อุทัยพุ่งผ่านบันไดวนโผล่พรวดจากช่องกลมกลางพื้นห้อง มันมายังชั้นสามของปราสาทหงส์ทะยานแล้ว ภายในจตุรมุขประธานเป็นโถงจัตุรัส แสงสีม่วงสลัวสาดส่องเป็นลำมาจากช่องบันไดด้านล่าง
ที่พื้นข้างช่องกลมยังมีแถบแสงสีแดงเช่นเดียวกับที่ชั้นล่าง แสงสีแดงนั้นเหลือเพียงขีดเดียวทั้งยังกะพริบแจ้งเตือนไม่หยุด
.. เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีแล้ว
.. อุทัยหันซ้ายมองขวา ห้องโล่งว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดวางอยู่แม้เพียงชิ้น
.. จากคำบอกกล่าวของพันวายุจะมีแท่นสำหรับบรรจุตราหยก เพื่อเปิดเวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป'
แต่ .. แท่นนั้นอยู่ที่ใด ! .. มองหาทั่วห้องก็ไม่เห็นวัตถุสิ่งอื่น ฝุ่นสักอณูยังไม่บังเกิดในห้องจัตุรัสแห่งนี้
เจี๊ยกกก .. คร๊อกกก .. เจ้าวารุงกะโผล่พรวดออกมา มันส่งสายตาล่อกแล่ก ยืนมองดูอุทัยและห้องว่างเปล่าอย่างงุนงง
เสียงตวาดดังเจื้อยแจ้ว "เหตุใดยังไม่รีบหนีไป .." เป็นซิงซิงโผล่ตามติดมาอีกคน
นางยังด่าไม่หยุด "เจ้าพวกบื้อ ยังอยู่ที่นี่กันอีก .. ราชครูเฒ่ากำลังติดตามมาแล้ว .."
เจ้าเวรุงกะหันมากล่าวว่า "เป็นบุรุษผู้นั้น แจ้งนายท่านให้นำศิลาขาวมายังชั้นสามของปราสาทนี้" .. เจ้าจ๋อหมายถึงพันวายุ มันซ่อนตัวอยู่ใต้หลังคาจึงได้ยินคำสนทนาของทั้งหมด
ซิงซิงกล่าว "ฮึ ! อันใดของพวกเจ้ากัน" ขณะนั้นนางซ่อนตัวคุมเชิงอยู่ด้านนอกปราสาท จึงสอบถามด้วยความสงสัย
เจ้าเวรุงกะค่อยๆ รวบรวมความคิดกล่าวเล่าว่า "เมื่อ .. นำศิลาขาวขึ้นมาที่นี่ ก็จะเปิดพลังชนิดหนึ่ง"
"เป็น .. พลังรุนแรงจากเวทมนตร์ที่อยู่มาแต่อดีตกาล สามารถสังหารทุกชีวิตในเมืองนี้ ช่างน่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง .."
"แต่ .. มิเห็นมีอันใดบังเกิด .. แฮ๊ะ .." เจ้าจ๋อเกาหัวแกรกๆ
นี่ทั้งคู่กำลังเล่นอันใดกัน ซิงซิงจ้องมองแล้วกล่าวถาม "เวทมนตร์อันใดของพวกเจ้า !!!"
อุทัยหันกลับมา แล้วกล่าวอย่างรวดเร็ว "หงส์สวรรค์ชำระบาป เวทมนตร์โบราณกาลของเมืองราชวังแห่งนี้"
"พันวายุกล่าวว่าเวทมนตร์นี้มีพลังรุนแรงยิ่งนัก สามารถสังหารทหารทัพมหาการีย์ภายในเมืองนี้จนหมดสิ้น เป็นหนทางเดียวที่จะชิงเมืองนพรัตน์คืนมา"
เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะร้อง แล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้น "ทหารนับสิบหมื่นภายในเมืองนี้ล้วนต้องตาย .. ช่างน่าเล่นยิ่งนัก" .. เจ้าวานรน้อยเพียงนึกสนุกหาเรื่องบันเทิงไปวันๆ
.. ซิงซิงได้ยินถึงกับปากหวอ .. กลับมีเหตุการณ์เช่นนี้ .. นางกล่าวอันใดไม่ออก
"มารดามัน .. มีแต่ห้องว่างเปล่า เวทมนตร์นั้นเปิดออกอย่างไร" เสียงของอุทัยก่นด่า
ซิงซิงคิดอันใดได้ ร้องบอกว่า "เจ้าพวกโง่บัดซบ !!! หากเวทมนตร์นั้นสังหารทหารเรือนแสนได้จริง เช่นนั้นพวกเรามิใช่ต้องตายไปด้วยหรือ"
จั๊กกก ! คร๊อกกก .. เจ้าเวรุงกะหยุดชะงัก คิดตามคำพูดของซิงซิง
เสียงดังขึ้นจากบันไดชั้นล่าง .. "ถึงไม่มีเวทมนตร์นั้น พวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี .." .. เจ้าของเสียงคือราชครูมหาเวทดาวดึงส์ มันพุ่งตะบึงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"ฮึ .. ตาเฒ่าผู้นี้ช่างน่ารำคาญ .." ซิงซิงสบถ หันร่างกลับมายังช่องบันได เผชิญหน้ากับราชครูมหาเวท
ราชครูเฒ่ามาถึงก็ไม่พูดมากความ ส่งพลังแกร่งกร้าวเข้ากดดันโถมทับ พลังปราณสีม่วงสว่างวูบวาบ ดวงดาวนับพันหมื่นส่งประกายระยิบระยับ
ใบหน้าอันถมึงทึงหนวดเคราโบกพลิ้ว มันพุ่งร่างเข้าใส่พร้อมปลดปล่อยพลังฝ่ามือออกอย่างรุนแรงจนมิติโดยรอบกระเพื่อมไหว
.. รุทระล้างโลกา !!!
ฝ่ามืออันรุนแรงบรรจุพลังพิสดารแห่งห้วงดวงดาว เป็นวิชาสังหารอันสุดยอดของราชครูมหาเวท มีพลังทำลายล้างครอบคลุมระยะกว่าห้าสิบก้าว และนี่ .. เป็นครั้งที่สองในรอบสี่ปีที่มันใช้กระบวนท่าฝ่ามือนี้
ซิงซิงตื่นตระหนกกับท่าสังหารนี้ของราชครูเฒ่า นางปลดปล่อยกระบวนท่าเข้าตั้งรับอย่างสุดกำลังอีกครั้ง อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งลอยอยู่กลางอากาศ
.. ห้าผนึกวารีเยือกแข็ง !
คราวนี้ซิงซิงใช้พลังทั้งหมดสิบส่วน นางประกบสองมือเรียวงามแล้ววาดออกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นม่านชั้นน้ำแข็งของปราณวารีธาตุหนากว่าศอกปิดกั้นเอาไว้ ทั้งม่านปราณน้ำแข็งยังก่อร่างขยายเพิ่มออกเป็นชั้นๆ อีกห้าชั้น ปิดกั้นชั้นสามของปราสาทอย่างแน่นหนา
.. อุทัยไม่ได้เหลียวหน้ากลับมาดู แต่ก็รับรู้ถึงพลังที่ด้านหลัง เป็นพลังปราณอันรุนแรงจากราชครูมหาเวทและซิงซิง
.. นั่นคือการรับรู้ด้วยจิต ด้วยสัมผัสแห่งอณูพลังปราณ และยังสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของสถานที่ มันครุ่นคิด 'ห้องนี้ช่างแปลกประหลาด ลองใช้ดวงจิตสำรวจดู ..' แล้วจึงหลับตาลงในทันใด
.. เพียงหนึ่งลมหายใจดวงจิตของอุทัยก็นิ่งสงบ .. ภายในห้วงคำนึงปรากฏรูปหงส์ทองคำที่เกาะอยู่ปลายยอดฉัตรสูงสุดของปราสาทหงส์ทะยาน
ขณะเดียวกันฝ่ามือราชครูมหาเวทก็ปะทะกับผนึกวารีเยือกแข็ง .. แกร็กกกก .. แกร็กกกก พลังปราณอันพิสดารบดขยี้ผนึกน้ำแข็งจากปราณวารีธาตุป่นสลาย
.. เปรี๊ยง !!! ผนึกวารีเยือกแข็งชั้นนอกสุดระเบิดออกกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งฟุ้งกระจาย
.. เปรี๊ยงงง !!! เปรี๊ยงงง !!! เปรี๊ยงงง !!! เปรี๊ยงงง !!! ผนึกวารีเยือกแข็งอีกสี่ชั้นก็ไม่สามารถต้านทานถูกทำลายลงในพริบตา
กระบวนท่าฝ่ามือราชครูเฒ่ายังพุ่งตรงเข้าใส่สตรีปักษาวารี แต่ความรุนแรงของพลังลดเหลือห้าในสิบส่วนแล้ว .. ซิงซิงตาเป็นประกายเส้นผมยาวสะบัดสลวยส่งแสงสีฟ้าวิบวับ
นางกางแขนออกนำร่างกายเข้ารับพลังรุนแรงนั้นเอาไว้ ฝ่ามือราชครูเฒ่าเข้าประทับหน้าอกของซิงซิงอย่างถนัดถนี่
"..." ราชครูมหาเวทชะงัก .. เกิดเหตุไม่คาดคิด .. ผ้าผืนบางสีขาวที่ซิงซิงใช้ปกปิดร่างกายได้คลี่กระจายออกอย่างรวดเร็ว ตลบกลับครอบคลุมพลังปราณฝ่ามือรุทระจนกลายเป็นลูกโป่งพอง แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นก้อนผลึกปราณน้ำแข็งอันแข็งแกร่ง
.. เปรี๊ยงงง !!!!! พลังปราณสีม่วงระเบิดก้อนผลึกปราณน้ำแข็งจากภายใน ก่อเกิดละอองเกล็ดน้ำแข็งปลิดปลิวเป็นม่านหมอกไปทั่วห้องวิหาร
ฝ่ามือ 'รุทระล้างโลกา' ที่มีรัศมีทำลายล้างกว่าห้าสิบก้าวถูกห่อหุ้มกักอยู่ในระยะจำกัด กระบวนท่าฝ่ามือที่ราชครูมหาเวทภาคภูมิใจกลับถูกสตรีผู้นั้นแก้ไขอย่างแยบยล
ราชครูมหาเวทดาวดึงส์ทิ้งเท้าทั้งสองลงยังชั้นสามของปราสาทหงส์ทะยาน ทั้งห้องถูกกลุ่มหมอกเกล็ดน้ำแข็งปกคลุมราวหิมะโปรยปรายในฤดูเหมันต์
เมี๊ยววววว .. แมวน้อยสีฟ้ากระโดดออกมาจากกลุ่มหมอกน้ำแข็ง แล้วตรงเข้าหาอุทัยและเจ้าเวรุงกะ สตรีปักษาวารีซิงซิงกลายร่างกลับเป็นแมวน้อยสีฟ้าอีกครั้ง
แมวน้อยร้องอย่างหัวเสีย .. หากเป็นยามปกติเมื่อกลับคืนร่าง นางจะคงอยู่เป็นมนุษย์จวบจนถึงเช้า แต่ในคืนนี้นางใช้พลังปราณมากมายเกินไป เพียงสิบกว่านาทีก็กลับกลายเป็นแมวน้อยเช่นเดิมอีกแล้ว
.. กึ๊กกกกกกกกก .. เสียงดังลากยาวจากแถบแสงสีแดง ที่คงเหลือเพียงแสงสลัวในม่านหมอก ตอนนี้มันหยุดกะพริบแล้วส่งแสงแดงระเรื่อยาวนาน ราวจะบอกว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่มันจะส่งแสงอีก
นางแมวน้อยและเจ้าเวรุงกะจ้องมองอุทัย พบเห็นมันยังยืนนิ่งไม่ไหวติง ..
.. ภายในดวงจิตของอุทัยพบเห็นบางสิ่งหลับใหลอยู่ จึงตัดสินใจส่งพลังปราณจากสองมือบีบตราหยกอย่างรุนแรง
.. เปรี๊ยะ ! เสียงดังลั่นออกมาจากตราหยก เกิดรอยร้าวเล็กๆ ที่ตรงฐาน แล้วค่อยๆ ขยายตัวออกเป็นเส้นยาว
.. อัญมณีที่อยู่ในรูปหงส์ทองคำบนยอดปราสาทเกิดประกายส่องออกจากภายใน เสียงร้องของสัตว์ชนิดหนึ่งดังกึกก้องจนแสบแก้วหู
แกร๊ซซซ แกร๊ซซซ แกร๊ซซซซซซซซซซซ !!!
แสงประหลาดส่องเรืองรองออกจากตราหยกนพเทพ รังสีขาวสดใสสาดส่องไปทั่วทำห้องจตุรมุขประธานหายไปในบัดดล เกิดเป็นมิติภายในยืดขยายออกอย่างกว้างขวางไร้ที่สุด
ช่วงเวลาถูกผนึกหยุดนิ่ง .. เกล็ดน้ำแข็งจากปราณวารีธาตุสูญหายไป แทนที่ด้วยแสงสว่างสีขาวนวลฟุ้งกระจายสุดสายตา หมอกขาวบางๆ ปกคลุมเรี่ยพื้นอยู่โดยทั่ว
ราชครูมหาเวทชะงักค้าง .. สตรีที่ประมือเมื่อครู่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย มองเห็นเพียงอุทัยอยู่ห่างไปกว่าสิบก้าว พร้อมวานรน้อยทรงพลัง และเพิ่มแมวสีฟ้าขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง
ทันใดนั้นเอง .. เกิดเสียงกล่าวดังกึกก้องไปทั่วทั้งมิติ ".. พวกเจ้าเปนใคร .. ช่างบังอาจ .. แกร๊ซซซ !!!"
เจี๊ยกกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดพรวดมาอยู่ด้านข้างแนบชิดอุทัย
ม๊าวววว .. แมวน้อยซิงซิงหันซ้ายหันขวาสำรวจมองไปจนทั่ว
ที่ตรงหน้าของทั้งหมดปรากฏกลุ่มแสงค่อยๆ รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน แสงเรียวยาวสองแถบเรียงตัวกันมองดูเหมือนปีกของวิหค ปีกทั้งสองข้างสยายแล้วกระพือออกดัง .. พับบบ .. พับบบ
ร่างของสิ่งนั้นเริ่มชัดเจน มันยกคออันยาวเหยียดขึ้นทำให้เห็นหัวและจะงอยปากได้อย่างเด่นชัด .. สิ่งนั้นก็คือ
หงส์นภา .. สัตว์เทวะชั้นสูงแห่งแดนเทพ
หงส์ตัวใหญ่มหึมา ทั้งตัวปกคลุมด้วยขนสีขาวบริสุทธิ์ จะงอยปากสีทองสุกเปล่งประกายและมีปุ่มสีดำที่ฐานของปาก ลำตัวตั้งตรงปีกทั้งสองแผ่กว้าง แต่ละข้างยาวกว่าสิบห้าศอก
หงส์นภารูปลักษณ์งามสง่ากำลังก้มคอลงมาจ้องมองผู้มาเยือน ดวงตาของมันเรียวงดงามมีนัยน์ตาสีเหลืองสุกใส ที่หัวมีปอยขนสองเส้นชี้ขึ้นดังมงกุฎ
.. มันคือวิญญาณหงส์นภาที่สิงสถิตอยู่ในปราสาทแห่งนี้ ท่าทางของมันหงุดหงิดแสดงอารมณ์ขุ่นมัวที่ถูกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เข้ามารบกวน
ราชครูมหาเวทถึงกับปากอ้าค้างตกตะลึง .. สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือสัตว์เทวะในตำนานแห่งแคว้นมัธยะปุรา .. ราชครูเฒ่าถึงกับเหงื่อแตกซิป หรือเวทมนตร์ที่เล่าขานกันมาแต่โบราณนั้นจะมีอยู่จริง
หงส์นภาจ้องมองตราหยกในมือทั้งสองอุทัย แล้วจึงกล่าวว่า "เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ .. กลับกล้าทำลายสิ่งของแห่งสรวงสวรรค์ .."
อุทัยจ้องมองอย่างไม่เกรงกลัว กล่าวว่า "ก็ใครใช้ให้เจ้า นอนขี้เซานักเล่า ฮา .."
"บังอาจ!" หงส์นภาตวาดจนแสบแก้วหู "ข้าจะฉีกดวงวิญญาณของเจ้า .. กร๊าซซซซซ" มันโมโหร่ำร้องอย่างเกรี้ยวกราด
ม๊าวววว .. แมวน้อยซิงซิงร้องคราง เจ้าโล้นแกว่งปากหาบาทาอีกแล้ว
ฮา ฮา .. อุทัยหัวเราะ .. มันจ้องหน้าหงส์เทวะอย่างไม่เกรงกลัว แล้วกล่าวต่อ "รีบเปิดเวทมนตร์สังหารนั้นโดยเร็ว .. มิเช่นนั้น .."
"มิเช่นนั้น .." หงส์นภาทวนคำ "มิเช่นนั้น .. อันใด .." น้ำเสียงของมันขุ่นมัว แล้วจึงหยุดหัวเราะเยาะ "ฮิ .. มนุษย์ตัวน้อยเช่นเจ้านี้หรือ .. จะทำอันใดข้า .."
ใบหน้าของอุทัยยิ้มแย้ม แต่น้ำเสียงกลับเย็นชากล่าวว่า "มิเช่นนั้น .. เจ้าก็จะผิดพันธสัญญาที่เคยให้ไว้ .. อย่างไรเล่า .."
คำ 'พันธสัญญา' ทำหงส์นภาตะลึง .. มันกล่าวด้วยความประหลาดใจสุดขีด "จะ .. เจ้า .. เจ้ารู้ .."
อุทัยพยักหน้างุด กล่าวว่า "ทั้งนามของท่าน .. หงสราช .. ข้าก็รู้ .. ฮา"
ระหว่างที่มันใช้กระแสจิตตรวจสอบตราหยกนพเทพ ได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกเก็บบันทึกไว้ภายใน ..
เป็นเรื่องราวบรรพบุรุษชาวมัธยา ที่ปลดปล่อยเผ่าพันธุ์หงส์นภาจาก 'เผ่าพันธุ์ทาส' ของเทวะองค์หนึ่ง ก่อเกิดเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทน โดยบันทึกเป็น 'พันธสัญญา' ไว้ในตราหยกชิ้นนี้ไว้ว่า
สัญญามอบไว้ 'พระมณู' นำอิสระสู่หงส์พงศ์นภา
ราชัน 'หงสราช' ตั้งสัตยา พิทักษ์คุณาลัยสืบสันดาน
หงสราชนิ่งเงียบ .. ที่วิญญาณของมันถูกบรรจุอยู่ที่นี่ยาวนานกว่าพันๆ ปี .. ก็เพื่อทำหน้าที่ปกป้องราชธานีของลูกหลานมนุษย์เหล่านั้น
ผู้มาเยือนทั้งสี่ยืนนิ่งจ้องมอง .. การปรากฏตัวของหงส์นภา .. แสดงว่า เวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป' ในตำนานสมควรมีอยู่จริงเป็นแน่แล้ว
อุทัยกล่าวย้ำ "เพื่อรักษาพันธสัญญา รีบเปิดเวทมนตร์สังหารนั้นโดยเร็ว"
"มิได้!!!" เสียงตวาดขัดจังหวะจากราชครูมหาเวท
ราชครูเฒ่าเครากระตุก .. มันจะปล่อยให้เวทมนตร์นั้นถูกเปิดขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้วกองทัพนับแสนของมันต้องถูกทำลายจนไม่เหลือ
ภายในมิติสีขาวก่อเกิดกลุ่มปราณสีม่วงและดวงดาวพร่างพราย พลังปราณดาวดึงส์ถูกเร่งเร้าจนทะลุขีดสุดของพลัง ที่มือของราชครูมหาเวทมีกระบี่เล่มเขื่องปรากฏขึ้น
.. 'กระบี่เทวะการีย์'
.. ศาสตราวุธวิเศษแห่งดินแดนมนุษย์
.. ในช่วงความเป็นความตาย ราชครูมหาเวทไม่รีรอที่จะนำกระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นออกมา
ลักษณะเป็นกระบี่โบราณยาวกว่าสี่ศอก โคนกระบี่หนาหนึ่งคืบตัวกระบี่ลู่แหลมจรดปลายได้สัดส่วน ด้ามกระบี่พันด้วยหนังกระทิงพสุธา หัวด้ามและโกร่งกระบี่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า สันกระบี่สลักลวดลายสีทองงามวิจิตร คมกระบี่ทั้งสองด้านคมกริบส่องประกายศักดิ์สิทธิ์พิสดาร
"คงต้องถาม .. กระบี่เทวะเล่มนี้ก่อน .." เสียงของราชครูมหาเวทดังกึกก้องไปทั่วทั้งมิติ มันถือกระบี่วิเศษขึ้นชี้หน้าหงส์นภา .. ท่วงท่าดังเทพเซียนลงมาจากสรวงสวรรค์
"โอหัง ! กร๊าซซซซซ" หงสราชตวาดอีกครั้ง มนุษย์ผู้มาเยือนเหล่านี้ล้วนไร้สัมมาคารวะ .. ผู้หนึ่งขู่เข็ญทวงถามพันธสัญญา .. อีกผู้หนึ่งยโสนำกระบี่มาชี้หน้าข่มขู่
หงสราชยืดกายสยายปีกทั้งสองข้างออก พลังแห่งสัตว์เทวะชั้นสูงแผ่กระจายเป็นแสงสีขาวนวลเจิดจ้า
อุทัยจ้องมองทั้งสองซ้ายทีขวาที .. แล้วกล่าวว่า "นี่ .. เจ้าราชครูเฒ่าไปกินดีหมีพันปีมาหรืออย่างไร จึงหาญกล้าต่อสู้กับสัตว์เทวะเช่นหงส์นภา .."
เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดมาเกาะบ่าขวาของอุทัย กล่าวว่า ".. ตามที่บ่าวรู้ .. หงส์นภาถึงแม้มิใช่สัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า"
"แต่ก็เป็นสัตว์เทวะชั้นสูง มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง .." มันทำท่าครุ่นคิดกล่าวลากเสียง "เพียงแต่ ......"
เจ้าเวรุงกะกล่าวต่อ ".. ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือวิญญาณที่ถูกจองจำดวงหนึ่ง .. มิรู้มันมีพลังเหลืออยู่เท่าใด"
ม๊าววว .. เจ้าแมวน้อยซิงซิงกระโดดมาเกาะบนบ่าซ้ายอีกตัว นางนำขาหน้าขึ้นชี้แล้วกล่าว "นั่น .. กระบี่ศักดิ์สิทธิ์เทวะการีย์ .."
"มีตำนานเล่าว่า .. หลังสงครามใหญ่บนสรวงสวรรค์ เทวะจริงแท้องค์หนึ่งได้ประทานสิ่งของวิเศษตอบแทนให้แก่มนุษย์"
"หนึ่งนั้นคือกระบี่คู่มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ สามารถสังหารเทวะได้ในกระบวนท่าเดียว .. กาลเวลาล่วงมาหลายกัปกัลป์ สุดท้ายตกทอดเป็นศาสตราวุธอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินมหาการีย์"
กร๊าซซซซซ .. หงสราชร้องกึกก้อง .. มันโก่งคอกระพือปีกพึ่บๆ พั่บๆ ส่งพลังปราณขาวใสกระจายพุ่งใส่ราชครูเฒ่า ความแหลมคมของปราณพลังทำมิติถูกเฉือนออกเป็นริ้วๆ ทั้งยังรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน
ราชครูมหาเวทเร่งเร้าพลังปราณดาวดึงส์สีม่วงจนเข้มข้นรุนแรง ดวงดาวนับหมื่นแสนรวมตัวกันเป็นสายดังทางช้างเผือก ส่องประกายวิบวับระยิบระยับจนอุทัยแสบตา
.. กระบี่เทวะการีย์ในมือนิ่งไม่สั่นไหว คนก็สงบผนึกสมาธิแน่นิ่ง
.. ราชครูมหาเวทกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบี่ .. กระบี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชครูมหาเวท
.. ทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งเดียว .. คมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย พุ่งทะยานเข้าใส่หงส์นภาในบัดดล
.. กระบี่ศักดิ์สิทธิ์พุ่งผ่านพลังขาวใสอันแล้วอันเล่า พลังปราณสังหารถูกตัดทะลุราวแผ่นกระดาษสาอันบอบบาง
.. ฉั๊ววววะ !!! ราชครูมหาเวทใช้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทะลวง พุ่งผ่านหน้าอกของหงสราชทะลุออกไปด้านหลัง
อุทัยและเจ้าเวรุงกะถึงกับปากอ้าตาค้าง .. พวกมันมิคาดคิด สัตว์เทวะเช่นหงส์นภากลับใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้
ส่วนซิงซิงในสภาพแมวน้อยก็อดขนลุกมิได้เช่นกัน .. ราชครูเฒ่าผู้นี้สมแล้วที่อยู่ลำดับสามของแผ่นดิน การต่อสู้กับนางเมื่อครู่เป็นเพียงการหยอกเย้าผู้เยาว์ไป
กร๊าซซซซซซซซ .. หงสราชร้องอย่างเจ็บปวดแทบขาดใจ .. ปลายปีกทั้งสองกุมปิดช่องโบ๋กลางหน้าอก "กระบี่นั่น .. กระบี่ของเทวา .. อ๊ากกกก" กล่าวยังไม่ทันจบดวงตาของมันก็เหลือกถลน
ร่างของราชครูมหาเวทร่อนลงพื้นหยุดสงบนิ่ง ยืนถือกระบี่ขวางๆ ห่างไปนับยี่สิบก้าว
โครมมมม ! หงสราชล้มลงทำหมอกขาวที่พื้นฟุ้งกระจายไปทั่ว คอยาวเหยียดพาดพื้น ตัวสั่นกระตุกหอบจนลิ้นห้อย
อุทัยพุ่งเข้าหาโดยทันใด กล่าวว่า "เจ้าหงส์นภา .. เจ้ายังตายไม่ได้ .."
แมวน้อยซิงซิงกล่าว "มันตายแน่แล้ว .. ม๊าวววว .."
หงสราชเหลือกตาขึ้นมองอุทัย "อันใดของเจ้าอีก .. วิญญาณของข้าใกล้แหลกสลายแล้ว"
อุทัยยังคงทวงสิ่งของ "แล้วพันธสัญญาเล่า .. เปิดใช้เวทมนตร์สังหารโดยทันใด .."
หงสราชตัวสั่นกระตุกไม่หยุดกล่าวว่า "ข้า .. ข้าใกล้ตายแล้วยังทวงพันธสัญญาอันใด" เมื่อวิญญาณของมันสูญสลาย การรักษาสัญญาใดๆ ก็ไม่คงอยู่อีกต่อไป
อุทัยกล่าวต่อ "เจ้ายังไม่ตายง่ายๆ ดอก ฮา .." ว่าแล้วก็นำฝ่ามือทาบหน้าฝากของหงสราช ทำการถ่ายทอดพลังปราณเทวะจริงแท้เข้าไป
หงสราชเย็นวาบไปทั่วทั้งอณู พลังวิญญาณค่อยๆ รั้งรวมคืนมา แต่ขนหัวของมันลุกตั้งด้วยความหวาดกลัว
"ยั้งมือก่อน ! เจ้าช่างโหดร้ายนัก" หงสราชรีบกล่าวจนลิ้นพันกัน ".. ใช่เปนอสูรจำแลงมาหรือไม่ ! ปลดปล่อยดวงวิญญาณข้าเสียทีเถิด ข้าไม่ต้องการคงอยู่อีกต่อไปแล้ว .."
อุทัยทำท่าแปลกใจ "ไม่สูญสลายไป .. เจ้าไม่ยินดีหรอกหรือ .." มันทำท่าครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อ ".. หรือเจ้าอยากตาย .. ก่อนตาย เปิดเวทมนตร์สังหารนั้นได้หรือไม่ .."
หงสราชผงกหัวขึ้นจ้องมองอุทัยด้วยสายตารำคาญสุดขีด ".. เช่นนั้น .. เจ้านำไปเปิดใช้เองเถิดหนา .." กล่าวจบปรากฏลูกไข่กลิ้งออกมาสี่ฟอง แต่ละฟองขนาดราวสองศอกและมีสีที่แตกต่างกัน
หงสราชกล่าว "สีแดง 'ล้างปฐพี'.. สีเหลือง 'ห้ามสุริยัน' .. สีเขียว 'ทะยานสวรรค์' .. และสีขาว คือ 'หงส์กำเนิด' .."
อุทัยยื่นมือออกคว้าจับ ไข่ทั้งสี่ฟองกระโดดเด้งเข้าหาราวมีชีวิต ไข่ฟองใหญ่หดเล็กลงจนเท่าไข่จิ้งจก แล้วจมหายไปในฝ่ามือของมัน
"ให้มาตั้งสี่ฟอง .. ใช่อย่างไรเล่า .." อุทัยกล่าวถาม
หงสราชกล่าวอย่างหงุดหงิด "เจ้าผู้นี้ .. ช่าง .." ท่าร่างของมันหยุดชะงัก
.. ร่างกายหงสราชสั่นสะท้าน ดวงตาแตกตื่นชูหัวขึ้นมองด้านบนโดยทันใด
.. ที่เบื้องบนมีสายวิชชุนับร้อยสายพาดกระจายเต็มผืนฟ้าส่งเสียงดัง เปรี๊ยะ ! เปรี๊ยะ ! ..
.. หงสราชตัวสั่นไม่ยอมหยุด ความหวาดกลัวฝังอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณของมัน
.. คลืนนน !!! เมฆสีดำหมุนวนราวบังเกิดมหาพายุ .. ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งเหินบินออกมาด้วยความรวดเร็วอันน่าตระหนก
อุทัยเห็นท่าไม่สู้ดีรีบถอยกรูดออกมาโดยฉับพลัน เป็นเวลาเดียวกับร่างนั้นร่อนลงกระทืบเข้าที่กลางหลังหงสราชอย่างรุนแรง
โครมมมมมมม !!!!!!! หมอกขาวฟุ้งกระจายอย่างแรง .. หงสราชถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าคู่หนึ่ง ตัวของมันบี้แบนจนแทบจมทะลุลงพื้น .. สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำอุทัยตาแทบถลนหลุดออกมาจากเบ้า