“นี่มัน...”
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วมุ่นทันทีเห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่าเขตสงครามทรายโลหิตจะมีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้
เขตเก็บเลเวลขนาดใหญ่สามร้อยแห่งและเขตเก็บเลเวลขนาดเล็กอีกนับพันแห่ง
ถ้าต้องตระเวนหาไปทีละแห่งแบบนี้กว่าจะเจอต้องใช้เวลานานแค่ไหนกัน?
แม้เขาจะได้รับรู้ถึงเจตนาของพันธมิตรสามประเทศที่คิดจะลงมือกับลั่วเซวียนเซวียนจากปากของทาเคดะ จิโร่ แล้วก็ตาม
และลู่เซิ่งเองก็ไม่ได้นิ่งดูดายคิดจะยื่นมือเข้าช่วยอย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้นหากเขายังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของลั่วเซวียนเซวียนได้ต่อให้อยากจะช่วยแค่ไหนก็คงเหมือนมีแรงแต่ไม่มีที่ให้ใช้
ในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังลังเลและไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดีนั้นเอง
“เว้นเสียแต่ว่า...”
ทันใดนั้นสวี่ซาซาก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก เธอพึมพำออกมาเบาๆด้วยท่าทางลังเลเหมือนจะพูดแต่ก็หยุดไว้
“เว้นเสียแต่ว่าอะไร?”
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นจึงรีบถามจี้ทันที
“ช่างมันเถอะ พูดวิธีนี้ไปก็เท่านั้น”
สวี่ซาซาส่ายหัวอีกครั้ง
“ลองพูดมาดูก่อนสิ ไม่แน่อาจจะใช้ได้ผลก็ได้”
ลู่เซิ่งยังคงรบเร้าต่อเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยอมปล่อยโอกาสแม้เพียงน้อยนิดหลุดลอยไป
“เอ่อ... ก็ได้”
เมื่อเห็นลู่เซิ่งยืนกรานสวี่ซาซาก็ไม่คิดจะเล่นตัวอีกต่อไป เธอจึงกล่าวออกมาตรงๆ ว่า“ถ้านายอยากจะหาตัวลั่วเซวียนเซวียนคนนั้นให้เจอเร็วที่สุดที่จริงมันก็พอจะมีทางอยู่ นั่นคือเราต้องหาผู้ช่วยมาให้มากพอแล้วให้พวกเขากระจายตัวกันออกไปค้นหาแบบปูพรมให้ทั่วเขตสงครามทรายโลหิตแบบไม่ปล่อยให้เล็ดลอดสายตาไปแม้แต่ซอกมุมเดียวถ้าทำแบบนั้น โอกาสที่จะเจอเพื่อนร่วมชั้นของนายก็น่าจะสูงขึ้นมาก”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาลู่เซิ่งยังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบ เฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะมองบนพร้อมกับบ่นออกมาว่า “ซาซานี่เธอไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม เขตสงครามทรายโลหิตกว้างใหญ่ขนาดนี้ต่อให้เราไปเกณฑ์ผู้ใช้อาชีพทั้งหมดในประเทศเสินเซี่ยมาก็คงจะยังค้นหาแบบปูพรมไม่ไหวเลยมั้ง”
“ฉันถึงได้บอกไงว่าวิธีนี้พูดไปก็เหมือนไม่ได้พูด”
สวี่ซาซาเบะปากใบหน้าเต็มไปด้วยความเซ็งไม่แพ้กัน
ทว่าคนพูดอาจไม่คิดอะไรแต่คนฟังกลับฉุกใจคิดขึ้นมาได้
“ผู้ช่วย... ที่มากพออย่างนั้นเหรอ?”
ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเองก่อนจะปรายตาไปมองเหล่าโครงกระดูกที่ยืนเรียงรายเบียดเสียดกันอยู่รอบกายโดยอัตโนมัติทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
ในตอนนี้โครงกระดูกที่ล้อมรอบตัวเขามีนับหมื่นตน
นับตั้งแต่ตอนที่เขาใช้พรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ และอัญเชิญ ‘ร่างจำลองของกาเบรียล’ ออกมาช่วยต่อสู้จนกระทั่งสังหารทาเคดะ จิโร่ได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึง 20 นาทีเท่านั้น
นั่นหมายความว่าก่อนที่‘ร่างจำลองของกาเบรียล’ จะสลายไปโครงกระดูกเหล่านี้ยังมีเวลาคงอยู่ต่อได้อีกตั้ง 40 กว่านาทีเต็มๆ
หากภายใน40นาทีต่อจากนี้เขาให้โครงกระดูกเหล่านี้กระจายตัวกันออกไปค้นหาแบบปูพรมในเขตสงครามทรายโลหิตเช่นนี้เขาก็จะมีผู้ช่วยที่มากพอแล้วไม่ใช่เหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเขาออกคำสั่งกับร่างจำลองของกาเบรียลที่อยู่ข้างกายทันที
“ไปซะ!”
กึก!แกร๊ก!
วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงเสียดสีของกระดูกที่ชวนให้เสียวฟัน
เหล่าโครงกระดูกที่เพิ่งจะสงบนิ่งไปได้ไม่นานกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งพวกมันเริ่มกระจายตัวมุ่งหน้าไปยังป่าเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยรอบ
อย่างไรก็ตามลู่เซิ่งยังคงรอบคอบอยู่บ้างเขาไม่ได้ให้โครงกระดูกทั้งหมดออกไปตามหาลั่วเซวียนเซวียนแต่จงใจเหลือทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง
เพราะโครงกระดูกครึ่งที่เหลือนี้เขายังมีแผนการใหญ่ที่จะใช้งานพวกมัน
“ลู่เซิ่ง หรือว่านายตั้งใจจะ...”
เมื่อเห็นการกระทำของลู่เซิ่งสวี่ซาซาก็ใจสั่นวาบ เหมือนจะเดาอะไรบางอย่างออก จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ถูกต้อง!”
ลู่เซิ่งพยักหน้าพลางตอบตามตรงโดยไม่ปิดบัง“เมื่อกี้เธอไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าต้องมีผู้ช่วยมากพอถึงจะค้นหาแบบปูพรมได้?งั้นโครงกระดูกพวกนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วมั้ง”
พูดมาถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “อีกอย่างโครงกระดูกพวกนี้ฉันอัญเชิญมาจากสกิลของกาเบรียลพวกมันจึงมีความสามารถสื่อสารกันทางจิต ทันทีที่พบร่องรอยของลั่วเซวียนเซวียนกาเบรียลจะรับรู้ได้ทันที และเมื่อถึงตอนนั้น ฉันก็จะรู้สึกได้เหมือนกัน”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
สวี่ซาซาได้ยินดังนั้นถึงได้เข้าใจส่วนเฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตบหัวตัวเองที่นึกไม่ถึงพลางกล่าวว่า“นั่นสิ ทำไมฉันถึงคิดวิธีนี้ไม่ออกนะ?”
“แต่โครงกระดูกพวกนี้คงอยู่ได้อีกแค่ 40 นาทีเท่านั้นถ้าภายใน 40 นาทีนี้ยังหาเบาะแสของลั่วเซวียนเซวียนไม่เจอก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้มขื่น
“ลู่เซิ่ง ทำไมนายถึงดูเป็นห่วงลั่วเซวียนเซวียนขนาดนั้นล่ะ?”
ทันใดนั้นสวี่ซาซาก็เงยหน้าขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นจ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาเป็นประกายพลางถามว่า “หรือว่า...นายชอบเธอ?”
“อะไร? ชอบยัยนั่นเนี่ยนะ? ยัยผู้หญิงที่ชอบทำตัวสูงส่งแถมยังอวดดีคนนั้นน่ะเหรอ?”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นถึงกับมองบนทันทีเขาเบะปากกล่าวว่า “เหอะ เธอคิดมากไปแล้วผู้หญิงน่ะ มีแต่จะทำให้ความศรัทธาต่อแสงศักดิ์สิทธิ์ของฉันสั่นคลอนเท่านั้นแหละ”
“นายนี่มัน...”
