แสงจันทร์สาดส่องลงมายังลานประลองที่เงียบสงัดหลังจากจบการแข่งรอบรองชนะเลิศ เย่ฟานยืนอยู่เพียงลำพังในห้องพักนักกีฬา มือข้างหนึ่งลูบแผลเป็นที่หน้าท้อง... จุดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ "จุดตันเถียน"
ความเจ็บปวดทางกายจางหายไปนานแล้ว แต่ความเจ็บปวดทางใจยังคงเด่นชัด ราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน...
ในเวลานั้น "เย่ฟาน" คือชื่อที่ส่องประกายที่สุดในเมืองหลวง เขาคือบุตรชายสายตรงของ ตระกูลเย่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งแคว้นจ้าว และเป็นศิษย์เอกระดับหัวกะทิของ สำนักกระบี่เมฆาคราม
ด้วยพรสวรรค์ที่สามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นที่ 3 (ขั้นยอดฝีมือ) ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้อนาคตของเขาสดใสราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ ผู้คนต่างยกย่อง สตรีต่างหมายปอง
แต่เย่ฟานไม่เคยสนใจหญิงใด เพราะในใจของเขามีเพียงสัญญาหมั้นหมายฉบับเก่าแก่กับ "ชิงเสวี่ย" เพื่อนเล่นในวัยเด็กที่เขาไม่ได้เจอหน้ามานานนับสิบปี เนื่องจากนางต้องไปฝึกวิชาที่สำนักหอคอยวารีเร้นลับที่ห่างไกล และนางก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนที่สำนักกระบี่เมฆาครามเลยสักครั้ง
"อีกไม่นาน... เมื่อข้าสำเร็จวิชาขั้นที่ 4 ข้าจะไปหาเจ้าที่สำนักหอคอยวารี" เย่ฟานมักจะหยิบถุงหอมเก่าๆ ขึ้นมาดูและให้สัญญากับตัวเอง
หารู้ไม่ว่า... ความรักที่มั่นคงนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของหายนะ
ซ่งฉือ นายน้อยแห่งสำนักกระบี่เมฆาคราม ผู้ซึ่งแอบหลงรักชิงเสวี่ย บังเอิญไปล่วงรู้เรื่องสัญญาหมั้นหมายนี้เข้า ความริษยาแล่นพล่านในอกราวกับไฟเผา
"ขยะอย่างมัน... คู่หมั้นของชิงเสวี่ยต้องเป็นข้า! ไม่ใช่ไอ้ศิษย์แซ่เย่ผู้นี้!"
ซ่งฉือเรียกสมุนคนสนิทสองคนเข้ามาในห้องลับ นั่นคือ "กู่เฉิง" และ "มู่หรง" ศิษย์พี่ร่วมสำนักที่มักจะอิจฉาความโดดเด่นของเย่ฟานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
"พวกเจ้าอยากเห็นไอ้เย่ฟานมันร่วงลงสู่เหวไหม?" ซ่งฉือถามเสียงเย็น "แน่นอนขอรับนายน้อย... มันทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาพวกเรามานานแล้ว" กู่เฉิงแสยะยิ้ม
"ดี... ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ ลงมือตามแผน!"
คืนนั้น มู่หรงแสร้งทำเป็นร้อนรนวิ่งมาหาเย่ฟาน "ศิษย์น้องเย่! แย่แล้ว! ข้าเห็นคนน่าสงสัยแอบเข้าไปในหอคัมภีร์ต้องห้าม ดูเหมือนจะเป็นสายลับจากสำนักมาร!"
เย่ฟานด้วยความที่เป็นคนซื่อตรงและรักสำนัก จึงรีบพุ่งตัวออกไปทันทีโดยไม่ทันเฉลียวใจ "ข้าจะไปจับมันเอง!"
เมื่อเขาไปถึงหอคัมภีร์ที่มืดสนิท เขากลับไม่พบใครเลย แต่สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้องคือ ตำราวิชามารต้องห้าม และ ดาบสลักลวดลายอสรพิษ ที่เป็นสัญลักษณ์ของสำนักมาร
"นี่มันอะไรกัน..." เย่ฟานกำลังจะเดินเข้าไปดู
ปัง!
ประตูหอคัมภีร์ถูกถีบเปิดออก แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดเข้ามา พร้อมกับร่างของ ซ่งฉือ ที่นำกำลังหน่วยคุมกฎของสำนักนับสิบคนบุกเข้ามา
"จับมัน! เย่ฟาน! เจ้ากล้ามากที่ขโมยคัมภีร์ลับและสมคบคิดกับสำนักมาร!" ซ่งฉือตะโกนชี้หน้า
"ข้าเปล่า! ข้าแค่ตามคนร้ายมา..." เย่ฟานพยายามแก้ตัว
"หุบปาก!" กู่เฉิงเดินออกมาจากกลุ่มพร้อมโยนถุงผ้าลงตรงหน้าเย่ฟาน ในนั้นมีจดหมายปลอมที่มีลายมือเหมือนเย่ฟานเปี๊ยบ เขียนถึงการนัดแนะส่งมอบอาวุธให้พรรคมาร "หลักฐานคาตาขนาดนี้ ยังจะแก้ตัวอีกรึ!"
เย่ฟานถูกลากตัวไปที่ลานประลองกลางสำนักท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ เหล่าศิษย์นับร้อยรวมถึงผู้อาวุโสต่างมองเขาด้วยสายตารังเกียจ
ซ่งเทียนหาว (เจ้าสำนักและพ่อของซ่งฉือ) นั่งเป็นประธานตัดสิน โดยไม่เปิดโอกาสให้เย่ฟานได้แก้ต่างแม้แต่คำเดียว
"เย่ฟาน... หลักฐานมัดตัวเจ้าแน่นหนา คบคิดสำนักมาร ค้าอาวุธเถื่อน โทษทัณฑ์คือความตาย! แต่เห็นแก่ที่ตระกูลเย่เคยมีความดีความชอบ ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า..."
ซ่งเทียนหาวแสยะยิ้มอำมหิต "แต่คนทรยศไม่สมควรมีวรยุทธ์!"
ซ่งฉือเดินเข้ามาหาเย่ฟานที่ถูกมัดตรึงอยู่ เขาก้มลงกระซิบข้างหูให้ได้ยินกันแค่สองคน "รู้ไหมทำไมเจ้าต้องโดนแบบนี้? ...เพราะเจ้าบังอาจเป็นคู่หมั้นของชิงเสวี่ยยังไงล่ะ นางเป็นของข้า จำใส่สมองกลวงๆ ของเจ้าไว้ซะ!"
ฉึก!
ซ่งฉือรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือ แล้วฟาดเข้าที่หน้าท้องน้อยของเย่ฟานอย่างโหดเหี้ยม!
"อ๊ากกกกกกก!"
เย่ฟานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส จุดตันเถียนที่สะสมลมมาตลอดชีวิตถูกทำลายแตกละเอียด ลมปราณรั่วไหลออกจากร่างจนหมดสิ้น เขากระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายอ่อนยวบลงกลายเป็นคนพิการ
หลังจากถูกทำลายตันเถียนจนกลายเป็นคนพิการ ร่างที่โชกเลือดของเย่ฟานถูกโยนทิ้งไว้ที่ตีนเขาเมฆาคล้อยท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักราวกับฟ้าร้องไห้
เย่ฟานกัดฟันตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เขาเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันออก... ทิศที่ตั้งของ ตระกูลเย่ ในเมืองหลวง
"ท่านพ่อ..."
ใจหนึ่งเขาอยากจะกลับไปหาครอบครัว เพื่อขอความช่วยเหลือและทวงความยุติธรรม แต่ความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปทันที เขารู้ดีว่าข้อหา "สมคบคิดสำนักมาร" นั้นร้ายแรงเพียงใด หากเขากลับไป ตระกูลเย่อาจถูกราชสำนักเพ่งเล็งและโดนกวาดล้างไปด้วย หรือแย่กว่านั้น... ตระกูลอาจจะจับเขาส่งทางการเพื่อรักษาความอยู่รอด
"ข้ากลับไปไม่ได้... ข้าจะนำหายนะไปสู่ตระกูลไม่ได้"
เย่ฟานตัดสินใจหันหลังให้กับบ้านเกิด เขาเลือกที่จะลากสังขารที่พังทลายมุ่งหน้าสู่ "เมืองจินไห่" เพื่อหลบซ่อนตัวและรักษาชีวิต
...
หลายวันต่อมา ณ ตรอกมืดที่อับชื้นในเมืองจินไห่
เย่ฟานในสภาพขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นโคลน เขาหนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นเงาของสำนักกระบี่เมฆาคราม กลุ่มลูกศิษย์อันธพาลที่กู่เฉิงส่งมาตามล่าตัวเขา ได้เจอตัวเขาเข้าจนได้
"ฮ่าๆๆ! ดูสภาพอัจฉริยะเย่ฟานสิ! ตอนนี้ไม่ต่างจากหมาข้างถนนเลยนี่หว่า!" ลูกศิษย์คนหนึ่งถ่มน้ำลายใส่
"ฆ่ามันซะ จะได้เอาหัวไปเบิกรางวัลกับนายน้อยซ่ง!"
เย่ฟานหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง 'จบสิ้นแล้วสินะ... ชีวิตข้า... ความแค้นข้า...'
แต่ในวินาทีที่คมมีดกำลังจะบั่นคอ... เสียงฝีเท้าที่เนือยๆ และเสียงพูดที่แสนจะธรรมดาก็ดังขึ้น
"เจ้าน่ะ... ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อกินของอร่อยในเมืองนี้ต่อไหม?"
เย่ฟานลืมตาขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาและเลือด เขาเห็นชายหนุ่มสวมหมวกสานในชุดผ้าป่านธรรมดา ยืนพิงกำแพงอยู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว มือข้างหนึ่งถือไม้เสียบถังหูลู่
เปรี้ยง!
เพียงแค่ชายคนนั้นดีดนิ้วเบาๆ ร่างของพวกอันธพาลนับสิบคนก็กระเด็นหายวับไปบนท้องฟ้าราวกับว่าวที่เชือกขาด
เย่ฟานเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้าอย่างยากลำบาก "ข้า... ข้าอยากล้างมลทิน... ข้าไม่อยากตายอย่างสุนัข..."
"อืม... งั้นก็ตามใจ"
ชายปริศนาคนนั้นเดินเข้ามาหาเขา แล้วแบกร่างของเขาขึ้นบ่าอย่างง่ายดาย
นับตั้งแต่วินาทีนั้น... อัจฉริยะเย่ฟานได้ตายจากไป และถือกำเนิดใหม่ในฐานะ "ศิษย์แห่งสำนักเฝ้าประตู" ผู้สืบทอดวิชาของชายที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี!