ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่52 เหนือความคาดหมาย

            สมาชิกของกลุ่มเหอเจี๋ยสิ้นชีพไปอย่างรวดเร็วด้วยพิษร้ายของอสรพิษสองหัวพิษนี้มีความเข้มข้นสูงมากเมื่อถูกปล่อยออกมาสัมผัสตัวก็เริ่มกัดกร่อนทันทีเพียงสัมผัสเล็กน้อยก็ลุกลามไปทั่วดั่งจุดไฟเผาป่าที่ลุกลามและโหมไหม้อย่างรุนแรง

     

              นั่นทำให้พวกมันทั้งหมดดวงตาเบิกโพลงยากที่จะสงบสีหน้าขาวซีดมีความหวดหวั่นเผยให้เห็นในแววตาจากนั้นทั้งหมดก็พร้อมใจกันร่นถอยอย่างฉับไว

     

              โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนิงจินออกทะยานพุ่งตัวไปโดยไม่รั้งรอใคร และยังวิ่งอย่างสุดกำลังหนิงจินรู้ดีว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่หยุดเจ้างูตัวนี้ได้นั่นก็คือถ้ำแห่งนั้น!

     

              การตามล่าได้เริ่มขึ้น อสรพิษสองหัวเลื้อยตามไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและความเร็วนั้นก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดพลังขั้นกลางถึงขั้นสูงเลยแม้แต่น้อยผู้ติดตามของหนิงจิน เหรินอวิ้นอวี้ และเหอเจี๋ยฝืนต้านรับอสรพิษสองหัวอยู่เพื่อเปิดจังหวะให้ทั้งสี่คนที่เหลือมีเวลาในการเตรียมพร้อมรับมือในถ้ำมากยิ่งขึ้น

     

              แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็มีความสำคัญอย่างมากและแน่นอนว่าต้องมีผู้ที่สละชีพอีกเป็นแน่

     

              หนิงจิน เหรินอวิ้นอวี้ เหอเจี๋ยและชายอาภรณ์ฟ้าเร่งความเร็วขึ้นอีกเพื่อให้ทั้งสามคนที่ฝืนต้านรับถอยร่นตามมาได้โดยเร็ว

     

              ไม่นานนักก็มาถึงถ้ำที่วางกับดักไว้กับดักของหนิงจินนั้นเรียบง่ายมากเพียงวางอาคมไว้ด้านบนเพดานถ้ำที่มีโขดหินย้อยลงมาเมื่อหนิงจินเริ่มร่ายอาคมอีกครั้งโขดหินเหล่านั้นจะพุ่งลงมาทันที

     

              ส่วนผู้ติดตามทั้งสามนั้นยังไม่มีใครต้องสังเวยชีวิตไปแต่ก็ยังมีบาดแผลให้เห็นตามตัว โดยเฉพาะผู้ติดตามของเหอเจ๋อที่แขนซ้ายได้หายไปเนื่องจากต้องตัดทิ้งไปเพราะโดนพิษเข้าที่แขนซ้าย สีหน้าของมันซีดเผือด แววตาเลื่อนลอยด้วยพิษร้ายที่ยังไม่หมดไปแม้ว่าจะตัดแขนที่ถูกพิษออกไปแล้วก็ตาม

     

            ผู้ติดตามของคุณชายหนิงและเหรินหอบหิ้วเอาชายผู้นั้นตามเข้ามาอย่างทุลักทุเลอสรพิษนั้นก็ตามอย่างไม่ลดละทว่าเรื่องนี้น่าแปลกนักเหตุใดสัตว์อสูรที่มีความเร็วเทียบเท่าระดับกำเนิดพลังขั้นกลางจนอาจถึงปลายถึงได้มีความเร็วช้ากว่าพวกมันที่มีขอบเขตแดนกายถึงเพียงนี้

             

            “เรื่องนี้ดูจะไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างมากในคราแรกที่ติดตามนั้นอสรพิษได้เร่งความเร็วเกือบถึงขีดสุดทว่าต่อมาได้ลดความเร็วลง นั่นไม่ใช่เพราะผู้ติดตามทั้งสามไปต้านรับไว้เป็นแน่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจต้านทานและลดความเร็วของเจ้าอสรพิษได้ถึงเพียงนี้ น่าแปลกเกินไป!”ชายอาภรณ์ฟ้าเป็นผู้เดียวที่ครุ่นคิด แต่มันก็ยังไม่อาจหาต้นตอได้อยู่ดี

             

            ทว่าเมื่อทั้งสามคนหอบหิ้วกันเข้ามา ชายอาภรณ์ฟ้าก็ได้คำตอบทันทีเมื่อกลิ่นเลือดนั้นฟุ้งกระจายเข้ามาในถ้ำภายในส่วนลึกของถ้ำก็ได้เกิดความเคลื่อนไหว

             

            แปะ แปะ!เสียงเดินออกมาจากภายในส่วนลึกของถ้ำ เสียงฝีเท้านั้นค่อนข้างหนักแน่นเหยียบเต็มเท้า ทว่าเท้านั้นคงจะเป็นเท้าเล็กหากฟังดีๆจะรู้ได้ว่านี่คือสัตว์อสูรสี่ขา

             

            เสียงฝีเท้าที่เข้าใกล้มานี้ทำให้สีหน้าขอกพวกมันทั้งหมดต้องหมองคล้ำอารมณ์ความรู้ทั้งอัดอั้น ทั้งหวาดกลัว ทั้งท้อแท้ความรู้สึกด้านลบได้มารวมตัวกันในทันใด

            วี๊ด!!

             

            การโจมตีของสัตว์อสูรภายในถ้ำได้เริ่มขึ้นแล้ว!!

             

            “เสียงร้องนี่มันการโจมตีอะไรกันเหตุใด ถึงปวดหัวเช่นนี้...อ๊าก!!”

             

            พวกมันทั้งหมดไม่มีใครสามารถต้านทานเสียงแหลมนี้ได้เลยถึงขั้นทำให้โสตประสารทเกิดความเสียหาย ยังดีที่ยังทรงตัวอยู่ได้และสติยังไม่พร่าเลือนไป

             

            ตู้ม!!

             

            หนิงจิน เหรินอวิ้นอวี้ เหอเจี๋ยและชายอาภรณ์ฟ้าระเบิดพลังลมปราณออกมาปกป้องทั้งตนเองและผู้ติดตามทั้งสามในเวลานี้ไม่มีใครสนว่าเป็นพวกใครต่างพากันช่วยปกป้อง

             

            ทั้งผู้ติดตามทั้งสามยังได้รับบาดเจ็บมาไม่สามารถปกป้องตนเองได้ทำได้เพียงพยายามโคจรลมปราณให้เกิดความเสถียร คุณชายทั้งสี่จึงจำเป็นต้องปกป้องถึงอย่างไรการมีคนจำนวนเจ็ดคนก็ดีกว่าสี่คน

             

            ขณะที่เจ้าสัตว์อสูรทั้งสองกำลังเข้าใกล้พวกมันเรื่อยๆเสียงหัวใจก็พากันสั่นอึกทึกครึกโครม! เหงื่อเย็นไหลอาบทั่วร่าง ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นทว่าแววตานั้นเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่น

             

            ขณะนั้นหนิงจินเหรินอวิ้นอวี้ เหอเจี๋ย และชายอาภรณ์ฟ้าก็เริ่มการเคลื่อนพลังสายหนึ่งในจังหวะที่สัตว์อสูรจะมาถึงตัวอีก สิบจั้ง...แปดจั้ง...ห้าจั้ง!

             

            “ทุกคนลงมือ!!” หนิงจินตวาดลั่น! ทันใดนั้นก็เกิดกระแสลมกระโชกผ่านหน้าสัตว์อสูรทั้งสองไปบุคคลทั้งเจ็ดหลุดจากกลางวงสัตว์อสูรได้แล้ว สีหน้าของพวกมันดีขึ้นเล็กน้อย

             

            ทว่าแค่นี้มันยังไม่พอสลัดให้หลุดจากสัตว์อสูรพวกนั้น หนิงจินไม่รอช้าร่ายอาคมกับดักอาคมทำงาน! เพดานถ้ำที่อยู่ข้างบนของสัตว์อสูรเกิดวงแหวนอาคมสีแดงมีลวดลายอักขระที่ไม่เด่นชัดเท่าไหร่ครอบคลุมทันทีที่มันเริ่มหมุน โขดหินแหลมคมที่ติดอยู่บนเพดานถ้ำก็ได้ถล่มลงมา

             

            ตูม ตูม ตูม!!

             

            เกิดควันฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วผู้เข้าทดสอบทั้งเจ็ดใช้จังหวะนี้ถอยร่นออกไปนอกถ้ำ

             

              ต่างพากันถอนหายใจยาวคราหนึ่งอย่างโล่งอก“ในที่สุดก็รอดมาได้”

     

              ในช่วงเวลาขับขันนั้นจิตใจพวกมันระส่ำระส่ายยิ่งไหนเลยคาดคิดว่าจะพบสัตว์อสูรระดับสามด้วยกันถึงสองตัวอีกทั้งสองตัวนี้ยังมีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น หนึ่งการใช้พิษ สองการทำลายระบบประสาทนี่มันเป็นการพบปะที่แย่ที่สุด ประหนึ่งการหนีเสือเจอหมาป่าก็ไม่ปาน

     

              ในถ้ำไร้การเคลื่อนไหวชั่วคราวถือเป็นช่วงพักหายใจของกลุ่มทั้งสองไปในตัว

     

              ทว่าความสงบมักจะเกิดได้ไม่นานความวุ่นวายมักจะตามมา

     

              วี๊ด!!!!

     

              คราวนี้คลื่นเสียงดังและรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าคลื่นเสียงเข้าทำลายระบบประสาท ทั้งเจ็ดต่างพากันร้องเจ็บปวดทุรนทุราย

     

              “อ๊าก...นี่มันอะไรกัน....ทำไมข้าถึงได้ปวดหัวเช่นนี้..”

     

              “ข้าก็...เช่นกัน.....ประสาทสัมผัสก็...แปลก....”อั่ก! จู่ๆโลหิตตีขึ้นภายในร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงรวนไปหมด ไม่สามารถโคจรพลังได้เลย

     

              ทั้งเจ็ดต่างรู้สึกย่ำแย่สีหน้าหมองคล้ำอย่างที่สุด จะมีเพียงชายแขนขาดที่ใบหน้าซีดเผือด

     

            แม้แต่ชายอาภรณ์ฟ้าที่ปกตินั้นแสดงสีหน้าไร้อาภรณ์ไม่พูดไม่จาตลอดเวลาก็ยังต้องเปลี่ยนสีหน้าไปพร้อมกับเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ขมขื่น

             

            มันส่ายหน้าไปมาเบาๆพร้อมกับแย้มยิ้มรอยยิ้มที่ขมขื่นขณะที่กำลังค่อมตัวลงจากนั้นก็กล่าวขึ้น “เฮ้อ...หมดเวลาเล่นแล้วสินะ”หลังจากกล่าวชายอาภรณ์ฟ้าก็ส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง

             

            “ฮ่า ฮ่า หนิงจินท่านเห็นหรือไม่ว่าแม้ท่านจะมีความสามารถในการวางแผนดีเช่นไร แต่นั้นก็ยังไม่พ้นลิขิตแห่งสวรรค์คนคำนวณมิสู้ลิขิตฟ้า มิสู้ลิขิตฟ้า! ฮ่า ฮ่า!” ชายอาภรณ์ฟ้าหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งคล้ายเป็นการเยาะเย้ยตนเอง หนิงจินก็มีใบหน้าบิดเบี้ยวขึ้นทันใด

             

            การกล่าวออกมาเช่นนี้ล้วนแฝงไว้ด้วยความนัยไม่เพียงที่มันจะเยาะเย้ยตนเองเท่านั้นแต่กลับเยาะเย้ยหนิงจินด้วยหนิงจินจะมีสีหน้าที่อัปลักษณ์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

             

            ชายอาภรณ์ฟ้าสูดลมหายใจเต็มปอด นัยน์ตาเปล่งประกาย

             

            ตู้ม!!!!

             

            ชายอาภรณ์ฟ้าระเบิดพลัง!กระแสพลังถูกปลดปล่อยออกไปอย่างรุนแรงพัดเอาเศษดินหินกระเด็นลอยไปคนละทิศทาง คลื่นพลังหยวนเปิดเผยระดับพลังที่แท้จริง!

             

            “ขอบเขตแดนพลัง ระดับกำเนิดพลัง!!” หนิงจินและเหรินอวิ้นอวี้โพล่งเสียงขึ้นมาทำให้ทุกคนต้องหันไปมองที่ชายอาภรณ์ฟ้าเสียใหม่

             

            “ที่แท้เจ้าก็ปกปิดพลังของตนเองไว้ ดีนักนะ!” หนิงจินกัดฟันกรอดมันเจ็บใจอย่างมากที่ต้องสูญเสียกำลังหนีออกมาอย่างทุลักทุเลและยังต้องบาดเจ็บอีกจวบจนมาถึงที่นี่ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากสัตว์อสูร ทั้งผู้ติดตามยังพากันบาดเจ็บไม่น้อยแต่ชายผู้นี้กลับปกปิดพลังไว้แต่แรก

             

            หากชายอาภรณ์ฟ้านี้เปิดเผยพลังที่แท้จริงแต่แรกคงไม่ต้องบาดเจ็บกันมากมายและสิ้นเปลืองกำลังถึงเพียงนี้!

             

            ใครจะรู้ว่าหนิงจินที่ว่าชาญฉลาดแล้วยังไม่สู้ชายอาภรณ์ฟ้านี้เลยการปกปิดพลังของมันแม้ไม่ได้มีเคล็ดวิชาลมปราณแปรผันอย่างหนิงเฟยหลงแต่ก็ยังสามารถปกปิดโดยไม่มีการเล็ดรอดของพลังออกมาแม้แต่น้อย

             

            ทั้งแผนการก็ยังลึกล้ำกว่าแม้ว่าจะเสียคนฝั่งตนไปหนึ่งคนแต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก เมื่อแลกกับการบาดเจ็บของหนิงจินและเหรินอวิ้นอวี้

             

            แผนการของหนิงจินกลับตาลปัตร จะไม่ให้มันโมโหได้อย่างไรกันจากที่จะมาหลอกเอาแก่นอสูร แต่กลายเป็นสูญเสียอย่างหนัก!

             

            “เจ้านี่มันเลือดเย็นเกินไปแล้ว!!” หนิงจินตะโกนร้องสบถด่าอยู่ภายในใจ

             

            “ย้าก!!!”ตู้ม!! เหรินอวิ้นอวี้เองก็ลุถึงโทสะโกรธแค้นชายอาภรณ์ฟ้ามิใช่น้อยมันระเบิดพลังลมปราณขั้นที่สิบออกมาพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรแทนที่จะเป็นชายอาภรณ์ฟ้าที่บัดนี้ปรากฏตัวแล้วรูปร่างของมันคล้ายกับกิ้งก่ายักษ์เพียงแต่หัวของมันนั้นปูดบวมพองโตใหญ่นัก

             

            “กายากระทิงเหล็ก!!” สิ้นเสียงคำรามเหรินอวิ้นอวี้จากที่รูปร่างผอมบาง ร่างกายก็ขยายใหญ่ขึ้นสูงถึงสิบฉื่อ! บนร่างกายก็เผยให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่แน่นขนัด รูปร่างของมันในตอนนี้ดูใหญ่โตมาก

             

            เหรินอวิ้นอวี้เลือกที่จะใช้พลังกายในการต่อสู้ในครั้งนี้แทนที่จะใช้วิชากระบี่นั่นเพราะชายหนุ่มเกรงว่าจะไม่สามารถต้านทานพิษได้หากเจ้าอสรพิษยังอยู่จึงเลือกใช้กายากระทิงเหล็กแทน

             

            วิชากายากระทิงเหล็กเป็นวิชาพลังกายในระดับขั้นที่ห้ามีความสามารถต้านทานทางกายภาพสูงมาก แม้แต่อาวุธชั้นสูงก็ยากจะผ่านปราการนี้ไปได้

             

            ไม่เพียงเท่านั้นการโจมตีก็นับว่าไม่เป็นรองการป้องกันมันทั้งสามารถป้องกันและโจมตียอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นต้นได้แต่นั่นต้องแลกมาด้วยการทุ่มเททั้งหมดที่มี!

             

            “วิชาพลังกายอย่างนั้นหรือ? น่าสนใจ!” ชายอาภรณ์ฟ้ากล่าวออกมาด้วยความสนใจมันไม่กลัวจะดึงดูดสายตาผู้คนเลยแม้แต่น้อยคล้ายว่าไม่เห็นผู้ใดในที่นี้อยู่ในสายตา

             

            ไม่เพียงแต่ชายอาภรณ์ฟ้าเท่านั้นที่มองไปที่เหรินอวิ้นอวี้อย่างสนอกสนใจยังมีดวงตาอยู่คู่ที่จ้องมองมาอย่างไม่ละสายตา "หึ หึ"

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน