ผ่านไปไม่นานนัก บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ที่แม้แต่หมู่เมฆยังลอยล่องอย่างเกียจคร้านภายใต้แสงอาทิตย์สีทองอ่อน
กลับปรากฏเงาอันยิ่งใหญ่ที่เคลื่อนผ่านฟ้าไปด้วยความเร็วเกินจินตนาการ
ต้าเผิง อินทรีปีกทองคำผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายเทียนหมิงกำลังทะยานร่างมหึมาของตนเองตัดผ่านชั้นบรรยากาศด้วยปีกอันแผ่กว้างดุจแผ่นฟ้า
เมื่อมันเร่งความเร็วขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของมันก็ราวกับทิ้งประกายแสงสีทองไว้เบื้องหลังเป็นแนวสายรุ้งอันเจิดจรัสเหนือฟากฟ้า คลื่นลมที่ถูกปีกอันยิ่งใหญ่ของมันกวัดแกว่ง ก่อให้เกิดแรงอัดมหาศาลที่โหมกระหน่ำไปยังทุกสิ่งที่อยู่บนหลังของมัน
หวังฉีซึ่งยืนอยู่บริเวณด้านหน้าสุดของหลังอินทรีต้องเร่งปลดปล่อยม่านพลังลมปราณขึ้นมาป้องกันเหล่าศิษย์ใหม่ที่ตามมาด้านหลัง
เพราะหากเขาชักช้าไปเพียงชั่วลมหายใจ ศิษย์หลายคนที่ยังมิได้เปิดจุดชีพจรหรือผู้ที่เพิ่งสัมผัสการบำเพ็ญเพียรเป็นครั้งแรก อาจปลิวกระเด็นตกลงไปสู่เบื้องล่างด้วยแรงลมที่รุนแรงราวอุกกาบาตตกฟ้าก็เป็นได้
ม่านพลังของเขาก่อเกิดเป็นแสงสีฟ้าอ่อนที่ปกคลุมรอบร่างทุกผู้คนได้อย่างแนบแน่น
ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย ทุกคนยังคงปลอดภัยและอยู่ในการควบคุมอย่างแน่นหนา
บรรยากาศบนหลังของต้าเผิงเต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องจากแรงลม เสียงหวีดแหลมของอากาศที่แหวกผ่านใบหูดังไม่หยุดยั้ง ทว่าในความอึกทึกนั้น กลับแฝงด้วยความตื่นเต้นในใจของเหล่าศิษย์ใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน
“สะ.. สุดยอดไปเลยขอรับ เป็นความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ท่านผู้อาวุโสสูงสุด!”
“ใช่แล้ว! ข้ารู้สึกเหมือนล่องลอยไปในฝันเลย.. สักวันหนึ่งข้าจะต้องทะยานบนท้องฟ้าเช่นนี้ได้ด้วยตนเองแน่นอน!”
“เหอะ ฝันไปก่อนเถอะ!”
“ได้ยินมาว่าถ้าอยากทลายข้อผูกมัดของการเหินฟ้าได้อย่างอิสระ ต้องมีพลังถึงระดับจำแลงเทพญาณขึ้นไปเลยนะเว้ย!”
“กระทั่งท่านหวังฉีที่ฝึกฝนมาหลายร้อยปียังอยู่แค่ระดับประกาศวิถีเทพเอง พวกเรายังห่างอีกไกลนัก!”
บทสนทนาที่แว่วมากับสายลมเช่นนี้สะท้อนถึงความใฝ่ฝันของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน
หนุ่มสาวที่เคยถูกกักขังอยู่ภายในกรอบของเมืองเล็กหรือค่ายฝึกฝนพื้นฐาน
ตอนนี้พวกเขาได้เหยียบยืนอยู่บนหลังของสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่ประดุจเทพเจ้า มันคือภาพฝันที่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงในชั่วพริบตา
หวังฉีที่ได้ยินเสียงพูดจาเหล่านั้นก็หันกลับมาเหลือบตามองด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู แม้เขาจะไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก แต่รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าชรา กลับเต็มไปด้วยความภูมิใจที่ได้เห็นความเปล่งประกายของความหวังในหมู่ศิษย์รุ่นใหม่
เขาหันหน้ากลับไปข้างหน้าแล้วกล่าวเสียงชัดเจนที่ทุกคนสามารถได้ยิน
“ด้วยความเร็วของท่านต้าเผิง.. อีกประมาณครึ่งชั่วยามก็น่าจะถึงที่ตั้งของนิกายเทียนหมิงแล้ว”
“พวกเจ้าเองจงใช้เวลานี้พักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อมเสียตั้งแต่บัดนี้”
บรรดาศิษย์ใหม่ที่ยังคงมีแววตาเป็นประกายแห่งความเพ้อฝันต่างก็ชะงัก หันมาสบตากันก่อนจะนิ่งเงียบลงอย่างมีมารยาท
“จงอย่าลืมว่าเมื่อไปถึงนิกาย เจ้าทั้งหลายจะต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ใหม่ที่ถูกคัดเลือกจากเมืองอื่นๆในแคว้นเทียนหมิงเช่นกัน”
“พวกเขาเองก็มิใช่คนอ่อนแอหรือจะประมาทได้ โดยปกติการเปิดรับศิษย์แต่ละรอบอาจมากถึงหลายร้อยคน บางครั้งอาจแตะถึงหกร้อยหรือเจ็ดร้อยคนก็มี ดังนั้นจงอย่าประมาทในสิ่งที่อยู่รอเจ้าอยู่เบื้องหน้า!”
แววตาของหวังฉีในยามนี้เปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนเป็นความเด็ดขาดอย่างชัดเจน หันกลับมามองศิษย์ใหม่ทีละคน
ทำให้สีหน้าของแต่ละคนเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความคาดหวังเริ่มกลายเป็นความวิตกกังวล
บางคนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก บางคนแอบกำหมัดแน่นเพื่อเตรียมใจสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง
“การแข่งขันในนิกายเทียนหมิงดุเดือดจนไม่อาจเทียบได้กับที่ใด”
“อย่าหวังว่าการที่พวกเจ้าผ่านการคัดเลือกจากเมืองจงหนานมาได้จะทำให้มีสิทธิ์หยิ่งทะนง เพราะหากพวกเจ้าไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พวกเจ้าจะถูกกลืนหายไปในก้นบึ้งของประวัติศาสตร์ของนิกายโดยไม่มีใครจดจำแม้แต่ชื่อ!”
ในช่วงที่ความเงียบปกคลุมพื้นที่อันสูงเหนือพื้นดินหลายร้อยจั้งนั้นเอง ดวงตาของหวังฉีก็เหลือบไปเห็นหลัวหยางที่กำลังเอนกายพิงร่างอยู่ในตำแหน่งห่างออกไป ดวงตาของเขาหลับลงอย่างสงบ คล้ายไม่ได้ใส่ใจคำพูดใดๆตั้งแต่ต้น
ภาพนั้นทำให้หวังฉีอดไม่ได้ที่จะยิ้มอีกครั้งหนึ่ง ภายในใจของชายชรานั้นกลับไม่ได้มีความหงุดหงิดเลย ตรงกันข้าม มันคือความมั่นใจอย่างลึกซึ้ง ว่าชายหนุ่มผู้มีเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลผู้นี้เข้าใจดีถึงสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า และไม่จำเป็นต้องกล่าวสอนอะไรเพิ่มอีก
เพราะแววตาที่หลัวหยางเคยเผยออกมาในช่วงที่ทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์
มันคือแววตาของผู้บำเพ็ญเพียรที่พร้อมจะเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุดอยู่แล้ว
ขณะที่ร่างของหลัวหยางกำลังเอนพิงหลังอยู่บนผืนขนนุ่มละเอียดของต้าเผิง ดวงตาของเขาที่เคยปิดลงอย่างสงบนิ่งบัดนี้กลับลืมขึ้นเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายด้วยความใคร่รู้บางอย่างที่แฝงอยู่ภายในจิตใจอันแน่นิ่ง
จากภายนอกดูคล้ายกับว่ากำลังพักผ่อนเพิกเฉยต่อทุกสิ่ง
แต่ในความเป็นจริงนั้น สมองของเขากำลังดำดิ่งลึกสู่ห้วงแห่งความคิด
และการสนทนาอันเร้นลับกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ฝังตัวอยู่ภายในจิตวิญญาณของเขา
【คิกคิก นิกายเทียนหมิงถือเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าละศิษย์รัก】
【ขั้วอำนาจระดับนิกาย แน่นอนว่าย่อมต้องมีทรัพยากรมากมายให้ใช้สอยได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดฝึกฝน ลานต่อสู้ โถงวิชา หอคัมภีร์ ลานทดสอบหรือแม้แต่สถานที่บ่มเพาะพลังปราณ.. เจ้าเองก็รู้นี่ว่ายิ่งพลังอำนาจของสถานที่ยิ่งสูง พวกเราก็จะยิ่งฉกฉวยได้มากเท่านั้น ฮี่ฮี่】
【โดยเฉพาะกับเจ้าที่เป็นผู้ใช้คัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลในการฝึกฝนรากฐานทั้งหมด!】
【วิชานี้ถึงมันจะมอบพลังที่ไร้เทียมทาน สร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งกว่ารากโลก สั่งสมพลังกระบี่ที่ฉีกฟ้าผ่าปฐพีได้ในกระบวนท่าเดียว】
【แต่มันก็แลกมาด้วยความโหดร้ายของเงื่อนไขการฝึกฝน เจ้าคิดหรือไม่ว่าแค่แรงใจจะเพียงพอ?】
เสียงของอาจารย์ระบบเริ่มจริงจังขึ้น คล้ายกำลังตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของหนทางที่หลัวหยางเลือกเดิน
เส้นทางคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลไม่ใช่เพียงวิชาบ่มเพาะธรรมดาที่เพียงฝึกฝนไปตามขั้นตอนก็จะก้าวหน้าขึ้นสู่ระดับสูงได้
แต่มันคือเส้นทางที่บีบบังคับให้ผู้ฝึกใช้ทรัพยากรทุกหยาดหยดที่ตนมี พลังชีวิต เลือด ทรัพยากรล้ำค่า สถานที่บ่มเพาะที่ยอดเยี่ยม การกลืนกินง การกลั่นรวมพลังธรรมชาติ ทุกอย่างคือสิ่งจำเป็นที่หล่อเลี้ยงคัมภีร์อันแสนโหดร้ายให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
【เมื่อเจ้าฝึกฝนจนถึงจุดหนึ่ง.. เมื่อกายากลายเป็นกระบี่.. เมื่อกระบี่รวมเข้ากับเจตจำนงที่สถิตอยู่ในกายของเจ้า】
【เส้นทางแห่งกระบี่ที่แท้จริงจะปรากฏออกมาเอง มันคือวิถีแห่งกระบี่ที่เจ้าวาดฝันไว้ตั้งแต่แรกเริ่มไม่ใช่หรือหลัวหยาง?】
【เจ้าเคยจินตนาการไหม? ว่าการสะบัดกระบี่หนึ่งครั้งทำให้ภูเขาพังทลาย ทะเลแหวกออกกลาง มิติฉีกเป็นริ้วและสวรรค์ต้องหลบ? ฮ่าๆๆ】
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจปะปนกับความเย้ยหยัน ทำให้หลัวหยางที่ฟังอยู่ถึงกับหลุดรอยยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น ความกระหายในพลัง ความปรารถนาที่จะสัมผัส “วิถีแห่งกระบี่” เริ่มลุกโชนขึ้นในใจอีกครั้ง มันคือเส้นทางที่เหนือกว่าวิชาทั้งปวง เป็นเส้นทางที่ไม่มีใครสอน ไม่มีใครมอบให้ ไม่มีบทคัดย่อ ไม่มีคัมภีร์อธิบาย มีเพียงตนเองเท่านั้นที่จะก้าวผ่านและค้นพบ
ผู้คนเรียกมันว่าวิถีแห่งพลัง วิถีแห่งดาบ วิถีแห่งกระบี่
แต่สำหรับหลัวหยาง สิ่งที่เขาต้องการมันคือวิถีแห่งกระบี่ เส้นทางของความวุ่นวาย ความสับสน และการทำลายที่หล่อหลอมรวมเป็นกระบี่สายหนึ่งที่ฉีกทึ้งสัจธรรมและตรรกะของโลกแห่งการบ่มเพาะ ให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีผู้ใดอธิบายได้
อาจารย์ระบบยังคงหัวเราะในหัว ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
【หลัวหยาง อาจารย์ระบบกำลังรอวันที่เจ้าจะตัดฟ้าดินด้วยกระบี่เพียงหนึ่งเดียว—เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล】