ตอนที่ 35 ลาก่อนหมู่บ้าน
เอ๋!
“เป็นอะไรของเขากันนะ คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป!?” กล้วยรู้สึกมึนงงเล็กน้อยที่เห็นว่าอุษารีบวิ่งออกไปโดยไม่พูดอะไรอีกแต่ถึงเขาอยากจะถามหรือพูดอะไรกับอุษาอีกก็คงไม่ได้แล้ว เพราะอุษาวิ่งออกไปไกลถึงหน้าวัดอย่างรวดเร็วราวกับนินจา........
ตุบ ตุบ ตุบ!
กล้วย!
หือ?
“พ่อผู้ใหญ่! ท่านพระฤๅษีคง!”
ซึ่งในเวลานั้นเองจู่ๆผู้ใหญ่สุขก็เดินเข้ามาพร้อมกับพระฤๅษีคงและก็เป็นผู้ใหญ่สุขที่ตะโกนเรียกกล้วยในขณะที่เขาหันหลังเตรียมตัวเดินจากไป......
“เมื่อครู่นี้ข้าเห็นอุษาลูกข้าวิ่งผ่านไปพร้อมกับร้องไห้ไม่ใช้ว่าเอ็งทำอะไรลูกข้าใช่ไหม?!”ผู้ใหญ่สุขได้ถามกล้วยด้วยสีหน้าที่จริงจังเมื่อเขาเห็นว่าลูกสาวของเขาวิ่งไปร้องไห้ไปด้วย......
อุษาร้องไห้?
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรอุษาเลยนะจ๊ะเมื่อครู่นี้อุษาพึ่งเอาผ้าแพรมาให้ข้า อุษายังยิ้มและมีสีหน้าที่เป็นปกติอยู่เลยแล้วอุษาจะร้องได้ได้อย่างไร?” กล้วยรู้สึกงงเล็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้นเพราะเขาไม่ได้เห็นว่าอุษาร้องไห้ตอนที่คุยกัน.......
เอ็งไม่รู้?!
“พ่อผู้ใหญ่! เรื่องแบบนี้ท่านก็น่าจะรู้นะเด็กๆมันวัยรุ่นมันก็อย่างนี้แหละ ท่านเองก็น่าจะเคยผ่านมันมาแล้วไม่ควรไปคิดมากนะ ก็แค่ลูกสาวท่านเริ่มก่อนเจ้ากล้วยก็เท่านั้น!”ในขณะนั้นพระฤๅษีคงก็ได้พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัยในตอนที่พูดเพราะพระฤๅษีคงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเด็กทั้งสอง......
หือ?
“หรือท่านพระฤๅษีคงจะบอกข้าว่า..........โอ้ว! อุษาลูกพ่อทำไมลูกถึงได้ใจร้อนเยี่ยงนี้ ลูกเป็นผู้หญิงนะเหตุใดถึงได้ทำตัวไม่เหมาะสมเช่นนี้ แต่นี่ก็ดีแล้ว เพราะคนช้ามักจะอด!” ผู้ใหญ่คิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจได้ และเมื่อเขาเข้าใจแล้วเขาก็รู้สึกทั้งเศร้าเสียใจและดีใจไปพร้อมๆกันที่ลูกสาวของตนเป็นคนกล้าหาญเช่นนี้........
‘แม่มึงเอย! ลูกเรามันเป็นหญิงเต็มตัวแล้ว ในที่สุดข้าก็ตายตาหลับสักที!’ ผู้ใหญ่สุขพูดขึ้นในใจถึงภรรยาของเขาถึงเรื่องที่อุษาบุตรสาวของตนทำตัวสมกับเป็นผู้หญิงแล้วอย่างดีใจ......
“เจ้าหนูกล้วย พอดีเลยที่เอ็งอยู่ที่นี่ตาฤๅษีคิดว่าจักพาเจ้าออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ เย็นนี้ก็ให้เจ้าไปร่ำลาคนที่รักเสียให้พร้อมด้วยละ!”พระฤๅษีคงหันไปบอกกล้วยเรื่องการออกเดินทางกลับเข้าป่าในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ได้โอกาสพูด........
“ขอรับท่านพระฤๅษีคง!” กล้วยหันกลับมาหาพระฤๅษีคงก่อนจะพยักหน้าและพูดตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อของเขา.........
“นี่ก็เย็นมากแล้ว ถ้าเช่นนั้นกระผมของตัวกลับบ้านก่อนนะขอรับท่านพระฤๅษีคง!” ซึ่งในขณะนั้นผู้ใหญ่สุขได้หันหน้าไปหาพระฤๅษีคงก่อนจะพูดเพื่อขอตัวกลับบ้านไปเพราะเขาเห็นว่ามันจวนได้เวลาที่จะกลับบ้านไปหาข้าวหาปลาแล้ว......
“ขอบน้ำใจนะพ่อผู้ใหญ่ ที่พาข้าเที่ยวชมหมู่บ้านท่าเสด็จในวันนี้ข้าประทับใจมาก!” พระฤๅษีคงพยักหน้าให้ผู้ใหญ่สุขด้วยใบหน้าที่ยิ้มแยมและพอใจเป็นอย่างมากก่อนจะกล่าวขอบคุณสำหรับเรื่องในวันนี้เพราะตนได้เห็นและรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่มากขึ้น..........
ไม่เป็นไรดอกขอรับ!
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันต่ออีก........
รุ่งเช้าวันต่อมา ณ ศาลาวัดบ้านท่าเสด็จ.......
ตุบ ตุบ ตุบ
“เอาละทุกๆคน ข้าพระฤๅษีคงขอขอบน้ำใจพวกเจ้าเป็นอย่างมากและในวันนี้ข้ากับเจ้าหนูกล้วยจักเดินทางกลับเข้าไปในป่าตามที่ได้ลั่นวาจารับปากกับพระเสาร์เอาไว้แล้ว!”
หลังจากที่พระฤๅษีคงได้ฉันข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้พูดขึ้นเพื่อบอกพวกชาวบ้านที่นั่นอยู่ในศาลา ว่าตนจะต้องกลับเข้าป่ากับกล้วยในวันนี้แล้วดังนั้นเขาจึงได้กล่าวขอบใจพวกชาวบ้านที่ได้ต้อนรับและดูแลตนเป็นอย่างดีในช่วงหลายวันมานี้........
“เจ้าหนูกล้วยก็เปรียบเสมือนลูกหลานของพวกข้าดิฉันเห็นมันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ยังไงก็ขอฝากท่านพระฤๅษีคงดูแลและอบรมสั่งสอนด้วยนะเจ้าค่ะ!” เสียงของยายตู้ที่นั่งอยู่ในตรงกลางศาลาได้พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงเป็นใยเธอรักและเอ็นดูกล้วยมาก ........
“ข้าจักดูแลเจ้าหนูกล้วยเป็นอย่างดียายตู้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ!” พระฤๅษีคงหันหน้าไปหายายตู้ ก่อนจะพยังหน้าและพูดด้วยรอบยิ้มกลับไป........
“เจ้าหนูกล้วยก็ให้เป็นเด็กดีด้วยละจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้มากๆนะลูก!” ยายตู้หันหน้าไปหากล้วยก่อนจะพูดบอกเขาด้วยเช่นกัน......
“ขอรับยาย!”
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าทั้งสองขอออกเดินทางก่อนแล้วกันนะ!” เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามอะไรแล้วพระฤๅษีคงก็เตรียมตัวที่จะจากไป.......
“เดี๋ยวข้าจักเดินไปส่งท่านที่หน้าวัดนะขอรับ!”เสียงของผู้ใหญ่สุขดังขึ้น เพื่อขออาสานำทางทั้งสองไปส่งยังหน้าประตูวัด........
ตุบ ตุบ ตุบ
ห้านาทีผ่านไป ณ บริเวณหน้าวัดบ้านท่าเสด็จ.........
“ขอให้ท่านพระฤๅษีคง และเจ้าหนูกล้วยเดินทางด้วยความปลอดภัยนะโอกาสหน้าเราค่อยมาพบกันใหม่!” ผู้ใหญ่สุขได้พูดอวยพรพระฤๅษีคงและกล้วยให้เดินทางด้วยความปลอดภัย.........
ตุบ ตุบ ตุบ
“ท่านพ่อ ฮือ ฮือดูแลตัวเองให้ดีๆด้วยนะขอรับ ในใจลูกก็มิอยากจากพ่อไปเลย ฮือ ฮือ!” กล้วยรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดพระผาเอาไว้แน่นราวกับเขาไม่อยากจากไปเสียอย่างนั้นก่อนที่กล้วยจะร้องไห้โฮ่และพูดออกมา.........
“พ่อรักลูกมากนะ แต่ลูกก็ต้องไป ลูกไปเพื่อเรียนรู้วิชาและกลับมาปกป้องหมู่บ้านของเราหากลูกมิไปผู้ใดเล่าจะสามารถต่อกรกับพวกยักษ์ได้ คิดดูให้ดีๆ อีกอย่างก็เพื่อนาคตของลูก!”พระผากอดกล้วย และใช้มืออีกข้างลูบที่หัวของกล้วยพร้อมกับพูดปลอบใจให้กล้วยได้เข้าใจในเหตุการณ์ทุกๆอย่างว่าตัวเขาต้องนึกถึงอนาคตในภายภาคหน้า........
“ขอรับท่านพ่อ ฮือ ฮือ!” มือขอเขายังกอดอยู่ที่เอวของพระผาเอาไว้แน่นในขณะที่เขาพูดไปร้องไปไห้ด้วยอย่างเศร้าเสียใจ..........
“ได้เวลาที่เราจักต้องออกเดินทางแล้วเจ้าหนูกล้วย!”พระฤๅษีคงพูดแทรกขึ้นมา เพื่อบอกให้กล้วยทำใจ เพราะมันได้เวลาที่กำหนดแล้ว........
“ขอเวลาอีกเดี๋ยวได้หรือไหมขอรับท่านพระฤๅษีคงฮือ!”
“ได้เวลาแล้วลูก ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อให้มากดอกพ่อมิได้จะไปที่ใด พ่อยังคงรอลูกกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้แหละ ลูกอย่าทำให้ท่านพระฤๅษีคงลำบากใจเลย!”พระผาเอามือลูบไปที่หัวของกล้วยอีกครั้ง ก่อนจะพูดบอกให้กล้วยอย่าดื้อรั้นเอาแต่ใจ.......
“แต่ว่า.........ขอรับท่านพ่อ ลูกเข้าใจแล้วซูด ซูด!” กล้วยพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะครายมือที่กอดพระผาอยู่ออกมา และตอบรับพระผาด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง........
“เก่งมากลูกพ่อ กล้วยรู้ไหมว่าตอนนี้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะขอให้เดินทางปลอดภัยและโชคดีนะลูก!” พระผาได้เอามือของตนไปเช็ดคราบน้ำตาที่ใบหน้าของกล้วยก่อนที่เขาจะพูดให้กำลังใจกล้วยออกไปอีกครั้ง.......
“ขอรับท่านพ่อ!”
“ไปกันได้แล้วเจ้าหนูกล้วย!”
“ขอรับท่านพระฤๅษีคง!”
ตุบ ตุบ ตุบ
“ลาก่อนนะขอรับท่านพ่อ ลาก่อนนะพ่อผู้ใหญ่ลาก่อนนะทุกๆคน!” ในขณะที่กล้วยออกเดินไปได้สามถึงสี่ก้าวเขาก็หันหน้ากลับมาพูดลาพระผาและทุกๆคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหันหน้าไปหาผู้ใหญ่บ้านแล้วพูดขึ้นมาว่า “พ่อผู้ใหญ่ ข้าฝากท่านพ่อของข้าด้วยนะขอรับ!” ซึ่งกล้วยอยากที่จะฝากพ่อของเขาให้ผู้ใหญ่บ้านดูแลเพราะผู้ใหญ่บ้านเป็นนักรบที่เก่งที่สุดในที่นี้........
“เจ้ามิต้องเป็นห่วงดอกเจ้าหนูกล้วย ข้าจักดูแลพระผาเป็นอย่างดีจงทำหน้าที่ของเจ้าให้บรรลุเถอะ! กลับมาเมื่อใดข้าหวังว่าเจ้าจะเก่งกว่าข้านะ” ผู้ใหญ่สุขได้พยักหน้าและพูดตอบรับกล้วย ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและเป็นกันเองราวกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน.......
“เฮ้! เจ้าหนูกล้วย พวกข้าเองก็จักรอเอ็งกลับมาเช่นกันไปอยู่ที่โน้นก็ระวังตัวด้วยละเพราะป่าลึกมันเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและสัตว์มนต์จำนวนมาก แต่ยังไงก็โชคดีนะโว้ย!” ในขณะนั้นไอ้แดงได้ตะโกนโบกไม้โบกมือให้กำลังใจกล้วยซึ่งที่ด้านหลังและด้านข้างของมันมีกลุ่มผู้ชายบ้านท่าเสด็จคนอื่นๆยืนอยู่ด้วยและทุกคนต่างก็โบกมือให้กับกล้วยเช่นกัน.........
“ขอบน้ำใจพี่ๆน้าๆทุกๆนะขอรับ!” กล้วยยกมือขึ้นมาและโบกมือเพื่อตอบกลับไอ้แดงและคนอื่นๆพร้อมกับทำหน้ายิ้มกว้างแต่ถึงอย่างนั้นในใจของกล้วยก็ยังไม่เข้มแข็งพอ เขายังคงรู้สึกหวั่นไหวอยู่เสมอทุกทีที่ก้าวย่างหางออกไปจากหมู่บ้านท่าเสด็จแห่งนี้.......
‘ว่าแต่อุษาไปไหนนะ?ทำไมถึงไม่ออกมาส่งเราเลย?’ ซึ่งในขณะนั้นกล้วยก็สังเกตเห็นว่าอุษาไม่ได้มาส่งเขาในวันนี้ด้วยซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลกมาก และไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนเขาก็ไม่เจออุษาเลยสักที่จนเขาออกห่างจากหมู่บ้านไปจนมองไม่เห็นทางเข้าแล้ว เขาจึงได้เลิกมอง.....
ในมุมมืดข้างกองฟางใกล้กับประตูวัด.......
“เดินทางปลอดภัยนะกล้วย ฮือ! ข้าจะรอวันที่เจ้ากลับมาฮือ!” ซึ่งคนที่พูดขึ้นนี้ก็คืออุษานั่นเองเธอไม่กล้าที่จะออกไปพบหน้ากล้วยดังนั้นเธอจึงได้แอบมองเขาอยู่ตรงนี้พร้อมกับร้องไห้........
หนึ่งชั่วผ่านไป........
หลังจากที่พระฤๅษีคงกับกล้วยได้เดินออกมาจากหมู่บ้านท่าเสด็จกันได้หนึ่งชั่วโมง......
อึ๊บ!
“เอาละเราจักพักเดินและดื่มน้ำกันตรงนี้สักพักนะกล้วย!”พระฤๅษีคงหันหน้าไปบอกกล้วยให้หยุดพักดื่มน้ำกันก่อน ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งลงบนก้อนหินใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงา.......
“ขอรับท่านพระฤๅษีคง อึก อึก!”กล้วยพยังหน้าตอบรับ ก่อนที่เขาจะหยิบกระบอกน้ำที่สะพายบนหลังออกมาแล้วยกน้ำขึ้นดื่มเพื่อดับกระหายทันที.........
“กล้วยเอ้ยต่อไปนี้ให้เจ้าเรียกข้าว่าท่านตาก็พอนะ ส่วนข้าจักเรียกเจ้าว่าหลานก็แล้วกันแต่นี้ไปเราสองคนเป็นตากับหลานกันแล้วนะ ไม่ต้องเรียกข้าว่าพระฤๅษีคงอีกต่อไป เข้าใจนะ!” พระฤๅษีคงหันหน้ามาบอกให้กล้วยเรียกตนว่าตาเพราะมันง่ายและสะดวก แถมยังเป็นกันเองอีกด้วยเมื่อเรียกแบบนี้.........
“ขอรับท่านตา!”
“ดีมาก!”
“ว่าแต่ท่านตา ทำไมตอนที่ท่านมาที่หมู่บ้านท่าเสด็จท่านถึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวมาอย่างใหญ่โตมโหฬาร เล่นเอาผู้คนเขาตกอกตกใจกันหมดเลยแต่ทำไมขากลับนี้ท่านถึงไม่แปลงร่างแล้วเดินทางกลับเหมือนขามาละขอรับ?”กล้วยถามพระฤๅษีคงเรื่องของการแปลงร่างด้วยสีหน้าที่สงสัย ในขณะที่เขานั่งดื่มน้ำอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก..........
“เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าคงจะเหนื่อยที่จะต้องเดินทางด้วยเท้าละสิใช่ไหม!” พระฤๅษีคงตอบกลับกล้วยอย่างรู้ทัน ซึ่งเขารู้ว่ากล้วยกำลังคิดอะไรอยู่........
“เปล่านะขอรับบบบบ!ข้าก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละท่านตา!ไม่ได้นงไม่ได้เหนื่อยอะไรเลยจริงๆนะขอรับต่อให้ต้องเดินสามวันสามคืนข้าก็ทนได้สบายอยู่แล้ว!” กล้วยกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินในที่สิ่งพระฤๅษีคงพูดเพราะเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ลึกๆเขาเองก็อยากลองบินไปบนฟ้าดูเหมือนกันเขาจึงได้เอ่ยปากถามพระฤๅษีคงออกไป.......
“จริงงั้นรึ? เจ้าก็ให้ข้าได้เดินชมนกชมนางบ้างสิถ้าเราบินกลับไปในตอนนี้ มันก็คงจักใช้เวลาไม่นานเพื่อไปให้ถึง!” พระฤๅษีคงได้อธิบายให้กล้วยได้รู้ถึงเหตุผลที่ตนไม่ยอมแปลงกายเป็นนกเพื่อบินกลับไปตั้งแต่แรก........
“แต่ก็เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าถามมาอย่างนั้นแล้วข้าก็คิดว่าเราควรเร่งเดินทางกันจะดีกว่า เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีนะ! เพราะตอนเปลี่ยนร่างครั้งแรกมันจะรู้สึกหวิวๆหน่อย” พระฤๅษีคงได้หันไม้ท้าวของตนไปทางที่กล้วยนั่งอยู่พร้อมกับบอกให้เขาเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีก่อนที่จะเริ่มร่ายคาถาโดยไม่ถามหรือรอให้กล้วยตอบกลับมา........
“โอม ปักษา จง แปลง!”
พรึบ!