสีแดงเข้มเขียนไว้บรรทัดเดียว
ผู้ที่รอดจากไฟ ไม่ควรกลับไปใต้ต้นเหมย
ดวงตาของเซวียนอี้เย็นลงทันที เขาขยำกระดาษไว้ในมือ หันไปทางประตู แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้น
"เซวียนอี้" เป็เสียงขององค์ชาย
เซวียนอี้รีบซ่อนกระดาษไว้ในแขนเสื้อแล้วเปิดประตู หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ด้านนอก มีเพียงเสื้อคลุมสีเงินคลุมทับอาภรณ์ขาว ผมดำยาวปล่อยลงบ่า ใบหน้าซีดกว่าปกติเล็กน้อย
เซวียนอี้คุกเข่าลงทันที "องค์ชาย เหตุใดจึงเสด็จมาถึงที่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบ สายตาเลื่อนไปยังหน้าต่างที่ยังเปิดอยู่ "มีคนมา?"
เซวียนอี้นิ่งไป
"ครั้งที่สามแล้ว" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
"อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"โกหกต่อหน้าข้า"
เซวียนอี้พูดไม่ออก หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำเชิญ มองรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนสายตาจะหยุดที่กรอบหน้าต่างซึ่งมีรอยธนูปักอยู่ "เอาออกมา"
เซวียนอี้กำมือใต้แขนเสื้อแน่น "องค์ชาย…"
"เ้าคิดจะรับเื่นี้ไว้คนเดียว?"
คำถามนั้นแทงใจเซวียนอี้อย่างประหลาด เขาเงยหน้าขึ้น หลี่เฉิงเยว่ยืนตรงหน้า ดวงตาเ็า แต่ลึกลงไปมีความไม่พอใจซ่อนอยู่ "เ้าคิดว่าตนเองเป็ใคร ถึงได้ตัดสินแทนข้าว่าสิ่งใดควรรู้ สิ่งใดไม่ควรรู้"
เซวียนอี้เงียบไปนาน สุดท้ายจึงหยิบกระดาษสีดำออกมายื่นให้ด้วยสองมือ
หลี่เฉิงเยว่รับไปอ่าน เมื่อเห็นข้อความ ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ
ผู้ที่รอดจากไฟ ไม่ควรกลับไปใต้ต้นเหมย
หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบแน่น เงยหน้ามองเซวียนอี้ "เ้ารู้ว่ามันหมายถึงอะไร" — ไม่ใช่คำถาม แต่เป็การยืนยัน
เซวียนอี้คุกเข่าลงช้า ๆ เงาของเขาทอดยาวบนพื้นในแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง "กระหม่อมรู้เพียงว่าคนผู้นี้้าเตือนมิให้เราสืบเื่ตำหนักเย็นเก่า"
"เรา?" หลี่เฉิงเยว่ทวนคำ
เซวียนอี้ชะงัก เขาเผลอใช้คำว่า "เรา" — ไม่ใช่องค์ชาย ไม่ใช่กระหม่อม แต่เป็เรา
หลี่เฉิงเยว่มองเขานิ่ง ๆ ความเงียบระหว่างคนทั้งสองทอดยาวกว่าที่ควร สุดท้ายองค์ชายจึงพับกระดาษเก็บไว้ในแขนเสื้อ "ในเมื่อเขาไม่้าให้เรากลับไปใต้ต้นเหมย" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "คืนนี้ยามจื่อ เราจะไปตำหนักเย็นเก่า"
เซวียนอี้สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย "องค์ชาย ที่นั่นอันตรายเกินไปพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้ากลัว?"
"กระหม่อมกลัวพระองค์ได้รับอันตราย"
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ คราวนี้เสียงไม่เย็นเท่าเดิม "เช่นนั้นเ้าก็ยิ่งต้องไปกับข้า"
"แต่…"
"เซวียนอี้" เพียงถูกเรียกชื่อ ทหารหนุ่มก็เงียบลง
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองเขา แสงจันทร์นอกหน้าต่างสะท้อนบนดวงตาองค์ชาย ทำให้ความเ็านั้นดูคล้ายมีรอยร้าวบาง ๆ "ข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังซ่อนอะไร" น้ำเสียงของเขาเบาลง "แต่ข้ารู้ว่าเ้าเกี่ยวข้องกับไฟคืนนั้น"
เซวียนอี้ไม่อาจตอบ หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าใกล้อีกครึ่งก้าว "และข้าก็รู้ว่า ข้าอาจเคยรู้จักเ้ามาก่อน"
หัวใจของเซวียนอี้หยุดเต้นไปชั่วขณะ ทั้งห้องเงียบลง หิมะด้านนอกยังตกไม่หยุด
"ดังนั้นอย่าพยายามผลักข้าออกจากความจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้าเอง" หลี่เฉิงเยว่กล่าวช้า ๆ
เซวียนอี้ก้มหน้าลง ในอกเหมือนถูกดาบทื่อ ๆ กดลงอย่างหนัก เขาอยากปกป้ององค์ชายจากอดีต แต่บางที การปกป้องด้วยการปิดบังอาจเป็การทรยศรูปแบบหนึ่ง
นานมากกว่าที่เขาจะเอ่ยออกมา "กระหม่อมรับบัญชา"
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า "เตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ผู้ใดรู้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง แต่หยุดลงครู่หนึ่ง "เซวียนอี้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เมื่อครู่เ้าพูดว่า เรา" เซวียนอี้นิ่งแข็ง หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้หันกลับมา แต่เสียงของเขาเบากว่าทุกครั้ง "ข้าไม่รังเกียจคำนี้"
กล่าวจบเขาก็เดินออกไป เหลือเซวียนอี้ยืนอยู่กับความเงียบ แสงจันทร์ และหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ เขายกมือแตะอกเสื้อ หยกครึ่งชิ้นยังอยู่ตรงนั้น ร้อนขึ้นกว่าเดิมราวกับมันเองก็ได้ยินคำว่า "เรา"
ยามจื่อใกล้มาถึง และตำหนักเย็นเก่าทางทิศเหนือซึ่งถูกปิดตายมาสิบห้าปี กำลังรอให้คนสองคนที่เคยรอดจากไฟ กลับไปเปิดประตูแห่งความทรงจำอีกครั้ง