ตอนที่ 2: ขุนหยกสีเื
"ไอ้เพ้ง! มานี่หน่อย!"
เสียงะโแหบพร่าที่คุ้นเคยดังลั่นโรงน้ำชา กระชากผมออกจากภวังค์
ผมสะดุ้งเล็กน้อย เสียงจอแจเซ็งแซ่ของภาษาจีนแต้จิ๋วในร้านกลับมาชัดเจนอีกครั้ง กลบเสียงกลองรบโบราณที่เพิ่งได้ยินแว่วๆ ในหัวจนหายไป
ผมเดินฝ่าไอร้อนและกลิ่นน้ำแกงที่อบอวลไปทั่ว ตรงเข้าไปหาเ้าของเสียง... "อากงจู" เ้าถิ่นประจำวงหมากรุกมุมในสุดของร้าน
ท่านเป็ชายชราผมสีดอกเลาในเสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวเก่า แม้จะนั่งกุมขมับอยู่ แต่แผ่นหลังที่ตั้งตรงและสายตาที่คมปลาบก็ยังแผ่รังสีของเ้าถิ่น ที่ทุกคนในวงต้องเกรงใจ ท่านเงยหน้าขึ้นจ้องผมเขม็งขณะที่ผมเดินเข้าไป
เมื่อผมเดินเข้าไปถึงวง กองเชียร์รุ่นอากงอาม่าก็แหวกทางให้เล็กน้อยเหมือนทะเลแหวก พวกท่านไม่ได้แค่หลีกทาง แต่ทุกสายตากำลังจ้องมองมาที่ผม กดดันจนรู้สึกได้
ผมก้าวเข้าสู่วงล้อมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่ผสมกับกลิ่นชาร้อนลอยคละคลุ้ง "แปะพงษ์" คู่แข่งของอากงจู กำลังยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
อากงจูที่เพิ่งะโเรียกผม ยังคงนั่งกุมขมับ ท่านจ้องเขม็งไปยังกระดานไม้ที่มันวับ
ผมเห็นนิ้วมืออีกข้างของท่านที่วางบนโต๊ะ เคาะลงบนไม้เป็จังหวะไม่สม่ำเสมอ ลมหายใจของท่านพ่นออกจากจมูกอย่างหงุดหงิด "แปะพงษ์" กำลังจะชนะ... และอากงจูเกลียดความพ่ายแพ้เข้ากระดูกดำ ผมรู้สึกได้ถึงรังสีแห่งความ "ไม่อยากแพ้" ที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน จนกองเชียร์รอบข้างยังต้องเงียบเสียงลง
ผมก้มลงมองตาม... และภาพที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจสะดุด
มันคือภาพเดียวกับที่ผมเพิ่งจินตนาการถึงชีวิตตัวเองเมื่อครู่นี้... กระดานที่ "เบี้ย" กำลังถูกไล่ต้อนจนมุม
ผมไม่จำเป็ต้องเป็เซียนหมากรุกก็ดูออกว่าสถานการณ์ของอากงจูเข้าขั้นวิกฤต หมากสีแดงของแปะพงษ์ล้อมกรอบจนหมากสีดำของท่านแทบไม่เหลือทางเดิน หมาก "เรือ" (車) สองตัวคุมเส้นสำคัญ หมาก "ม้า" (馬) ยืนขนาบข้างเตรียมรุกฆาต
"เฮ่ย!" อากงจูสบถกับตัวเองเบาๆ ท่านใช้ข้อนิ้วเคาะโต๊ะไม้ดัง 'ก๊อกๆๆ' อย่างใช้ความคิด จนกองเชียร์รอบข้างเงียบกริบ
"ข้ามองทางไม่ออกแล้ว!" ท่านหันมาสบตาผมที่ยืนอยู่พอดี "ไอ้เพ้ง ลื้อมาช่วยดูแทนข้าที... ถ้าเป็ลื้อ ตานี้จะแก้ยังไง!"
ผมก้มลงมองกระดาน... และภาพที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจสะดุด
มันคือภาพเดียวกับที่ผมเพิ่งจินตนาการถึงชีวิตตัวเองเมื่อครู่นี้... กระดานที่ "เบี้ย" กำลังถูกไล่ต้อนจนมุม
สมองของผม (เพ้ง) ที่ชินกับการหาทางหนีทีไล่ในห้องประชุม Excom, ชินกับการ "สละ" บางอย่างเพื่อ "รักษา" โปรเจกต์ใหญ่ไว้... กลับมองเห็นภาพนี้ต่างออกไป
ผมไม่ได้มองนาน ผมวิเคราะห์แวบเดียว... แต่ในแวบเดียวนั้น ผมเห็นสิ่งที่คนในวงมองไม่เห็น
พวกเขา... อากงจู, แปะพงษ์, และเหล่ากองเชียร์... ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับ "ขุน" (ขุน) พวกเขากำลังพยายาม "รักษาทุกอย่าง" เอาไว้
แต่สำหรับผม... คนที่เพิ่งโดนพี่สุกิจสั่งให้ "แก้" สไลด์จนวินาทีสุดท้าย ... ผมรู้ว่าบางครั้งเราก็ชนะไม่ได้ ถ้าไม่ยอม "ตัดขาดทุน" (Cut Loss) เสียก่อน
ใจผมอยากวางสไลด์ “อุปสรรคที่มองไม่เห็น” ให้ขึ้นก่อนสิ่งอื่น... ใช่แล้ว มันคือทางรอดเดียวกับที่ผมคิดไว้ในที่ประชุม ทางรอดเดียวที่คนอื่นมักมองข้าม เพราะมัวแต่หวง "ทรัพยากร"
"อากงครับ..." ผมอ้าปากพยายามจะปฏิเสธ "ผมว่า... ผม..."
"อย่ามาลีลา!" อากงจูสบถอีกครั้ง ท่านหงุดหงิดที่ผมมัวอ้ำอึ้ง "แปะพงษ์มันจะกินข้าอยู่แล้ว! ข้าถามว่าลื้อเห็นอะไร!"
"แปะพงษ์" คู่แข่งของท่านยิ้มมุมปาก "เออน่า... ให้อาเพ้งมันว่ามา ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเด็กสมัยนี้มันจะเดินหมากยังไง"
เมื่อถูกบีบจนสุดทาง... ทั้งจากอากงจูที่เร่งเร้า และจากแปะพงษ์ที่ท้าทาย... ผมจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ
"อากง... ถ้าเป็ผม..." ผมพูดเบาๆ ดึงสายตาทุกคู่ให้หันมา แล้วปลายนิ้วก็ชี้ไปที่ตัวหมากตัวเล็กที่สุดตัวหนึ่งบนกระดาน
"ผมจะ 'สละเบี้ย' (卒) ตัวนี้ครับ"
"ฮ่าๆๆ!" แปะพงษ์ เป็คนหัวเราะขึ้นมาก่อน "ตาเดินแบบเด็กๆ! นั่นมันแค่ยื้อเวลา สุดท้ายก็แพ้อยู่ดี! อากงจู ลื้อจะเชื่อเด็กนี่เรอะ!"
คำพูดนั้นเหมือนเอาน้ำมันราดกองไฟ อากงจู (ที่เกลียดการเสียหน้า) ตบโต๊ะดังปัง!
"หนอย! ลื้อดูถูกตาเดินของอาเพ้งเรอะ! ถ้าตาเดินนี้มันช่วยข้ารอดได้!"
"รอดเรอะ! ข้าพนันเลยว่าไม่รอด!" แปะพงษ์ท้าทาย
"ดี!" อากงจูหันขวับมาทางผม "ไอ้เพ้ง ลื้อมั่นใจตาเดินนี้ไหม!"
ผมฝืนยิ้มแล้วพูดกับอากง "อืม!!... ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ 'ไม่แพ้' ครับอากง"
"เยี่ยม!" อากงจูหันไปหาแปะพงษ์ "งั้นเรามาพนันกันที่ตานี้เลย! ถ้าตาเดินนี้ของอาเพ้งช่วยข้า 'รอด' ได้ ลื้อต้องจ่ายค่าชาทั้งวงวันนี้... แต่ถ้าข้าแพ้..."
ท่านล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาตบ "ข้าจ่ายลื้อสองพัน!"
...ไม่กี่นาทีต่อมา แปะพงษ์ก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย หลังจากพยายามรุกฆาตเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ เพราะตาเดิน "สละเบี้ย" นั้นได้เปิดทางหนีให้ขุนไปแล้วจริงๆ สุดท้ายเกมจึงจบลงด้วย "การเสมอ"
อากงจูหัวเราะลั่นโรงน้ำชา ท่านตบไหล่ผมดัง 'ป้าบ' จนตัวโยน "ฮ่าๆๆ! ไอ้เพ้ง! ลื้อช่วยข้ารักษาหน้า แถมยังได้กินชาฟรีอีก!"
ท่านอารมณ์ดีเป็อย่างมาก ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวเก่า
"ไอ้เพ้ง... ตาเดินของลื้อเมื่อกี้ มันถูกใจข้า"
ท่านหยิบตัวหมากเก่าๆ ตัวหนึ่งออกมา มันไม่ใช่หมากไม้ที่ใช้เล่นบนกระดาน
"เอ้านี่!" อากงจูยื่นมันมาให้ผม "ข้าให้เป็รางวัลสำหรับตาเดิน 'สละเบี้ยช่วยขุน' ของลื้อ... นี่มันเป็ เครื่องรางเก่าๆ ที่ข้าพกไว้เฉยๆ ไม่ได้สนใจอะไรมันหรอก แต่ตาเดินของลื้อถูกโฉลกกับมัน... เอาไป! เก็บไว้เป็เครื่องรางนำโชค"
ผมพยายามปฏิเสธ "อากงครับ ของมีค่า..."
"มีค่าอะไรกัน!" ท่านยัดมันใส่มือผม "หยกเก่าๆ ชิ้นเดียว แลกกับหน้าตาข้าวันนี้ ถือว่าถูกมาก! เอาไป!"
... ผมรับมันมาอย่างงุนงง... และเกือบจะสะดุ้ง มันคือ "ขุน" (ขุน) ที่ทำจากหยก... แต่มัน "เย็น"
มันเย็นเยียบอย่างผิดปกติ ราวกับเพิ่งหยิบออกมาจากช่องแช่แข็ง ไม่ใช่ความเย็นตามธรรมชาติของหินที่วางอยู่ในโรงน้ำชาอันอบอ้าว
มันคือหยกสีแดงเืนกเนื้อขุ่น สีของมันไม่ใช่สีแดงสดใสของทับทิม แต่เป็สีแดงเข้มที่ทึบแสง... เหมือนสีของเืที่แห้งกรังและจับตัวเป็ก้อนมานาน
ผิวของมันมันวาวจากการััมานานนับศตวรรษ ขอบมุมทุกด้านของตัวหมากถูกลูบไล้จนมนทา ไร้ซึ่งความคมใดๆ เหลืออยู่ มันเรียบลื่นราวกับก้อนสบู่ที่ผ่านการใช้งานมานาน
แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุก... คือสิ่งที่อยู่ ข้างใน
ในเนื้อหยกสีแดงทึบนั้น... ผมเห็นลายเส้นสีเข้มจำนวนนับไม่ถ้วนพาดผ่านพันกันไปมา มันไม่ใช่ลวดลายหินตามธรรมชาติ แต่ดูราวกับเครือข่ายของเส้นเืฝอยที่แห้งกรัง... ถูกแช่แข็งและผนึกไว้ตลอดกาลภายใต้ผิวหยกที่เรียบสนิทนั้น ...
ความรู้สึกเย็นเยียบและลวดลายที่น่าขนลุกนั่นทำให้ผมสะดุ้ง ผมรีบกำมันไว้แล้วพยายามจะส่งคืนทันที
"อากงครับ... นี่มัน..." ผมพูดตะกุกตะกัก "ของมีค่าขนาดนี้ ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ"
"มีค่าอะไรกัน!" อากงจูหัวเราะดังลั่น ท่านโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับผมกำลังยื่นลูกแก้วคืนให้
"หยกเก่าๆ ชิ้นเดียว แลกกับหน้าตาข้าวันนี้ ถือว่าถูกมาก! ข้าบอกให้เอาไปก็เอาไปสิ!"
ท่านไม่เปิดโอกาสให้ผมปฏิเสธอีก และหันไปด้วยใบหน้าของผู้ชนะ ท่าทางเหมือนธุระกับผมจบสิ้นแล้ว
ผมจึงทำได้เพียงยืนกำ "ขุนหยก" ที่เย็นเยียบชิ้นนั้นไว้ เมื่อเถียงต่อไปไม่ได้ ผมจึงกล่าวขอบคุณอากงจูและคนอื่นๆ อย่างลวกๆ
ผมรีบเก็บขุนหยกชิ้นนั้นใส่กระเป๋ากางเกง ความเย็นของมันยังคงซึมผ่านเนื้อผ้าจนน่าขนลุก ผมกล่าวลาแล้วรีบก้าวออกจากโรงน้ำชาทันที
ขณะเดินมาได้ไม่ไกลนัก ความสงสัยก็ทำให้ผมหยุดเท้าอยู่ใต้โคมไฟสีแดงดวงหนึ่งริมทาง
ผมล้วงหยิบขุนหยกออกมาดูอีกครั้งในฝ่ามือ
ััแรกคือความเย็นที่ซึมลึกเข้ามาในผิว เนื้อหยกสีแดงขุ่นสะท้อนแสงโคมไฟจนดูคล้ายมีเืไหลเวียนอยู่ภายใน
พอปลายนิ้วผมไล้ผ่านรอยแกะสลักอักษรจีนโบราณตัวหนึ่งที่สลักไว้จางๆ ด้านหลัง...
ทันทีที่ััได้ถึงความลึกของรอยสลักนั้นเอง โลกเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยว!
โคมไฟสีแดงดวงหนึ่งที่แขวนอยู่ริมทางดูเหมือนจะละลายและแผ่ขยายออก กลืนกินทิวทัศน์ของตรอกซอยจนหมดสิ้น
เสียงจอแจเซ็งแซ่ของตรอกที่คุ้นเคย และกลิ่นไอน้ำร้อนคละคลุ้งจากร้านอาหารข้างทาง ... พลันจางหายไปในพริบตา...
ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นดินที่แห้งผาก กลิ่นอับของหนัง และกลิ่นสนิมจางๆ ของศาสตราวุธ!
พื้นดินใต้เท้าผมสั่นะเื....
ผมไม่ได้เห็นมัน.... แต่ผมกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ณ ที่แห่งนั้น....
กำแพงศิลาสีเืสูงตระหง่านเสียดฟ้า
อากาศรอบกายแห้งและเย็นะเื ลมพัดหอบเอากลิ่นฝุ่นดินแห้งผาก กลิ่นอับของหนังม้า และกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ มาปะทะใบหน้า
ธงรบสีดำทมิฬปักลายัทองคำรามก้องอยู่ในสายลม เสียงสะบัดของผืนธงที่ดังพึ่บ ราวกับเสียงปีกของพญาั
ขบวนทัพม้าเหล็กทะลักออกจากประตูเมืองราวกับสายน้ำหลาก
เสียงเกือกม้านับพันกระทบพื้นพสุธาพร้อมเพรียงกันจนแผ่นดินสะท้านะเื
แรงสั่นะเืนั้นแล่นผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาจนรู้สึกได้ถึงหัวใจ ราวกับเสียงกลองศึกที่กระหน่ำอยู่ในอก
แสงแดดเจิดจ้าสะท้อนชุดเกราะและปลายทวนนับหมื่นเล่มจนพร่าพรายไปทั้งลานตา
แล้วผมก็ได้ยิน....
ไม่ใช่ด้วยหู แต่เป็เสียงคำรามสั่งการกึกก้องที่ทะลวงเข้ามาในอกโดยตรง
เป็ภาษาโบราณที่สมองของผมไม่รู้จัก แต่ทุกอณูในร่างกายกลับเข้าใจถึงอำนาจ สิทธิขาด และภาระแห่งชีวิตนับหมื่นที่แบกรับไว้บนบ่านั้น
แผร๊นนนน!!
เสียงแตรมอเตอร์ไซค์แผดลั่นแสบแก้วหู พร้อมกับกลิ่นควันท่อไอเสียที่ฉุนกึก!
ภาพทุกอย่างสลายวับไปในพริบตา
ผมสะดุ้งสุดตัวกลับมายืนอยู่ใต้โคมไฟแดงดวงเดิม
ความร้อนจัดที่แผ่ซ่านในอุ้งมือทำให้ผมร้องออกมาเบาๆ และเกือบจะทำขุนหยกหลุดมือ!
มันร้อน! ร้อนราวกับเพิ่งออกจากเตาหลอม ไม่ใช่ความเย็นของหยกที่ผมััก่อนหน้านี้
ผมกำขุนหยกไว้แน่น รีบยัดมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างลนลานราวกับมันเป็ของร้อน
ผมไม่ได้คิด...ไม่ได้ตัดสินใจ... ร่างกายมันเผ่นหนีไปเอง
ผมหันหลังให้ทุกสิ่งแล้วออกวิ่ง สองเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต พยายามสลัดเสียงเกือกม้าและคมหอกที่ยังก้องอยู่ในหัว
แต่ยิ่งวิ่งหนี...ผมยิ่งตระหนักได้ถึงความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น
ผมไม่ได้กำลังวิ่งหนีจากภาพที่เห็น.....
.... ผมกำลังวิ่งหนีจากความรู้สึกคุ้นเคยที่น่าขนลุก...
ความรู้สึกที่กรีดร้องว่าส่วนหนึ่งของผม...ยังคงอยู่ที่นั่น
...บนกำแพงเมืองสีเืแห่งนั้น
--- จบตอนที่ 2 ---
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน! เสวี่ยซื่อจื้อ (血誓志) / ธ.ปณิทัศน์
กลับมารายงานตัวกับตอนที่ 2 ครับ!
จบไปแล้วนะครับสำหรับตอน "ขุนหยก" จากตอนที่แล้วที่ 'เพ้ง'
ตัดสินใจเดินหนีจากเส้นทาง 'เบี้ย' ... มาตอนนี้ โชคชะตาก็เหมือนจะตอบรับเขา
ด้วยการโยน "ขุน" มาให้ถึงมืออย่างไม่คาดฝัน
แต่ดูเหมือนว่า "ขุนหยกสีแดงเืนก" ตัวนี้ จะไม่ใช่แค่หมากรุกธรรมดาๆ เสียแล้ว
มันคือประตูที่เปิดไปสู่ภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัว ... ภาพของสมรภูมิรบ กำแพงสีเื และความรู้สึก "คุ้นเคย" ที่น่าขนลุกนั่น
เื่ราวจะเป็อย่างไรต่อ เมื่อของชิ้นนี้ยังอยู่กับเขา?
ขอบคุณที่ติดตามมาถึงตอนที่สองนะครับ! อ่านแล้วรู้สึกระทึกตาม หรืออยากพูดคุยอะไร คอมเมนต์ทิ้งไว้ได้เลยครับ อ่านทุกข้อความเหมือนเดิม! ฝากกดติดตาม กดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ ???? ไว้รอตอนต่อไปด้วยนะครับ!
แล้วพบกันใน "ตอนที่ 3: เสียงเรียกในความมืด" ครับ!
— เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์
#เสวี่ยซื่อจื้อ #ธปณิทัศน์ #ดุจัคืนถิ่นลิขิตแค้นใต้ราชัน #นิยายย้อนเวลา #ทะลุมิติ #ราชวงศ์ถัง #เอาตัวรอด #นิยายจีน