ตอนที่ 3บุปผาในหมู่ภมร
เช้าวันนี้เป็วันไหว้พระจันทร์ที่บ้านของจางไห่จูกำลังจัดของเตรียมไหว้เหล่าเอี้ยและตี่จูเอี้ยของไหว้ประกอบด้วยขนม ผลไม้ น้ำสะอาด ดอกไม้ ธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม
คนในคณะงิ้วเรือแดงก็มานั่งคุกเข่าต่อหน้าศาลตี่จูเอี้ยในบ้าน
“ขอให้เทพเ้าเ้าที่เ้าทาง คุ้มครองทุกคนในคณะของเราให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มีโชคลาภตลอดไปด้วยเทอญ”แม่ของจางไห่จูขอพร แล้วทุกคนก็ก้มกราบพร้อมกัน
“อาจูเอ้ยอย่าลืมเตรียมของไหว้บรรพบุรุษตอนสายวันนี้ด้วยนะแล้วก็ของสำหรับไหว้พระจันทร์คืนนี้ด้วย” แม่กำชับกับอาจู
“ไม่ต้องห่วงจ้าแม่หนูไปซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้า ได้ครบหมดแล้วจ้า” อาจูตอบอย่างมั่นใจ
“อาจูกับอาเสียงอย่าลืมซ้อมบทด้วยนะ คืนนี้เราจะเล่นเื่สามก๊ก ตอนตั๋งโต๊ะไล่แทงลิโป้”
“หนูไม่ลืมค่ะเราไปซ้อมกันเถอะพี่เสียง” อาจูดึงแขนอาเสียง
ค่ำคืนวันนั้น ในโรงงิ้วคณะเรือแดง
จางไห่จูในบทของนางเตียวเสี้ยนกำลังทำท่าจะโดดน้ำตาย ร้องไห้ฟูมฟาย ขณะที่ว่านเสียงจื่อในบทลิโป้ก็กำลังฉุดรั้งร่างของสาวเ้าไม่ให้คิดสั้น
“ปล่อยข้าอย่ามาห้าม ข้าอยากตาย”
“น้องเตียวเสี้ยนอย่าคิดสั้นพี่ไม่ยอมให้เธอตาย”
และแล้วจางเต๋อเหวินในบทของตั๋งโต๊ะก็เดินเข้ามาเห็นเข้า
“เฮ้ยไอ้ลิโป้ แกมาทำอะไรในสวนบ้านข้า นี่แกบังอาจมาลวนลามเมียข้าเหรอ ไอ้เนรคุณออกไปเดี๋ยวนี้นะ” ว่าแล้วก็คว้าเอาทวนของลิโป้ที่วางทิ้งไว้แล้ววิ่งไปไล่แทงจนลิโป้ต้องวิ่งหนีวนอยู่รอบเวทีแสดงงิ้วนั่นเสียงเพลงก็เร่งจังหวะให้น่าตื่นเต้น จนผู้แสดงบทลิโป้หนีเข้าหลังโรงไปแล้วตั๋งโต๊ะก็หันมาพูดกับนางเตียวเสี้ยนว่า
“เป็อย่างไรบ้างน้องมันทำอะไรน้องหรือเปล่า”
“ไม่เป็ไรค่ะท่านพี่ลิโป้มันหื่นกระหาย อยากจะมาลวนลามน้อง แต่น้องไม่ยอม มันก็พยายามจะกอดรัดน้องทนอัปยศไม่ได้ จึงคิดจะโดดน้ำตาย แล้วก็เป็อย่างที่พี่เข้ามาเห็นนั่นละค่ะ”จางไห่จูก็แสร้งบีบน้ำตา ร้องบทโศก คนเล่นบทตั๋งโต๊ะก็โอบกอดเตียวเสี้ยนไว้
ที่เบื้องล่างหน้าเวทีก็มีชายคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่จางไห่จูตาไม่กระพริบ ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้วท่าทางจะเป็คนมีอันจะกิน แถมสวมสร้อยคอทองคำเส้นโต ๆ สร้อยข้อมือผู้ชาย(ที่เรียกว่าเลส)
ก็เป็ทองคำ สวมแหวนเพชรแหวนหยกที่นิ้วมือทั้งซ้ายขวา
เมื่อการแสดงจบแล้วจางไห่จูเข้าไปหลังโรงเพื่อเตรียมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายคนของคณะก็หิ้วกระเช้าผลไม้ใบหนึ่งเดินเข้ามาส่งให้จางไห่จูถึงโต๊ะเครื่องแป้ง
“อาจูเอ้ยมีผู้ชมงิ้วฝากของนี้มาให้ มีนามบัตรเขาด้วย รับไปสิ”
ว่านเสียงจื่อหันมาดูแล้วก็อมยิ้มไม่ได้พูดอะไร
อาจูก็ถามคนที่หิ้วกระเช้ามาว่า
“ขอบใจจ้าแล้วเขากลับไปหรือยังจ๊ะ ถ้ายังฝากไปขอบคุณเขาด้วยนะ”
“อ๋อเขากลับไปแล้ว เห็นว่าจะมาชมงิ้วใหม่วันหลังน่ะ”
จางไห่จูก็หยิบนามบัตรที่วางในตะกร้าผลไม้ขึ้นมาดูชื่อของคนนั้นคือ “ หวังเกา ประธานกรรมการ บริษัทโกลเด้นเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัดมะละกา หลังนามบัตรยังมีข้อความว่า ด้วยความปรารถนาดี “ 1
นางเอกงิ้วคนสวยดูแล้วก็ไม่ได้สนใจหันไปบอกคนร่วมคณะว่า
“นี่พวกเธอเอาผลไม้ไปกินสิ ผู้ชมเขาให้มา แบ่ง ๆ กันไปนะ”
นับั้แ่วันนั้นหวังเกาก็มานั่งเฝ้าหน้าเวทีโรงงิ้วทุกคืน และให้ทิปนักแสดงทุกคนหลังแสดงจบ
“่นี้โชคดีจังเลยได้ทิปจากเสี่ยทุกคืน สงสัยจะติดใจอาจูเอามากนะ ไม่รู้จะมีข่าวดีเร็ว ๆนี้หรือเปล่า” นักแสดงคนหนึ่งแซวอาจู
“ข่าวดีเื่อะไรเหรอ”อาจูถาม
“ก็อาเสี่ยจะมาสู่ขอเธอกับแม่หรือเปล่าน้อ”
“บ้าเป็ไปไม่ได้หรอก ถึงมาขอฉันก็ไม่แต่งด้วย ไม่ได้รักเขานี่”
“แต่เขาท่าทางจะรวยนะเงินเป็ถุงเป็ถังขนาดนี้ ถ้าเธอได้เขาคงจะสุขสบายไปนานเลยแหละ”
“เหรองั้นเธอก็ไปแต่งกับเขาสิ” อาจูพูดประชด
“ก็เขาไม่ได้ชอบชั้นเขาชอบเธอ”
“เอาเถอะๆ ใครชอบใครก็ช่าง เราไปหาอะไรกินดีกว่า” อาจูตัดความรำคาญ ในใจก็อยากรู้เหมือนกันว่านายหวังเกานี่จะมาไม้ไหน
อาจูเห็นอาเสียงแต่งตัวสุภาพสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงสแล็คขายาว จึงถามไปว่า
“นั่นพี่เสียงจะไปไหนน่ะหนูไปด้วยได้ไหม”
“พี่จะไปเรียนภาษาอังกฤษแถวถนนนีล(尼路 Neil Road)2 น่ะ”
“จริงเหรออยากเรียนบ้างจังเลย ให้หนูไปเรียนด้วยได้ไหม”
“ไม่ได้หรอกเขารับจำนวนจำกัด แล้วตอนนี้คนเรียนก็เต็มแล้ว รอโอกาสหน้านะ พี่จะรีบไป”อาเสียงพูดจบก็รีบเดินออกไป อาจูก็แอบชื่นชมว่าเขาช่างรู้จักใฝ่หาความรู้ใส่ตัว
บ่ายวันนั้น
“เฮียเหวินครับเสี่ยเกามาขอพบครับ นั่งรอที่ห้องรับแขก” ลูกน้องจางเต๋อเหวินเข้ามาบอกที่หลังบ้าน
“อ๋อเดียวตามออกไป หาน้ำชาไปต้อนรับเขาก่อนสิ”
“ได้ครับเฮีย”
อาเหวินทำธุระเสร็จก็เดินออกไปพบหวังเกาซึ่งนั่งรอที่โต๊ะรับแขก
เมื่อหวังเกาเห็นเ้าของบ้านก็ยืนขึ้นอาเหวินจึงผายมือแล้วว่า
“เชิญนั่งก่อนตามสบายนะครับ”
เมื่อทั้งสองคนนั่งลงแล้วอาเหวินก็ถามว่า
“วันนี้เสี่ยมาพบผมมีธุระอะไรหรือครับ”
“อ๋อผมเห็นว่าโรงงิ้วของเฮียเปิดมานานสิบปีแล้ว เห็นสมควรน่าจะปรับปรุงแต่ได้ทราบมาว่าเฮียยังติดขัดเื่งบประมาณ ในฐานะที่ผมเป็คนชื่นชอบการแสดงงิ้วของคณะเฮียมากจึงอยากจะสนับสนุนงบซ่อมแซมให้โรงงิ้วของเฮียไม่ทราบจะรังเกียจไหมถ้าผมจะช่วยน่ะครับ” หวังเกาพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความจริงใจ
“เอ่อ ...เื่นี้ผมคงต้องประชุมปรึกษาภายในครอบครัวก่อนนะครับ เพราะเราไม่อยากเป็หนี้ใครผมถึงไม่ไปกู้ยืมใครมาไง มีเท่าไหร่ก็ทำไปเท่านั้น จะได้ไม่เจ็บตัว” อาเหวินว่า
“โอ้ไม่ต้องคิดว่าเป็หนี้เป็สินอะไรหรอกนะครับ ทุนที่ผมจะให้เป็การให้เปล่าไม่ต้องคืนแต่อย่างใด ไม่ต้องคิดมาก” เสี่ยเกายืนยัน
“ถึงอย่างไรผมก็ขอสอบถามความเห็นของคนในคณะก่อนนะครับแล้วอีกสามวันจะให้คำตอบ ยังไงก็ขอบคุณในน้ำใจของเสี่ยมากนะครับเอ้าเชิญดื่มน้ำชาก่อน” อาเหวินพูดแล้วก็รินชาจีนจากป้านใส่จอกน้อย ๆ ให้เสี่ยเกา
“ผมได้ดูงิ้วของคณะท่านมาสักระยะหนึ่งรู้สึกชื่นชอบการแสดงของนางเอกมาก ชื่ออาจูใช่ไหม่ครับน้องเขาเป็น้องสาวของเฮียใช่ไหม่ครับ” เสี่ยเกาถาม
“ใช่ครับน้องสาวของผมเอง เรามีกันสองคนพี่น้อง ผมถามจริง ๆ เถอะท่านแอบชอบน้องผมอยู่ใช่ไหมล่ะ ลูกผู้ชายด้วยกัน ผมดูออก” จางเต๋อเหวินถามจี้ใจดำ
หวังเกาก็ตอบแบบอายๆ ว่า
“ใช่ครับ แหมเฮียก็รู้ใจผมจริง ๆ เลยนะ ว่าแต่น้องเขามีคนรักหรือยังครับ”
“น้องผมมันยังเด็กอยู่เลยเพิ่งอายุ 14 เื่มีคู่ ผมว่ายังเร็วเกินไปนะ รอให้มันอายุครบสิบแปดก่อนเถอะถ้าคุณชอบจริง ๆ ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย” อาเหวินตอบแบบตรงประเด็น
“อ่อครับขอบคุณอาเฮียมากครับที่ชี้แนะ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับผมก็ขอฝากเื่งบซ่อมโรงงิ้วให้ไปพิจารณาด้วยนะครับ”
“ครับ ๆแล้วพบกันใหม่” อาเหวินกล่าวจบก็เดินตามไปส่งเสี่ยเกาที่ประตูบ้าน
เย็นวันนั้นในบ้านของจางไห่จู
“อะไรนะเฮียเขาจะมาให้เงินทุนเราทำไม มันไม่ใช่น้อย ๆ ถ้าเรารับเงินเขามาเราก็ต้องเป็หนี้บุญคุณเขาน่ะสิ มันจะดีหรือเฮีย” จางไห่จูร้อนรนเมื่อได้รู้จากปากพี่ชาย เื่เสี่ยเกาจะมาอุดหนุนเงินซ่อมโรงงิ้ว
“อันที่จริงโรงงิ้วของเราก็ทรุดโทรมจริงอย่างเขาว่าเพราะเปิดมาสิบปีแล้ว ั้แ่เราย้ายมาจากเมืองสยาม ถ้าได้ทุกจากเขามาซ่อมก็คงจะดีแต่เราจะรับเงินเขามาในฐานะอะไรล่ะ” แม่ของจางไห่จูแสดงความคิดเห็น
“อาเตียงเอ้ยลื้อไม่ต้องไปรับเงินเขาหรอก จะเป็หนี้บุญคุณเขาเหมือนที่อาจูบอกเรามีเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีดีกว่านะ” อาแป๊ะแก่ ๆ ที่เป็คนเป่าปี่ในคณะแสดงความคิดเห็นแก่อาเตียงซึ่งก็คือชื่อของแม่จางไห่จู
“แต่ผมไม่เห็นด้วย”อาเสียงคัดค้าน ทุกคนหันไปมองเขา
“ในสิงคโปร์นี้ไม่ใช่จะมีแต่โรงงิ้วของเราเ้าเดียว ยังมีโรงอื่น ๆ ที่เขาปรับปรุงใหม่พัฒนาให้ดูใหม่เอี่ยมอ่องตลอดเวลา มีพัดลมไฟฟ้าให้ความเย็นคลายร้อนมีเก้าอี้บุนวมนั่งสบาย ๆ ไม่เหมือนโรงงิ้วของเรา หลังคายังเป็สังกะสีที่นั่งก็ยังเป็ม้านั่งยาวทำด้วยไม้เก่า ๆ จะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะครับถ้าเราได้งบจากเสี่ยเกามาปรับปรุงโรงงิ้ว น่าจะดึงดูดผู้ชมเข้ามาได้มากขึ้นและรักษาลูกค้าเก่าให้คงอยู่กับเราไปนาน ๆ ด้วยจริงไหมครับ “ ว่านเสี่ยงจื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
“อืมก็จริงอย่างอาเสียงว่านะ หรือคนอื่น ๆ ว่ายังไง ใครเห็นด้วยกับอาเสียงบ้าง
“เห็นด้วยๆ “ มีคนยกมือเห็นด้วยเกือบสิบคน
“เอาอย่างนี้แล้วกันเพื่อให้พวกเราสบายใจว่า เราจะไม่ต้องเป็หนี้บุญคุณเขาเราก็ทำสัญญายืมแบบปลอดดอกเบี้ยกับเขา 10 ปีแล้วกัน เราก็ค่อย ๆ ทยอยจ่ายคืนเขาไปจะได้ไม่ติดค้างต่อกัน”
“ดีๆ ถ้าเป็แบบนั้นน่ะ” อาเตียงแม่ของจางไห่จูสนับสนุน
“ตกลงพรุ่งนี้ผมจะคุยกับเสี่ยเกาเพื่อทำสัญญาต่อกัน”
ทุกคนมีท่าทางดีใจยกเว้นจางไห่จู ที่มีสีหน้ากังวล กลัวจะมีสิ่งไม่ดีตามมาภายหลัง
วันรุ่งขึ้นที่บ้านของจางไห่จู
“เฮียเซ็นชื่อตรงนี้นะครับ”เสี่ยเกาชี้จุดลงนามในใบสัญญา
จางเต๋อเหวินเซ็นชื่อเสร็จหวังเกาก็มอบสำเนาใบสัญญาให้อาเหวินหนึ่งใบ
“ขอบคุณเฮียมากนะครับที่รับความปรารถนาดีของผม และเพื่อฉลองโอกาสดีที่เราจะปรับปรุงโรงงิ้วผมขอเชิญพวกเราไปรับประทานอาหารที่ภัตตาหารนิวกวงแชตอนเที่ยงนี้นะครับโปรดอย่าปฏิเสธผมเลย เชิญนะครับ”
“แหมผมก็เกรงใจเสี่ยจะแย่อยู่แล้วยืมเงินเสี่ยแล้วเสี่ยยังจะมาเลี้ยงข้าวเลี้ยงปลาพวกผมอีกไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้ว” อาเหวินกล่าว
“ถ้ายังไงผมไปสั่งอาหารรอไว้ก่อนนะครับอาเฮียก็พาพี่น้องตามหลังไปนะครับ ร้านนิวกวงแชครับ”
“ครับขอบคุณครับเสี่ย” อาเหวินลุกไปส่งเสี่ยเกาที่หน้าบ้าน
เที่ยงวันนั้นณ ภัตตาคารนิวกวงแช
ในห้องพิเศษของร้านมีโต๊ะอาหารกลม ๆ ประมาณ 5 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีคนนั่งเต็มโต๊ะละ 8 คน รวม ๆ ก็ 40 คนโดยอาเหวิน จางไห่จู แม่ของเขาสองคน และว่านเสียงจื่อก็นั่งร่วมโต๊ะกับหวังเกาด้วย
อาหารเหลาสุดหรู7-8 อย่างมาเสริฟพร้อมแล้ว เสี่ยเกาก็ผายมือเชิญชวนทุกคนรับประทาน
“เชิญนะครับทุกท่านดื่มด้วยกันครับ หมดแก้ว” เสี่ยเกายกแก้วสุราดื่ม คนอื่น ๆ ก็ดื่มตามทุกโต๊ะ
คงจะมีอยู่คนเดียวในงานที่กินอะไรไม่ค่อยลงคนนั้นคือจางไห่จู ที่รู้สึกอึดอัด ผะอืดผะอม บอกไม่ถูกเพราะรู้เจตนาของเสี่ยเกาว่าเขา้าอะไร
และที่จางไห่จูรู้สึกน้อยใจนิดๆ ก็คือ ว่านเสียงจื่อ ช่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการกระทำของหวังเกาเหมือนจะไม่รู้ว่าหล่อนคิดอย่างไรกับเขา ไม่รู้สึกหึงหวงอะไรบ้างหรือไรทำไมไปสนับสนุนการปรนเปรอของเสี่ยเกาแบบนี้หล่อนคีบอาหารไปก็แอบชำเลืองมองอาเสียงไป
หนึ่งเดือนต่อมา
งานฉลองเปิดโรงงิ้วคณะเรือแดงที่ปรับปรุงใหม่ไฉไลกว่าเดิมถูกจัดขึ้น โดยมีแขกรับเชิญมากมาย มีการเชิดสิงโตมีพิธีตัดริบบิ้นสีแดง งานเลี้ยงโต๊ะจีน บรรยากาศครึกครื้นคึกคัก เสียงคุยเสียงหัวเราะร่าเริงเต็มไปทั้งงานเป็สิ่งที่อำนาจเงินของหวังเกาเนรมิตให้ทั้งสิ้น
อาคารใหม่เวทีใหม่ พร้อมผ้าม่านสุดหรู เก้าอี้ชมการแสดงแบบเดียวกับโรงละครใหญ่ ๆ ในยุโรปเป็สิ่งที่ครอบครัวและคณะงิ้วเรือแดงรู้สึกตื้นตันและสำนึกในบุญคุณของเสี่ยเกายิ่ง
แต่กับจางไห่จูแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาถ่านไฟแดง ๆ ที่ลุกโชนมาวางบนศีรษะ เธอควรจะทำอย่างไรดี
จบตอนที่ 3 โปรดติดตามตอนที่ 4ในวันที่ฟ้าเปลี่ยนสี
(แต่งตอนที่ 3 จบวันที่ 7 ต.ค. 67 )
เชิงอรรถ
1 ในขณะนั้น (ค.ศ.1918 ) มะละกายังเป็เมืองหนึ่งในอาณานิคมช่องแคบ(Straits Settlements)ภายใต้อาณาจักรบริเตน ยังไม่ได้รับเอกราชจากอังกฤษยังไม่เป็ประเทศมาเลเซียอย่างในปัจจุบัน
2 ถนนนีล(尼路 Neil Road) ถนนสายนี้เดิมเรียกว่า Silat, Selat หรือ Salat ซึ่งเป็คำในภาษามาเลย์ที่แปลว่า"ช่องแคบ" ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็ Neil Road ในปีพ.ศ. 2401 สภาเทศบาลได้เปลี่ยนชื่อถนนสายนี้ เพื่อเป็เกียรติแก่พันเอก Neil แห่งMadras Fusiliersในอินเดีย ซึ่งมีส่วนร่วมในการฏของอินเดียในปีพ.ศ. 2400 (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)