“แม่นาง เ้ามีอะไรกับข้าหรือ”
“ข้า ข้าอยากมาขอบคุณเ้าสำนักกู้ที่ช่วยเหลือข้าเมื่อครู่ ทั้งๆ ที่ข้าเป็เพียงคนต่ำต้อยผู้หนึ่ง” นางยอบกายคาราวะทั้งยังไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ให้ความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยเหลือเกิน
“นั้นนับเป็อะไรได้ อีกอย่างนะแม่นาง เ้าอย่าพูดจาดูถูกตนเองเช่นนี้สิ ท่านไม่ได้ต่ำต้อยกว่าผู้ใดเลย สิ่งที่จะตัดสินคนว่าสูงต่ำล้วนอยู่ที่การกระทำ คนเราห้ามผู้อื่นไม่ให้พูดไม่ได้ ย่อมมีบางครั้งที่ต้องได้ยินได้ฟังคำพูดระคายหู แต่ท่านต้องไม่ว่าตนเองเช่นนี้ แม่นางท่านเป็คนผู้หนึ่งที่มีน้ำใจและมีความสามารถ เหตุใดต้องฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดแล้วเปลี่ยนเป็มีดมาแทงตัวเองเล่า”
ยังไงใบหน้านี่ก็เหมือนเมิ่งซือไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยอดรู้สึกผูกพันหน่อยๆ ไม่ได้ พลางคิดในใจว่าทำไมหญิงสาวที่ขายบริการทางเพศไม่ว่าจะที่ไหนก็ต้องถูกมองว่าต่ำต้อยและน่ารังเกียจ พวกนางทำอะไรผิดหรือ แค่หาเงินเลี้ยงชีพ เรียกได้ว่าเป็งานสุจริตแท้ๆ
“เ้าสำนักกู้ ท่านช่าง...ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ข้าจะไม่ดูถูกตนเองอีก ขอบคุณเ้าสำนักกู้ที่สั่งสอน” ประกายดวงตาอ่อนหวานวาวรื้น มองเ้าสำนักราวกับพบเห็นแสงสว่างที่ทอประกายอย่างอบอุ่น “ั้แ่ข้าเกิดมา ไม่เคยมีผู้ใดปฏิบัติต่อข้าเช่นที่ทำมาก่อน ข้าซาบซึ้งใจนัก”
“เ้าเข้าใจก็ดีแล้ว งั้นข้าไปก่อนล่ะ” ทว่านางรั้งไว้อีกครั้ง
“เ้าสำนักกู้ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวกับท่านเลย จะเป็ไปได้หรือไม่ที่ข้าอยากจะเป็สหายกับท่าน”
กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ต้องคิดเลย ยิ้มกว้างพลางกล่าว “ได้สิ ข้าชื่อกู้เลี่ยงรุ่ย เ้าเล่า”
“เ้าสำนักกู้ ข้ามีนามว่าเมิ่งซือ หากวันใดท่าน...”
“ข้ารีบ”
บรรยากาศที่เคยสดใสเหมือนถูกมารร้ายเสกมนต์ให้กลายเป็ท้องฟ้าท่ามกลางพายุในบัดดล กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เห็นและไม่คิดว่าฉีอ๋องจะขี่ม้ามาใกล้ตนขนาดนี้ แทบจะเยียบเขาไว้ใต้เท้าม้าอยู่แล้วเชียว ดีที่เบี่ยงตัวหลบทัน ไหนจะสายตาเรียบๆ ที่ไม่สบอารมณ์นั้นอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โดยรวมคือคนเสียมารยาทที่ขัดจังหวะคนพูดคุยกัน
“แม่นางเมิ่งซือ ไว้วันหลังข้าจะไปหาท่านแน่ ท่านอยู่หอโคมเขียวใช่หรือไม่” จากชุดและการแต่งกายสามารถแบ่งแยกได้ เื่พวกนี้มีระบุไว้ในนิยาย อีกอย่างชื่อของนางที่เหมือนกับเมิ่งซือเพื่อนเขาก็ยิ่งทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกสนิทด้วยไม่ยาก คิดไปแล้วว่านางคือเพื่อนคนหนึ่ง
“เ้าสำนักกู้ ข้าจะรอท่าน”
“แล้วพะ...เชี่ยไรเนี่ย!” คำพูดของกู้เลี่ยงรุ่ยเปลี่ยนไปร้อยแปดสิบองศาเมื่ออยู่ดีๆ เอวของตนก็เหมือนถูกเหล็กเกี่ยวขึ้นไปอยู่บนตัวม้าในชั่วพริบตา รู้ตัวอีกทีก็ถูกฉีอ๋องอุ้มมานั่งอยู่บนตัวม้า ม้าตัวเดียวกัน! ทั้งยังไม่พูดไม่จาก็กระตุกม้าให้เริ่มวิ่งจนกู้เลี่ยงรุ่ยที่ไม่คุ้นชินและรู้สึกแตกตื่นแทบจะตกลงไปจากหลังมา ดีที่คว้ามือฉีอ๋องไว้ได้ พลางกล่าวด้วยเสียงไม่พอใจ
“ท่านทำอะไรของท่านนะ!”
“เงียบ”
“เงียบทำไม มีสิทธิอะไรมาบอกให้เงียบ หยุดเลยนะ! ท่านจะพาข้าขี่ม้าด้วยทำไม ข้าจะลง ยังคุยกับเมิ่งซือไม่จบด้วยซ้ำ อยู่ดีๆ มาพาคนอื่นข้นม้าได้ยังไง ไร้มารยาท!” ตอนเอี้ยวหน้าไปมอก็ไม่เห็นเมิ่งซือแล้ว มีแต่ฝุ่นตลบทั่วทางที่จากมา ไม่สนเลยว่าตอนที่เอี้ยวหน้ากลับไปมองข้างหลัง ใบหน้าตนกับใบหน้าของฉีอ๋องใกล้ชิดกันเพียงใด ร่างกายใกล้ชิดจนแนบสนิท มือที่จับทับไปบนมือแกร่งก็ยังกุมแน่น
“ข้าบอกให้เงียบ!” ฉีอ๋องกล่าวเสียงเข้ม ทั้งยังรั้งม้าให้หยุดจนหน้ากู้เลี่ยงรุ่ยแทบทิ่มลงดิน เอนไปเอนมาก็ต้องพึ่งพิงอกของเขาไม่งั้นได้ตกลงไปคอหักตายแน่ๆ อารมณ์เหมือนเกลียดตัวแต่ต้องกินไข่!
ฉันเหม็นขี้หน้าฉีอ๋องมาก แต่ถ้าปล่อยมือก็ตายแน่ๆ
“ฉีอ๋อง เ้านี่มันน่าชังสิ้นดี เหตุใดข้าต้องโชคร้ายมาเจอเ้าอยู่ได้” ทั้งยั้งชอบเป็แต่ตอนที่เขาไม่มีหนทางหรือทางเลือกอื่นใด น่าหงุดหงิดสุดๆ ไปเลย ราศีพระเอกถูกกลบมิดเพราะเขาคนเดียว
“ลงไป!”
“เออ! ลงก็ลงสิว่ะ ใครขอว่าจะขี่ว่ะ ให้ตายเถอะ โอ๊ย!” ด้วยความไม่ระวังและไม่ทันตั้งตัว กู้เลี่ยงรุ่ยลื่นไปกับอานม้าจนหน้าแทบจะคว่ำลงพื้น ชั่ววินาทีนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจแล้วว่าจะต้องจบไม่สวยแน่ๆ หน้าต้องทิ่มลงพื้น หน้าแหก เสียโฉม หมดกันแล้วภาพลักษณ์เ้าสำนักที่พยายามปั้นแต่ง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าฉีอ๋องที่ไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วยตอนที่ตนห้อยต่องแต่งบนกระบี่ที่ตัดสินความเป็ความตาย จะยื่นมือมาช่วยในครั้งนี้ ทั้งยังช่วยไว้จนผลออกมากลายเป็กระอักกระอวนยิ่งกว่าเดิม
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก!
เื่เป็เช่นนี้ เดิมกู้เลี่ยงรุ่ยนั่งอยู่ด้านหน้าฉีอ๋อง พอหน้าจะทิ่มลงพื้น อีกฝ่ายก็รั้งคอเสื้อด้านหลังของกู้เลี่ยงรุ่ยเอาไว้ แต่ด้วยความที่ฉีอ๋องแรงช้างพลังควาย ในความเงียบงันมีเสียงดัง แควก! สาบเสื้อแยกออกจากกันเหมือนของก็อปไร้มาตรฐานที่ไม่ทนมือทนเท้า อีกทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยที่ไม่ทันระวังยังดิ้นมั่วซั่วเพราะใจนจะหงายไปอีกรอบ ฉีอ๋องก็ช่างแสนดีรั้งเอวกู้เลี่ยงรุ่ยกลับมาแต่ด้วยร่างที่เอียงไปแล้ว ทำให้การรั้งเอวกลับมาครั้งนี้กู้เลี่ยงรุ่ยร่างเกยอยู่บนตักของฉีอ๋อง ในรูปแบบหันหน้าประจันกัน ปลายจมูกชนกันจนเจ็บจี๊ดไปถึงสมอง
“อ๊า!”
“เชี่ยเอ๊ย!” เจ็บโว๊ย ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจมูกชนจมูกจะเจ็บขนาดนี้ ดีนะนี่ของแท้ไม่งั้นมีหวังซิลิโคนทะลุออกหน้าผากแหง เจ็บจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว รู้สึกเหมือนถูกสิบล้อทับหน้า
“ลงไปสะ!”
คราวนี้ไม่ไล่อย่างเดียวแต่สะบัดทิ้งเหมือนกู้เลี่ยงรุ่ยเป็เสมหะน่ารังเกียจ ดีนะที่ยังมีทักษะอยู่บ้างจึงไม่ต้องหมดท่าอยู่บนพื้น กู้เลี่ยงรุ่ยร้องเสียงเหอะ! ในใจก่อนจะรวบสาบเสื้อเข้าด้วยกัน พลางวิ่งตามฉีอ๋องที่รีบกลับจวนเหมือนจวนไฟไหม้ไปตลอดทาง วิ่งจนหอบ วิ่งจนหมดคราบเ้าสำนักก็วันนี้แหละ!
แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่กู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องชะลอและไม่คิดตามอีกเพราะสำนึกได้ว่าทำไมต้องวิ่งตามให้เหนื่อยด้วยว่ะ!
คิดว่าตัวเองเป็ใคร ทำไมต้องไปตามด้วย ยังไงคนของฉีอ๋องก็ไม่ได้จากไปไหนหมด มีตามฉีอ๋องไปสองคนและตามเขาอีกสองคน ซึ่งคนสองคนนี้รั้งท้ายตลอดทั้งไม่ขี่ม้าด้วย ดังนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยที่เหนื่อยจนแน่นหน้าอกก็นั่งลงที่พื้นข้างทางเอาดื้อๆ ปล่อยสายจูงม้าอย่างไร้เยื่อใย ระหว่างนั้นสาบเสื้อที่ขาดก็แบออกเผยให้เห็นแผลที่เคยถูกกระบี่แทง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมแผลจากกระบี่โรยราถึงไม่จางหายไปเสียที ไม่ใช่ว่าแผลที่อื่นบนตัวหนักหนากว่าหรือไง แต่ก็ยังหายได้แบบไม่ทิ้งร่องรอยเลย
อีกทั้งทุกครั้งที่เข้าใกล้ฉีอ๋องมากๆ ในอกก็วูบโหวงแปลกๆ ราวกับว่าแผลที่มีรอยกลางอกจะร้อนขึ้นมาเพื่อเตือนสติ
“เ้าสำนักกู้ ข้าจะจูงม้าให้ท่าน ท่านขี่เถอะขอรับ ไม่งั้นวันนี้อาจจะไม่ถึงจวนแล้ว”
“ยังอยู่ไกลมากหรือ” ถามด้วยความสงสัย อันที่จริงรอบข้างในตอนนี้ก็ไร้ผู้คนและบ้านเรือนแล้ว จะว่ายังไงดีล่ะ คนที่เหนื่อยมักจะรู้สึกว่าเดินมาไกลแล้วล่ะมั้ง
“เรียนเ้าสำนักกู้ ยังอีกไกลขอรับ”
“แถวนี้ยังใช้พลังปราณไม่ได้อยู่หรือ” แม้จะไม่แน่ชัดในเื่กฎหมายห้ามใช้พลังปราณและอาถาอาคมในเขตเมืองเอกจี่หนาน แต่กู้เลี่ยงรุ่ยก็รู้มาบ้างว่าตามกฎแล้ว จะใช้ไม่ได้ทั้งพลังปราณ นั้นก็หมายถึงการขี่กระบี่และไอเท็มเด็ดอย่างผงอันตรธาน หากไม่ได้รับอนุญาต ไม่อย่างนั้นจะนั่งรถม้าทำไมแต่แรกก็โปรยผงอันตรธานหายตัวมาเมืองหลวงทีเดียวเลยสิ อีกอย่างผงอันตรธานไม่ใช่ของสามัญประจำบ้าน ต่อให้เป็ผู้ฝึกวิชายุทธ์หรือเ้าสำนักคุ้มภัยเองก็ต้องบังคับกวดขันในการใช้งาน ไม่ใช่ว่าสักแต่จะใช้ได้ ด้วยลักษณะเด่นของผงอันตรธานที่สามารถพาคนผู้หนึ่งหรือกลุ่มคนไปโน่นมานี่ได้ในระยะไกลอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารคนใหญ่คนโตในเมืองหรือการหลบหนีของนักโทษอุจฉกรรจ์ จึงมีการกวดขันเื่พวกนี้ในเมืองหลวงมากเป็พิเศษ แทบจะเรียกได้ว่าหากมีคนฝ่าฝืนก็จะต้องถูกจับมาไต่สวนเป็คดีอาญาที่ไม่ค่อยมีบ่อยนัก ยิ่งเป็เคสของเ้าสำนักแล้วด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยกล้าพนันเลยว่าเขาคือคนแรกในประวัติศาสตร์
ข่าวเื่ตนถูกจับเพราะละเมิดกฎข้อห้ามต้องดังขจรขจายไปพันลี้แน่นอน
“เรียนเ้าสำนักกู้ ยังใช้ไม่ได้ขอรับ”
“เข้าใจแล้ว” กู้เลี่ยงรุ่ยลุกขึ้นสะบัดมือเรียกกำลัง อยากจะใช้ผงอันตรธานเต็มแก่ แต่ก็ต้องอาศัยพลังปราณอย่างยิ่ง ซึ่งตนในตอนนี้คงไม่น่าจะไหว ทำให้ถึงจะสะดวกแต่ไม่ค่อยมีคนนิยมใช้ ยังไงก็ขี่กระขี่แทนง่ายกว่า แต่สำหรับกู้เลี่ยงรุ่ยแล้ว ผงอันตรธานใช้ง่ายกว่ามาก ถึงจะสิ้นเปลืองพลังไปหน่อยก็เถอะ
จวนท่านอ๋องมีเรือนจำเอาไว้ขังนักโทษโดยเฉพาะอยู่แล้ว เื่นี้ไม่ใช่เื่ใหม่อะไร อีกทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่คาดหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีหรอก ดวงตะวันลาลับขอบฟ้าแล้วเมื่อกู้เลี่ยงรุ่ยไปถึงในที่สุด ฉีอ๋องไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองเขาอีก แต่รีบเข้าจวนแล้วปล่อยให้องครักษ์พาเขาไปคุกใต้ดินที่แสนอับชื้นและไม่น่าอยู่ ก่อนจะถูกพาตัวไปขังก็ถูกริบของไปหมด ไม่ว่าจะเป็ถุงเอกภพ ถุงเงิน ผงอันตรธาน ล้วนถูกปลดออกจากเอว ก่อนที่คนจะมาแจ้งว่าฉีอ๋องจะตัดสันคดีอีกทีเมื่อรุ่งสาง ให้เขาอยู่ในห้องขังหนึ่งคืนก็รู้แล้วว่าโดนฉีอ๋องเอาคืนอีกแล้ว ไม่รู้คนผู้นี่แค้นอะไรเขาหนักหนา
ถึงกระนั้นก็ยังมีแก่ใจเอาชุดใหม่มาให้เปลี่ยน เป็ชุดที่หนาและอุ่นกว่าหน่อย แต่สีไม่ถูกจริตเสียเลย ทำไมต้องเป็สีดำ แต่จะไปร้องทุกข์ที่ใครได้ละ เขาเป็นักโทษอยู่ไง
ด้านในมีตั่งไม้หน้าตาหน้าเกลียดหลังหนึ่งปูด้วยฟาง ขนาดห้องไม่กว้างมาก และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรทั้งนั้น มีเพียงแสงสว่างของตะเกียงหนึ่งดวง ระหว่างนั้นคล้ายๆ จะได้ยินเสียงคนข้างนอกคุยกัน จะเป็ใครกู้เลี่ยงรุ่ยไม่อาจรู้ แต่ไม่นานคนผู้นั้นก็เข้ามาในห้องขังพร้อมทั้งยอมกายคาราวะอย่างสวยงามอยู่เบื้องหน้าตน พลางสงสัยว่าคนผู้นี้เป็ใคร เดาคร่าวๆ อาจจะเป็สาวใช้ของฉีอ้ายอัน แต่คนไหนล่ะหว่า จึงยังไม่คิดพูดอะไร ให้อีกฝ่ายแนะนำตัวก่อน
เดี๋ยวโป๊ะ!
“เ้าสำนักกู้ เป็ข้าเองเ้าค่ะ สาวรับใช้ของคุณหนูเล็ก มู่ฮวา หลังจากคุณหนูทราบว่าท่านถูกท่านอ๋องจับมา คุณหนูก็รีบไปขอร้องท่านอ๋องให้ปล่อยท่าน แต่ท่านก็รู้ว่าท่านอ๋อง...เพราะเช่นนั้นคุณหนูเล็กก็เลยฝากสำรับและจดหมายมาให้ท่าน พลางบอกว่าจะมาเยี่ยมท่านเองในวันรุ่งขึ้น”
หากไม่มีฉีอ๋องสกัดดาวรุ่งไว้ เกรงว่าฉีอ้ายอันคงมาที่คุกแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่าฉีอ้ายอันพิการแล้วจะดูถูกได้ คราวนั้นก็ดั้นด้นขึ้นเขามาโดยเฉพาะมิใช่หรือ