หลินเสี่ยวจู้รับฟังถ้อยคำที่เซียวเจิ้งเพียรพยายามเกลี้ยกล่อมเธอ สีหน้าบึ้งตึงค่อย ๆ คลายลง แต่ความขุ่นเคืองใจยังคงไม่หายไป เธอกัดริมฝีปาก กล่าวขึ้นมาว่า “ถึงพี่จะพูดถูก แต่ฉันก็ยังไม่ยอมยกโทษให้เธออยู่ดี”
“ทำไมล่ะ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถาม “เพราะหลินฮั่วอินทำให้เธอเจ็บเหรอ?”
“เท่านี้ยังไม่พออีกเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้ถามกลับไป “ในเมื่อเธอเป็นพี่สาวของฉัน เธอก็ควรที่จะปกป้องฉันไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้มาทำร้ายฉันแทนล่ะ?”
เซียวเจิ้งยิ้มอย่างขื่นขม “เธอรู้ไหมว่าฉันอิจฉาเธอมากแค่ไหน?”
“อิจฉาเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้ผงะไป
“เธอมีคนที่รักเธอมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวด แต่ก็ยังมีคนคอยดูแลเธอเสมอ พี่สาวของเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายเธอหรอก ที่เธอสามารถโมโห ไม่ชอบพี่สาวของเธอได้ ก็เพราะเธอรู้ว่า ไม่ว่าเธอจะสร้างปัญหาอย่างไร้เหตุผลขนาดไหน ก่อเรื่องไม่รู้จักจบสิ้นยังไง สุดท้ายพี่สาวของเธอก็จะต้องยอมแพ้และมาขอโทษเธออยู่ดี ถูกต้องไหม?” เซียวเจิ้งกล่าวแทงใจดำ
หลินเสี่ยวจู้ผู้ถูกแทงใจดำ กล่าวออกมาอย่างดื้อดึง “ถึงยังไงฉันก็ไม่ยอมยกโทษให้เธอหรอก!”
“ถ้าหลินฮั่วอินไม่ใช่พี่สาวของเธอ แต่เป็นแค่เพื่อนของเธอ หรือเป็นคนแปลกหน้า เธอจะยังดื้อรั้นแบบนี้อยู่ไหม? ความเอาแต่ใจ ทำตัวเป็นเด็กของเธอจะยังได้รับการตอบสนองแบบนี้อยู่ไหม? หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ หลินฮั่วอินจะยังสนใจเธออยู่ไหม?” เซียวเจิ้งลูบหัวหลินเสี่ยวจู้ “เธอควรจะมีความสุขนะ เพราะถึงยังไงเธอก็ยังมีคนที่รักเธอ คอยเป็นห่วงเป็นใยเธออยู่ข้างกาย บางคนน่ะ แม้แต่คนในครอบครัวที่จะให้ทะเลาะด้วย ก็ยังไม่มีสักคนเลยด้วยซ้ำ และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำตามใจตัวเอง หรือทำตัวดื้อรั้นตามอำเภอใจ เพราะพวกเขารู้ว่า ถ้าพวกเขาดีใจหรือร้องไห้ ก็จะไม่มีใครที่มีความสุขและเศร้าใจไปกับพวกเขา”
“ใครจะน่าสงสารได้ถึงขนาดนั้น?” หลินเสี่ยวจู้ผู้มีนิสัยเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก เงยใบหน้าหวานขึ้นมา และกระพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ยถาม
“ฉันนี่ไง” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้มขื่นขม
“พี่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้องเลยเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้ขมวดคิ้วเล็กน้อย และเอ่ยถามด้วยความทุกข์ใจ
“ฉันเป็นเด็กกำพร้าก็เลยไม่มีพ่อแม่ ฉันเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็เลยไม่มีญาติพี่น้อง แม้แต่เพื่อนก็ยังมีน้อยจนน่าสงสารเลยล่ะ” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ จากนั้นดึงหลินเสี่ยวจู้ให้ลงมานั่งบนขอบถนน และพูดกับเธอด้วยความจริงจัง “เสี่ยวจู้ ฉันรู้ว่าเธอเป็นคุณหนูที่ใช้ชีวิตอย่างเพียบพร้อมมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอต้องจำไว้ด้วยว่า เธอสามารถโกรธ หรือตัดขาดกับใครก็ได้ แต่เธอจะต้องรู้จักทะนุถนอมคนในครอบครัวของเธอ เพราะเพื่อนที่อยู่ข้างกายเธออาจจะมาคบกับเธอเพราะมีจุดประสงค์หรือความทะเยอทะยานบางอย่าง มีแค่คนในครอบครัวของเธอเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่าเธอจะบินสูงสักแค่ไหน บินไปไกลพอหรือยัง พวกเขาสนใจแค่ว่าในระหว่างที่บิน เธอจะเหนื่อยไหม ต้องการพักผ่อนไหม เมื่อเพื่อนหายไป เธอก็ยังสามารถหาเพื่อนใหม่ได้ แต่ถ้าคนในครอบครัวหายไป เธอจะเหลือตัวคนเดียว”
เซียวเจิ้งกล่าวออกมาอย่างจริงใจ นี่ไม่ใช่ความจริงที่เขาได้เรียนรู้มาจากความสันโดษตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรอกเหรอ?
เขาไม่ได้พยายามที่จะปลูกฝังหลักการที่ยิ่งใหญ่ให้กับหลินเสี่ยวจู้ สิ่งที่เขาต้องการคือ ทำให้หลินเสี่ยวจู้ตระหนักถึงคุณค่าของความรักภายในครอบครัวที่เขาไม่มีวันได้รับตลอดชีวิต
หลินเสี่ยวจู้รับฟังถ้อยคำที่ลึกซึ้งของเซียวเจิ้ง เธอหันศีรษะเล็กน้อย จ้องมองใบหน้าเคร่งขรึมของเซียวเจิ้ง ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าพี่เขยผู้ลึกลับคนนี้ นอกจากความขี้เล่น ตลกขบขัน เขายังมีความโศกเศร้าบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจ และไม่ยอมเปิดเผยให้คนนอกรับรู้ง่าย ๆ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะคว้าแขนของเซียวเจิ้ง และกล่าวออกมาอย่างเป็นธรรมว่า “พี่เขย นับจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเป็นคนในครอบครัวของพี่เอง!”
“ถ้าเธอตัดขาดกับพี่สาวของเธอจริง ๆ งั้นเธอก็เป็นน้องเมียของฉันไม่ได้แล้วนะ” เซียวเจิ้งกล่าวติดตลก
“ฉันไม่ได้จะตัดขาดกับเธอจริง ๆ สักหน่อย” หลินเสี่ยวจู้เบ้ปาก กล่าวขึ้นมา “ฉันก็แค่อยากให้บทเรียนกับเธอ ต่อไปเธอจะได้ไม่หยิ่งผยองอีก!”
“งั้นเป้าหมายของเธอก็สำเร็จแล้ว ตอนนี้กลับไปกับพี่เขยดีกว่า อย่าปล่อยให้พี่สาวของเธอต้องกังวลเลย” เซียวเจิ้งส่งยิ้ม พลางลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “ออกมาข้างนอกกับฉันตอนกลางดึกแบบนี้ พี่สาวของเธออาจจะกระวนกระวายอยู่ก็ได้ ถ้าไม่กลับไป ฉันกลัวว่าเธอจะแจ้งตำรวจมาจับฉันจริง ๆ”
หลินเสี่ยวจู้หัวเราะจนน้ำตาไหล และกล่าวว่า “พูดเหมือนพี่เป็นคนบ้ากามเลย!”
สีหน้าของเซียวเจิ้งพลันแข็งทื่อ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เมื่อ 3 ปีก่อน พี่เขยถูกเรียกว่าเป็นโจรเด็ดบุปผาอันดับต้น ๆ ของเมืองหมิงจู สวรรค์รู้ดีว่ามีสาว ๆ อยู่ในมือของพี่มากเท่าไหร่”
หลินเสี่ยวจู้หัวเราะคิกคัก “โม้ชัด ๆ! มีโจรเด็ดบุปผาที่ไหนที่หน้าตาไม่ดี ไม่มีความสามารถ? ถ้าพี่เขยจะเป็นโจรเด็ดบุปผา อย่างน้อยหน้าตาก็ไม่ผ่านเกณฑ์แล้ว”
“ในเมื่อผู้ชายหน้าตาดีเป็นเสือผู้หญิงได้ ผู้ชายหน้าตาธรรมดาอย่างพี่เขยก็เป็นโจรเด็ดบุปผาได้เหมือนกัน” เซียวเจิ้งทำหน้าตาดุร้าย แสร้งทำตัวเป็นหมู หลอกให้หลินเสี่ยวจู้กลัว
“ช่วยด้วย! พี่เขยจะรังแกน้องเมียแล้ว!”
บนถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน หลินเสี่ยวจู้ตะโกนออกมาและวิ่งกลับไปยังวิลล่า ส่วนเซียวเจิ้งยังคงแสร้งทำหน้าตาดุร้าย กางกรงเล็บข่มขู่ ทำท่าจะจัดการน้องสาวของภรรยา
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภายในวิลล่ายังคงสว่างไสวอยู่เช่นเคย หลินฮั่วอินกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าซีดเซียว ดวงตาเลื่อนลอย เหมือนพ่ายแพ้ให้กับการต่อสู้ในวงการธุรกิจ เธอดูโศกเศร้าและหดหู่เป็นอย่างมาก และทันทีที่เห็นทั้งสองคนเปิดประตูเข้ามาในบ้าน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ความโกรธไม่ได้ถาโถมเข้ามา เธอเพียงแค่ดื่มน้ำชา ส่งเสียงออกมาผ่านสันจมูกที่งดงาม ดูหยิ่งยโสและไร้ความปรานีเป็นอย่างยิ่ง
ภายใต้การส่งสัญญาณของเซียวเจิ้ง หลินเสี่ยวจู้เดินตรงเข้าไปในห้องนั่งเล่น เผชิญหน้ากับใบหน้าสวยที่บึ้งตึงและซีดเผือดของหลินฮั่วอิน แล้วพูดขึ้นมาว่า “พี่ ฉันขอโทษนะ เมื่อกี้นี้ฉันไม่ควรออกไปจากบ้าน และไม่ควรเถียงพี่เลย”
“ฮึ่ม!”
หลินฮั่วอินส่งเสียงออกมาอย่างเย็นชา เธอไม่มอง ไม่จ้องอีกฝ่าย
“พี่ พี่โกรธฉันจริง ๆ เหรอ?” หลินเสี่ยวจู้ทำตัวเป็นเด็กอย่างเต็มที่ เธอนั่งลงข้าง ๆ หลินฮั่วอิน จับแขนของอีกฝ่าย แล้วพูดออกมา “พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ พี่ไม่ควรที่จะใจแคบขนาดนั้น”
“ใครเป็นพี่น้องกับเธอ?” หลินฮั่วอินพ่นลมหายใจออกมา “เมื่อกี้นี้เธอเพิ่งพูดเองไม่ใช่เหรอว่า ฉันไม่เห็นว่าเธอเป็นน้องสาว? ไม่ใช่ว่าอยากจะตัดความสัมพันธ์กับฉันแล้วเหรอ?” อาจจะเป็นเพราะพูดถึงเรื่องที่น่าเศร้า ดวงตาของหลินฮั่วอินจึงคลอไปด้วยน้ำตา เธอกำลังเสียใจมาก
“โธ่ พี่ พี่ก็รู้จักฉันดี ตอนเปิดปากพูดอะไรออกไป ฉันไม่เคยคิดหรอก พี่จะเอามาคิดจริงจังได้ยังไง? แถมอีกอย่าง พี่ก็รวยซะขนาดนี้ ฉันจะยอมตัดความสัมพันธ์กับพี่ได้ยังไง?” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างซุกซน
“งั้นเธอกำลังจะบอกว่า ที่เธอไม่ตัดความสัมพันธ์กับฉัน ก็เพื่อที่จะให้ฉันให้เงินเธอใช่ไหม?” หลินฮั่วอินเอ่ยถามอย่างเย็นชา
“ต้องไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้ว! ถึงพี่ไม่ให้เงินฉัน พี่ก็ยังเป็นพี่สาวที่ดีที่สุดของฉันอยู่ดี!” หลินเสี่ยวจู้ให้คำสัญญาอย่างจริงจัง “ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทำให้พี่โกรธอีก!”
“ใครจะไปเชื่อ!” หลินฮั่วอินเหลือบตามอง ความขุ่นเคืองใจลดหายไปราวกับกระแสน้ำ
“งั้นพี่ก็ยิ้มหน่อยสิ” หลินเสี่ยวจู้คลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่ยิ้มก็แสดงว่าพี่ยังโกรธอยู่นะ”
“ฉันไม่มีเวลามาก่อเรื่องกับเธอหรอก!” หลินฮั่วอินลุกขึ้น ทำท่าจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน “วันพรุ่งนี้ฉันมีประชุม ฉันจะไปนอนแล้ว”
“อะไรนะ!?” หลินเสี่ยวจู้กล่าวออกมาด้วยความเหลือเชื่อ “พี่ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดนะ! พี่ยังต้องไปทำงานอีกเหรอ?”
“บริษัทมีเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน” หลินฮั่วอินกล่าวหน้าตาเฉย
“เรื่องเร่งด่วนอะไร แม้แต่วันหยุดก็ยังไม่ได้พักผ่อนแบบนี้?” หลินเสี่ยวจู้ไม่ยินยอม “พี่เป็นประธานบริษัทไม่ใช่เหรอ? ใครมันกล้าให้พี่ทำงานล่วงเวลา? พี่ยังไม่ยอมยกโทษให้ฉัน ไม่อยากอยู่กับฉันชัด ๆ!”
“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว” หลินฮั่วอินขมวดคิ้วมุ่น
คนอื่นอาจจะมีวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่หลินฮั่วอินที่ไม่มีเพื่อน และไม่ยอมไปร่วมงานสังสรรค์นั้นแทบจะไม่ได้ใช้วันหยุดเลย เมื่ออยู่บ้านและไม่มีอะไรทำ เธอก็มักจะไปทำงานล่วงเวลาที่บริษัท อย่างน้อยก็ไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
“งั้นพรุ่งนี้พี่ก็หยุดสิ พี่คิดดูสิ พวกเราไม่ได้ไปช็อปปิ้ง กินข้าว ดูหนังด้วยกันมานานแค่ไหนแล้ว?” หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยความโกรธ “พี่บอกว่าตัวเองเป็นพี่สาวของฉัน แต่จะทิ้งฉันเอาไว้อย่างเย็นชางั้นเหรอ?”
หลินฮั่วอินเห็นว่าหลินเสี่ยวจู้โกรธขึ้นมาจริง ๆ นอกจากนี้เธอยังรู้สึกละอายใจ ที่ไปทำร้ายหลินเสี่ยวจู้โดยไม่ตั้งใจ จึงยอมประนีประนอม กล่าวออกมาว่า “ถ้าวันพรุ่งนี้อยากไปช็อปปิ้งหรือดูหนัง เธอก็ต้องตื่นมากินข้าวเช้าเร็ว ๆ นอนดึกมันไม่ดีต่อสุขภาพ”
“ได้เลย!” หลินเสี่ยวจู้ขยิบตาให้เซียวเจิ้ง และรีบวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยความร่าเริง
ฝ่ายเซียวเจิ้งเห็นว่าสองพี่น้องคืนดีกันแล้ว ก็คิดที่จะฉวยโอกาสนี้กลับเข้าไปในห้อง แต่เขากลับถูกหลินฮั่วอินหยุดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาเสียก่อน
“ประธานหลิน.......” เซียวเจิ้งกล่าวออกมาด้วยความกังวล “เธอคงจะไม่ให้ฉันออกไปเร่ร่อนอยู่ข้างถนนใช่ไหม? ฉันเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ๆ นะ............”
“ขอบคุณ” หลินฮั่วอินกล่าวเสียงแข็ง และเดินขึ้นบันไดไปทันที