ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่564 ชายหนุ่มผู้ขับเคลื่อนค่ายกลสังหาร

         อี้เฉินที่สืบฝีเท้า ไปพร้อมกับร่างที่บาดเจ็บไม่มาก ทว่าเนื้อตัวของเขากลับ เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง ของเหล่าศัตรู ส่งกลิ่นอายคาวเลือด ลอยออกมาคละคลุ้ง ก่อนอี้เฉินจะสืบฝีเท้าตรงดิ่ง ไปยังอีกทิศทางหนึ่งของ กำลังพล อย่างไม่มีท่าทีหวาดเกรง หมายมั่นจะทำให้พวกเขา เหล่าศัตรู แตกกระเจิงออกไป คนละทิศคนละทาง ปั่นป่วนสงครามให้ได้มากที่สุดในยามนี้

 

         แต่เหมือนว่า พวกเขาเหล่าศัตรูต่างดินแดน จะรู้เหมือนกันว่า มีศัตรูอย่างอี้เฉิน คืบคลานไปหาพวกเขาในยามนี้ พวกเขาต่างก็ตั้งค่ายกล เตรียมพร้อมรับมืออี้เฉิน ฆ่าสังหารอี้เฉินอย่างไม่มีท่าที สะทกสะท้านในตัวของผู้บุกรุกแม้แต่น้อย

 


         ซึ่งข้อนี้ทำให้อี้เฉินไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ก่อนเขาจะหยุดฝีเท้ากะทันหัน กล่าวสบถด่าออกมาในทันใด “ไอ้พวกนี้ มันช่างรู้มากเสียจริง มันคิดจริงหรือว่า ข้าจะเข้าไปติดกับดัก ..เช่นนั้นข้าจะเล่นกับพวกเจ้าหน่อยแล้วกัน”

 


          ฉับพลันเกาทัณฑ์ดับตะวันก็ปรากฏออกมาบนฝ่ามืออี้เฉิน พร้อมกับปราณจิต ภายในทะเลความรู้อี้เฉิน ที่ถูกขับเคลื่อน เข้าไปภายในดวงตา แห่งการหลับใหล ทำให้ดวงตาอี้เฉิน มองออกไปได้กว้างไกล

 


          ทว่าก็แลกมากับความเจ็บปวดที่ดวงตาเขาได้รับ ส่งให้ดวงตาของเขามีเลือดหลั่งไหล ออกมาเป็นสาย แต่ก็มองศัตรูจากระยะไกลได้อย่างชัดแจ๋ว ก่อนที่เกาทัณฑ์ดับตะวันจะถูกอี้เฉิน ง้างสายจนตึง จนเกิดเสียงดังออกมาลั่น พร้อมกับหอกเลือด ประทับลงไปภายในสายเกาทัณฑ์ อัดแน่นไปด้วยปราณพลัง จนหอกเลือดสั่นไหวไม่หยุด ส่องแสงสีแดง สว่างจนพร่างพราวท้องฟ้า

 


           ปลดปล่อยการโจมตีที่รุนแรง ออกไปอย่างบ้าคลั่ง ส่งให้คันของเกาทัณฑ์ดับตะวัน   เกิดเสียงปริแตกขึ้นมาน้อยๆ หอกเลือดอี้เฉิน แหวกอากาศออกไปปานสายฟ้าฟาด พร้อมกับเสียงอากาศแตกระเบิด ดังออกไปกึกก้อง รอบด้านที่หอกเลือดพร่างพราวผ่าน ถึงกับทำให้รอบด้าน แหลกลาญ

 


           แม้แต่เหล่าศัตรูที่ตั้งรับมืออี้เฉิน ยังเบิกตาออกกว้าง เมื่อรับรู้ถึงบางอย่างพุ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็ว อันน่าเหลือเชื่อ ก่อนน้ำเสียงนายกอง จะกล่าวเตือน เมื่อเห็นแสงสีแดงพร่างพราว พุ่งมายังทิศทาง พวกเขาอย่างรวดเร็ว “พวกเจ้าเตรียมตัว เหมือนว่า มันผู้นั้นจะมาแล้ว”

 


            ทว่ายังไม่ทันจะสิ้นเสียง ที่นายกองผู้นั้นคลี่ยิ้มออกมากว้าง เฝ้ารอให้อี้เฉินมาติดกับดัก เขาก็ต้องหดดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นอากาศแตกระเบิด ดังก้องออกมาเป็นทางยาว รีบเอ่ยสั่งการเหล่านักรบในทันใด “ทัพหน้ารีบ กลางค่ายกลป้องกันเร็วเข้า”

 


            เหล่าทหารที่ได้ยิน ต่างก็พากันประหลาดใจ กับคำสั่งของผู้เป็นนายกอง พร้อมกับเสียงพูดซุบซิบดังออกมาเล็กน้อย “เราจะล้อมสังหาร อี้เฉินผู้นั้นไม่ใช่หรอกหรือ เหตุใด ให้พวกเรากลางค่ายกลป้องกัน” ก่อนพวกเขา เหล่าทหารจะรับคำสั่งผู้เป็นนาย ผสานฝ่ามือกลางอากาศ เปิดค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่ ขึ้นมาโอบล้อมป้องกันพวกเขา ในทันใด

 


           ทว่าจู่ๆ พวกเขาก็ถึงกับต้องเบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็น หอกเลือดอี้เฉินที่หมุนควงแหวกห้วงอากาศ มาด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง กระแทกใส่ม่านพลังป้องกันจนเกิดเสียง ปัง! ดังออกมากึกก้องฟ้า ในพริบตา ม่านพลังเกิดรอยแตกร้าวลุกลามขึ้นมาในทันใด

 


           ทำให้เหล่านักรบ ทัพหน้ากระอักเลือดกันออกมา คำใหญ่ จากแรงกระแทกที่รุนแรงของหอกเลือดอี้เฉิน พร้อมกับเสียงหมู่ชน ที่กล่าวพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง

 


“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยันการโจมตีของมัน เอาไว้ให้ได้!!”

 


           ทว่าในเสี้ยววินาที ที่พวกเขาจดจ่อกับการป้องกัน พวกเขา เหล่าศัตรูต่างดินแดน ถึงกับต้องหน้ามืดทะมึน เมื่อเห็นหอกเลือด ถูกอี้เฉิน ใช้เกาทัณฑ์ดับตะวัน ยิงออกมาอีกหลาย10เล่ม แถมยังเต็มไปด้วยปราณพลังที่อัดแน่น มองเห็นร่างวิญญาณมังกรปราณพลังล้อมพัน โจมตีสอดประสาน ฉับพลันที่มันตกกระทบ ค่ายกลป้องกัน เสียงปัง!กัมปนาทจึงดังออกมาก้องฟ้า

 


ส่งผลให้ค่ายกลป้องกัน แตกร้าวลุกลามไปทั่วในทันใด ก่อนมันจะแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่พังทลาย

 


นายกองใบหน้าตื่นตะลึงไม่น้อย เอ่ยสั่งการขึ้นมาในทันใด “พวกเจ้าถอยทัพ ก่อนเร็วเข้า” เหล่านักรบที่ได้ยินต่างก็แตกตื่นกันไม่น้อย

 


          แต่ทว่า เหมือนจะช้าไปก้าวหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีที่ม่านพลังแตกสลาย หอกเลือด อี้เฉินก็พุ่ง เข้าใส่พวกเขาอย่างฉับพลัน ทำให้เหล่าศัตรูต่างดินแดน ที่อยู่ภายใต้ รัศมีการทำลายของหอกเลือด ร่างแหลกระเบิด กลายเป็นหมอกเลือดลอยคละคลุ้งในพริบตา

 


           กองกำลังเสียขวัญ แตกกระเจิงในไม่กี่ชั่วอึดใจ พร้อมกับกลุ่มคนที่ตายตกไปไม่ใช่น้อย ผู้ที่ยังไม่ตายตก ต่างก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกจนเต็มปอด พร้อมกับความหวาดกลัว ที่สลักลึก ลงไปภายในจิตใจ ของพวกเขาเหล่าศัตรูต่างดินแดน

 


           บางคนถึงกับอ้าปากจนค้าง กล่าวพูดพึมพำออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา “ช่างทรงพลัง เหลือเกิน! นี่หรือพลังของ ผู้สูงส่งของคนดินแดนเทพ”

 


             แม้แต่เทพสวรรค์ผู้เป็นนายกองผู้นั้น ยังกำฝ่ามือไว้จนแน่น ก่อนสั่งการเหล่านักรบที่เหลือให้ถอยร่น “พวกที่ยังรอดชีวิต ถอยกลับมาเสีย” เขาล้วนรู้ดี ยามนี้ ชายหนุ่มนามว่าอี้เฉิน แค่ต้องการสร้างความปั่นป่วน ของสงครามก็เท่านั้น

 

..ทว่าเขาก็ไม่คิดเช่นกันว่า เพียงแค่เทพสวรรค์เพียงผู้เดียว จะทำให้ทั้งกองร้อยของเขา หวาดเกรงได้มากถึงเพียงนี้

 


          ด้านอี้เฉินเอง เขาเองก็สูญเสียปราณพลังภายในทะเลความรู้ จากการโจมตี ไปไม่ใช่ น้อยๆ ก่อนจะสืบฝีเท้าจากไป เมื่อเป้าหมายสร้างความปั่นป่วนของสงครามสำเร็จลุล่วง เป็นไปได้ด้วยดี

 


          ...ก่อนเขาจะตรงดิ่งไปยัง ทิศทางหนึ่งที่มีกองทหารเคลื่อนพล ไปยังเขตทัพหน้า หมายมั่นสร้างความวุ่นวาย ก่อนที่เขาจะหนีหายจากไป จำศีลอีกครา

 


           ทว่าอี้เฉินก็ถึงกับต้องหดดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นค่ายกลสังหาร ขนาดใหญ่ถูกใครบางคน วางกับดัก ฆ่าสังหารเหล่าศัตรู ขับเคลื่อนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ส่งให้ รอบค่ายกลที่ปรากฏโดมขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยอักขระที่ทอแสงประกาย ระยิบระยับ แต่กลับให้ความรู้สึกที่อันตราย จนรับรู้ถึงความตายลอยเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

 


             เมื่อกระบี่ปราณพลังปรากฏขึ้นมา ท่ามกลางค่ายกลสังหาร ปลดปล่อยริ้วคลื่นสังหาร ที่น่าคร้ามเกรง หวดฟาดออกมาไม่ขาดสาย ส่งให้กองทัพนับร้อยแตกกระเจิง รีบเผ่นหนีกันจ้าละหวั่นในทันใด ผู้คนที่โดนริ้วคลื่นที่ปลดปล่อยออกมา ตายตกร้องโหยหวนออกมาไม่ขาด กลายเป็นฉากการตายตกที่น่าสังเวชในพริบตา

 


            อี้เฉิน หรี่ดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า   ที่เขาคิดจะเข้าไปโจมตี “หืม!! ค่ายกลสังหารของผู้ใดกัน ช่างทรงพลังเหลือเกิน” หากเป็นเขาที่เข้าไปอยู่ภายในค่ายกลสังหารนั้น เกรงว่าจะทำให้เขาบาดเจ็บขึ้นมาได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 


            ก่อนอี้เฉินจะใช้ดวงตาแห่งการหลับใหลอีกครา เมื่อเห็น ภายในมุมหนึ่งของทุ่งหญ้า เกิดการหวั่นไหวของปราณพลัง เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกัน ใครในยามนี้โจมตีในเขตแดนศัตรู อย่างไม่มีหวาดเกรง

 


            เมื่ออี้เฉินกวาดสายตาที่เปรอะเปื้อนเลือดไปเห็น ชายหนุ่มตัวเล็ก ส่งปราณพลังเข้าไปขับเคลื่อนค่ายกล เขาไม่รอช้าพุ่งปราดแหวกห้วงมิติ ไปหาชายหนุ่มที่เขาคุ้นตาในทันใด

 


             ชายหนุ่มเองก็เหมือนว่าจะรับรู้ได้เช่นกัน ว่ามีใครเข้ามาใกล้ตัวเขา อย่างกะทันหัน ก่อนเขาจะหยุดขับเคลื่อนค่ายกลฆ่าสังหาร จ้องสายตาไปในมุมมืดอย่างไม่วางตา “เจ้าเป็นใครปรากฏตัวออกมาเสีย”

 


             จากความรวดเร็วที่ชายหนุ่มผู้นี้สำแดงทำให้ โม่กวาง รับรู้ได้เลยว่าเขาไม่อาจ รอดพ้นความเร็วระดับนี้ได้ ไม่คิดว่าเขาที่ขับเคลื่อนค่ายกลอยู่ ห่างๆ จะถูกเจอตัวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้


 

             ทว่าในเสี้ยววินาที ที่ฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ตัวเขา โม่กวาง ก็ต้องเบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้างในทันใด “เจ้า! เจ้า! อี้เฉินเองหรือ เจ้ามาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร” ก่อนชายหนุ่มร่างเล็กจะเดินเข้ามากระแทกหมัดใส่หน้าอกอี้เฉินเบาๆ เป็นการทักทาย

 


            อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมากว้าง ไม่คิดจะได้เจอมิตรสหายในยามอดีตอีกครา “ข้าไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะพบเจอเจ้ายังสถานที่แห่งนี้ โม่กวาง เหมือนว่าเจ้าสูญเสียปราณพลัง จากการขับเคลื่อนค่ายกลสังหารไปไม่น้อย การพูดคุยยังสถานที่แห่งนี้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เจ้าตามข้ามาเถอะ”

 


“ฮ่าๆ สภาพของเจ้าก็ไม่ค่อยสู้ดีนักกระมัง อี้เฉิน ราวกับเจ้าไปฟัดกับสุนัขมา”

 


“ฮ่าๆ เจ้าช่างพูดดีนักโม่กวาง” ก่อนพวกเขาทั้งสองจะสืบฝีเท้าหายลับไปจากเขตการสู้รบที่วุ่นวาย