เมื่อได้ยินคำพูดประหลาดๆแบบนั้น ทั้งสวี่ซาซาและเฉาอวี่ต่างก็พากันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ทว่าลู่เซิ่งไม่ได้สังเกตเลยว่าในขณะที่สวี่ซาซากำลังหัวเราะอยู่นั้นบนใบหน้าของเธอกลับมีความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกแฝงอยู่ด้วย
ใช่แล้ว...มันคือความรู้สึกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
ในจังหวะนั้นเองลู่เซิ่งก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาหันไปมองสวี่ซาซาแล้วถามว่า“จริงด้วยซาซา มีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะถามเธอหน่อย”
“เรื่องอะไรเหรอ?” สวี่ซาซาขมวดคิ้วถาม
“ในหุบเขาสิ้นหวังแห่งนี้ตรงไหนที่มีพวกผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูรวมตัวกันอยู่มากที่สุด?” ลู่เซิ่งถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ก็คงเป็นทุ่งราบร่ำไห้นั่นแหละ”
สวี่ซาซาตอบออกไปตามสัญชาตญาณก่อนจะมองลู่เซิ่งด้วยความสงสัยแล้วถามว่า “นายจะถามเรื่องนี้ไปทำไม?”
แต่ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบคำถามเธอเขาตัดสินใจในทันที
“ดี! งั้นตอนนี้เธอนำทางฉันไปที่ทุ่งราบร่ำไห้เลย”
“อะไรนะ? ไปที่ทุ่งราบร่ำไห้งั้นเหรอ? นายบ้าไปแล้วหรือไง?”
สวี่ซาซาหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยินเธอรีบคัดค้านว่า “นั่นมันทุ่งราบร่ำไห้เชียวนะเป็นเขตเก็บเลเวลที่มีผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูหนาแน่นที่สุดแถมตอนนี้ฟ้าก็ใกล้จะสว่างแล้ว ถ้าเราบุ่มบ่ามเข้าไปแบบนั้นมีหวังได้ถูกพวกมันรุมกินโต๊ะแน่”
“ลู่เซิ่ง ตกลงว่านายคิดจะทำอะไรกันแน่!” เฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน
“จะฆ่าคนน่ะสิ”
ลู่เซิ่งกล่าวเน้นทีละคำในดวงตาของเขามีจิตสังหารอันเยือกเย็นพาดผ่านอย่างไม่ปิดบัง
“พวกเธอก็รู้ว่าสมาชิกหน่วยล่ามังกรพวกนั้นนอกจากแต่ละคนจะมีอุปกรณ์หรูหราและเลเวลที่สูงลิ่วแล้วพวกเขายังเป็นผู้ใช้อาชีพเฉพาะตัวที่มีพลังรบแข็งแกร่งกันทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ ถ้าเลเวลของฉันไม่สูงพอ ต่อให้หาลั่วเซวียนเซวียนเจอฉันก็คงช่วยเธอออกมาไม่ได้อยู่ดี”
พูดมาถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยแผนการอัปเลเวลที่บ้าบิ่นจนเข้าขั้นสะท้านฟ้าออกมาในที่สุด
“มีแค่การล้างบางพวกผู้ใช้อาชีพเลเวลสูงจากประเทศศัตรูจำนวนมากเท่านั้นที่จะทำให้ฉันได้รับค่าประสบการณ์มหาศาลในเวลาอันสั้นและไล่ตามเลเวลของพวกมันให้ทัน”
“แต่... แต่ว่า...”
สวี่ซาซาและเฉาอวี่หน้าถอดสีเมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งคู่พยายามจะทัดทาน แต่กลับถูกลู่เซิ่งโบกมือห้ามไว้เสียก่อน
“วางใจเถอะ ตอนนี้ฉันไม่ได้สู้ตัวคนเดียวสักหน่อย ฉันมีผู้ช่วยอยู่นะ”
“ผู้ช่วย?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาทั้งสองคนก็ปรายตาไปมองเหล่าโครงกระดูกหลายพันตนที่ยังเหลืออยู่ข้างกายลู่เซิ่งโดยอัตโนมัติทันใดนั้นดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที