ตอนที่39 ยื้อเวลา
ยี่สิบนาทีผ่านไป.......
“ไหน!? ท่านพระฤๅษีคงอยู่ที่ไหน?”
หลังจากที่พระฤๅษีคงได้รออยู่ยี่สิบนาทีในที่สุดหัวหน้าค่ายก็มาถึงพร้อมกับส่งเสียงร้องตะโกนอย่างดังเพื่อหาพระฤๅษีคง.......
“อยู่ตรงนั้นขอรับท่านหัวหน้า ท่านพระฤๅษีคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั้น!”ชายหนุ่มที่รับหน้าที่ไปตามหัวหน้าค่ายมาได้รีบนำทางหัวหน้าค่ายไปยังตำแหน่งที่พระฤๅษีคงอยู่ทันที......
หือ?
ตุบ!
“สวัสดีขอรับพระฤๅษีคง! ท่านพระฤๅษีคงมาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงใดขอรับทำไมท่านถึงไม่บอกข้า ข้าจะได้ให้คนออกมาต้อนรับท่าน!” เมื่อชายวัยกลางคนอายุราวๆสี่สิบปลายๆ ที่เป็นหัวหน้าค่ายได้เห็นพระฤๅษีคง เขาก็รีบวิ่งเข้ามาใกล้ๆและคุกเข่าลงต่อหน้าพระฤๅษีคงทันทีก่อนที่จะประนมมือขึ้นและพูดถามอย่างสุภาพและเคารพ........
เอ้า!
“เป็นเอ็งอย่างนั้นรึไอ้หมื่นเรือง!มิใช่ว่าเอ็งต้องอยู่ที่เมืองจันทร์ศรีครามอย่างนั้นรึ? อย่างเหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้หรือว่าเมืองจันทร์ศรีครามจัก.........ล่มแล้ว?” เมื่อพระฤๅษีคงได้เห็นหน้าของหัวหน้าค่ายแล้วเขาเองก็ตกใจเช่นกันเพราะเขารู้จักกับหัวหน้าค่ายคนนี้เป็นอย่างดีแต่ที่เขาสงสัยคือทำไมหมื่นเรืองถึงได้มาอยู่ที่นี่........
“เรียนท่านพระฤๅษีคง! อันที่จริงแล้วเมืองจันทร์ศรีครามนั้นยังไม่ล่มขอรับเพียงแค่ข้าได้นำคนบางส่วนออกมาตั้งค่ายแถวนี้เพื่อรับสมัครผู้มีความคิดเดียวกันเท่านั้นขอรับว่าแต่ท่านพระฤๅษีคงมาทำอะไรแถวนี้งั้นหรือขอรับ?” หมื่นเรืองรีบตอบกลับพระฤๅษีคงทันทีซึ่งที่เขามาที่นี่เพราะได้รับคำสั่งให้มารวบรวมผู้คนเพิ่มเพราะการที่จะต่อสู้กับพวกยักษ์นั้นต้องมีกำลังคนจำนวนมาก......
“เป็นเยี่ยงนั้นเอง! ถ้างั้นข้าก็จักต้องขอโทษเอ็งด้วยที่นำปัญหามาให้เอ็งเพราะก่อนหน้านี้ข้าพึ่งมาจากหมู่บ้านท่าเสด็จซึ่งเป็นหมู่บ้านลับและที่พระสหายของข้าอยู่แต่ว่าพระสหายของข้าสิ้นบุญแล้วและได้ฝากฝังเด็กคนหนึ่งให้เป็นศิษย์ของข้าข้าจึงไปรับเขา แต่เพราะในตอนที่ข้ากำลังจะกลับที่อยู่ของข้าข้าก็บังเอิญไปเจอพวกยักษ์เข้า และเพื่อกันไม่ให้พวกมันพบเห็นหมู่บ้านนั้นข้าจึงได้ล่มพวกมันออกมาไกลๆ เพื่อจัดการพวกมันซึ่งข้าได้เลือกหุบเขานี้เป็นสุสานของพวกมันและก็เลยมาเจอกับพวกเอ็งเข้าเนี่ยแหละ!”
พระฤๅษีคงเริ่มเรื่องราวทั้งหมดให้หมื่นเรืองได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างซึ่งเขาอยากที่จะขอโทษหมื่นเรือนมากที่ให้แผนการของหมื่นเรืองต้องล้มเหลวลง.......
“อย่าได้กล่าวเยี่ยงนั้นเลยขอรับท่านพระฤๅษีคง!ค่ายนี้เป็นเพียงแค่ค่ายชั่วคราวเท่านั้นในเมื่อพวกยักษ์มันรู้แล้วพวกเราก็แค่ย้ายไปที่ใหม่แต่ที่ท่านบอกว่าไปรับเด็กมาเป็นศิษย์ แล้วไหนเขาละขอรับท่านพระฤๅษีคง?” หมื่นเรืองไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจกับการกระทำของพระฤๅษีคงเลยเพราะสถานที่จะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ที่เขาสงสัยคงเด็กคนที่พระฤๅษีคงไปรับต่างหากเนื่องจากเขาไม่เห็นเด็กคนที่ว่านั้นเลย เขาจึงได้ถามออกไป......
“หลานกล้วย! ออกมาให้พวกเขาเห็นหน่อย” พระฤๅษีคงพยักหน้าเบาๆก่อนจะเรียกกล้วยที่อยู่ในย่ามออกมาทักทายทุกคน......
ขอรับท่านตา!
พรึบ!พรึบ! พรึบ!
ทันทีที่กล้วยตอบกลับพระฤๅษีคงแล้วเขาก็บินออกมาจากย่ามในทันทีซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่พูดอะไรเลยเพราะพระฤๅษีคงได้สั่งเขาเอาไว้ให้อยู่เงียบๆ......
หือ?
“เขาเป็นนกอย่างนั้นเหรอ?”
คำถามนี้ถูกถามออกมาพร้อมๆกันโดยคนที่เห็น ซึ่งพวกเขาต่างก็รู้สึกตกใจและมึนงงไปหมด.......
“จงกลับร่างเดิม!”
หวืดดดดดดดดดดด!
“สวัสดีจ้ะพี่ๆ น้าๆ ลุงๆ!”
เมื่อพระฤๅษีคงได้ทำให้กล้วยกลับเป็นมาอยู่ในร่างของมนุษย์อีกครั้งกล้วยก็รีบยกมือขึ้นมาและกล่าวสวัสดีทุกๆคนด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อของเขาทันที.......
อ๊ะ!
“ทำไมถึงได้น่ารักน่าชังเยี่ยงเนี่ย! โตขึ้นมาจักต้องหล่อสมชายแน่นอน!”
“ใช่ ใช่ ใช่! ถ้าโตเร็วกว่านี้สักหน่อยคงจักดีมิใช่น้อย”
“นั่นเองคิดอะไรอยู่ว่าอีจวง! เอ็งคิดจักกินเด็กกระนั้นรึ?”
“เอ้า! เอ็งมิเคยได้ยินหรือเยี่ยงไรวะว่าถ้ากินเด็กแล้วจะเป็นอมตะน่ะ!”
เพือดดด!!
เมื่อเหล่านักรบหญิงเห็นกล้วยที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูพวกเธอก็พากันพูดหยอกล้อและแซวกล้วยในทันทีอย่างมีความสุขและแน่นอนว่าก็มีบางคนที่คิดจริงเช่นกัน......
“พวกเอ็งให้มันน้อยๆ หน่อยโว้ย! ไอ้หนูนี่ยังพึ่งอายุเท่าใดเองพวกเอ็งมิกลัวบาปหรืออย่างไรกันที่ไปทำให้มันตกใจกลัว!”หมื่นเรืองถึงกับต้องยกมือขึ้นมาแตะหน้าผากเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความอับอายเขาจึงได้ตะโกนดุเหล่าหญิงสาววัยกลางที่พูด.......
“แหม๋ท่านหมื่นเรือง! ท่านเองก็มิใช่ว่าชอบมีเมียเด็กกระนั้นรึเจ้าค่ะ?แล้วแบบนั้นทำไมพวกเราถึงจักมิสามารถกินเด็กกันได้บ้างเล่า!”
พวกเอ็ง!
ฮ่าฮ่า ฮ่า!
ก่อนหน้านี้บรรยากาศที่นี่ดูกดดันและตึงเครียดมากแต่เมื่อหมื่นเรืองมาถึงและกล้วยปรากฏตัวออกมาบรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นดีขึ้นและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม......
“ไอ้หมื่นเรือง! ตอนนี้ข้าว่าเอ็งควรที่จะเร่งไปบอกให้ชาวบ้านและคนในค่ายเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายที่กันได้แล้วเพราะคงอีกไม่นานไอ้พวกอสุรกายพวกนั้นคงจักมาถึงที่นี้ในไม่ช้าและข้าก็ขอฝากไอ้หนูกล้วยไว้กับเอ็งด้วยส่วนตัวข้านั้นจะไปจัดการไอ้พวกอสุรกายเหล่านั้นให้ ข้าหวังว่ามันน่าจะช่วยยื้อเวลาให้กับพวกเอ็งได้มากโขอยู่!”พระฤๅษีคงรีบพูดขัดจังหวะทุกคนทันที เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลามาหัวเราะกันแต่ควรที่จะเร่งอพยพคนและจัดการกับพวกยักษ์ก่อน......
“ถูกอย่างที่ท่านพระฤๅษีคงว่า เช่นนั้นข้าจักเร่งไปจัดการเรื่องในค่ายก่อนส่วนเจ้าหนูนี้ข้าจะให้คนพาเข้าไปข้างในและออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ เองท่านพระฤๅษีคงไม่ต้องกังวล และนี่......พ่อเดช ฝีไม้ลายมือของมันดีเลยทีเดียวท่านสามารถเรียกใช้มันได้ตามต้องการ ถ้าหากว่ามันไม่สามารถช่วยอะไรท่านได้ข้าก็จะให้มันไปช่วยอพยพคนแทน!” หมื่นเรืองรีบแนะนำพ่อเดชหรือชายวัยกลางคนก่อนหน้านี้ให้กับพระฤๅษีคงทันทีเพราะฝีมือของพ่อเดชนั้นเทียบได้กับผู้ใหญ่สุขและพันผาเลยทีเดียวเพราะเขาเองก็เป็นนักรบชั้นพันเหมือนกัน......
หลังจากพระฤๅษีคงพูดคุยกับหมื่นเรืองหัวหน้าค่ายแล้วเขาก็แยกตัวออกไปพร้อมกับพ่อเดชและกลุ่มนักรบผู้ชายอีกแปดเก้าคนเพื่อไปดักรอฝูงอสุรกายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาเพราะพวกเขาต้องยื้อเวลาให้ผู้คนภายในค่ายได้อพยพกันออกไป......
“ท่านพระฤๅษีคงขอรับ!ก่อนหน้านี้ข้าจักต้องขออภัยต่อท่านด้วยที่ทำตัวเสียมารยาทเยี่ยงนั้นหากเพราะว่าพวกเราจักต้องระวังตัวกันเอาไว้ เลยทำตัวไม่สุภาพกับท่านพระฤๅษีคงไป!”พ่อเดชพูดขึ้นในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ซึ่งเขารู้สึกผิดที่ทำตัวเสียมารยาทไปอย่างนั้น......
“เอ็งไม่ต้องขอโทษข้าดอก มันเป็นหน้าที่ของเอ็งที่ต้องทำอยู่แล้วตอนนี้พวกเราควรที่จะต้องช่วยกันยื้อเวลาเอาไว้ให้มากที่สุดก่อน ซึ่งข้าเองก็ไม่อาจที่จะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้มากนักดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลาและระวังให้มากขึ้น!” พระฤๅษีคงไม่คิดมากกับเรื่องนี้เพราะมันเป็นหน้าที่ที่พ่อเดชต้องทำซึ่งเรื่องที่สำคัญในตอนนี้คือต้องยื้อเวลาเอาไว้ให้ได้มากที่สุดหรือไม่ก็จัดการกับฝูงอสุรกายกลุ่มแรกนี้ให้ได้โดยเร็ว......
“ขอรับท่านพระฤๅษีคง! ข้าจักไม่ยอมให้พวกมันเข้าไปได้มากกว่านี้แน่!”พ่อเดชพยักหน้ารับคำพระฤๅษีคงในทันที ก่อนที่จะกล่าวอย่างจริงจังและมุ่งมั่น......
ในตอนนี้ฝูงอสุรกายมากกว่าพันตัวไปเคลื่อนตัวเข้าใกล้กลุ่มของพระฤๅษีคงอย่างรวดเร็วซึ่งพวกมันอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น.......
150 เมตร......
120 เมตร.......
100 เมตร.......
80 เมตร.......
ระยะทางเริ่มที่จะย่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆและในที่สุดระยะห่างก็ลดเหลือ 50 เมตรแล้วและในเวลานั้นเองพระฤๅษีคงก็ได้ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับร่ายคาถาอาคมอย่างรวดเร็ว.......
“โอม นะฤากัมตัง มหาภัยตะยัญตุ!”
หวืดดดดดดดดดดดดด!!
เมื่อพระฤๅษีคงร่ายคาถาเสร็จลูกไฟขนาดเท่ากับฝ่าโอ่งหลายสิบลูกก็พลันปรากฏขึ้นเหนือต้นไม้สูงหลายสิบเมตรจากนั้นมันก็พุ่งลงมาใส่ฝูงอสุรกายอย่างรวดเร็ว........
ตู้ม!ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
กรร!กรร!! กว๊ากกกก!!
เมื่อลูกไฟเหล่านั้นตกลงมาถึงพื้นดินยังตำแหน่งที่ฝูงอสุรกายอยู่พวกมันก็พลันถูกความร้อนและแรงระเบิดจากลูกไฟเหล่านั้นฆ่าชีวิตไปมากกว่าสองถึงสามร้อยตัวภายในพริบตาซึ่งสภาพของอสุรกายเหล่านี้ล้วนดูไม่น่าสักตัวเดียว แม้แต่พื้นที่รอบๆเองก็ยังถูกทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อและเละเทะไม่เป็นท่าเลย......
“ช่างสุดยอดยิ่งนักขอรับพระฤๅษีคง! นั่นคงเป็นคาถาระดับสอง ลูกไฟโลกันตร์ใช่หรือไม่ขอรับ?ต้องเป็นคาถานั้นแน่ๆ ไม่เช่นนั้นมันคงจะไม่รุนแรงมากเยี่ยงนี้!”ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังพระฤๅษีคงได้พูดขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างอย่างตื่นเต้นและดีใจซึ่งเขาเองก็เคยได้ยินถึงความร้ายกาจของคาถานี้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่มีพลังทำลายที่สูงแต่มันยังโจมตีเป็นวงกว้างด้วย.....
“ถูกต้องแล้ว! มันคือคาถาระดับสอง คาถาลูกไฟโลกันตร์”พระฤๅษีคงตอบกลับด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจก่อนที่จะหันกลับไปยังสนามรบอีกครั้งและพูดขึ้นต่อว่า “การต่อสู้มันยังไม่จบยังเหลือพวกมันอีกมาก งานของเราคือการยื้อพวกมันไว้หรือไม่ก็ต้องกำจัดพวกมันให้หมด”ถึงแม้ว่าพระฤๅษีคงจะฆ่าพวกอสุรกายไปจำนวนมาก แต่เขาเองก็ยังไม่วางใจอยู่ดีเพราะยังเหลืออสุรกายอีกกว่าครึ่งที่ยังเหลือรอดมาได้.......
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลขอรับพระฤๅษีคง เห็นพวกเราเยี่ยงนี้พวกเราเองก็ผ่านศึกกับไอ้พวกอสุรกายมามิน้อยเช่นกันนะขอรับ!”พ่อเดชเองก็มีสิ่งที่สามารถอวดได้เช่นกันถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เก่งคาถาอาคมเหมือนกับพระฤๅษีคงแต่เขาก็เก่งเรื่องการต่อสู้กับพวกยักษ์และอสุรกายเช่นกัน.......
“เห้ยพวกเอ็ง! เตรียมตัวให้พร้อม วันนี้พวกเราจะแสดงความสามารถให้กับพระฤๅษีคงได้ดูอย่าทำให้ท่านหัวหน้าต้องเสียหน้าละพวกมึง!” พ่อเดชพูดขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจในขณะที่หันไปบอกคนอื่นๆ ให้ทำเต็มที่ที่สุดเพื่อแสดงให้พระฤๅษีคงได้ดู......
ขอรับ!
“โอม นโม พุทธายะ”
หวืดดดดดดดดดดด!!
ทันทีที่พ่อเดชพูดจบหลายผู้ชายที่มาด้วยกับเขาก็พลันท่องคาถาปลุกพลังที่อาวุธของตนซึ่งอาวุธของพวกเขาล้วนผ่านการปลุกเสกมาแล้วดังนั้นมันจึงสามารถสังหารยักษ์หรือพวกอสุรกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะดาบคู่ของพ่อเดชที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดีผสมกับแร่เหล็กไหลที่คุณสมบัติในการทำให้ดาบแข็งทนทานและคมมากขึ้นกว่าเดิม......
“เป็นดาบคู่ที่ไม่เลวเลยนะพ่อเดช! ถึงกับสามารถนำแร่เหล็กไหลมาตีผสมด้วยได้ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนที่น้อยมากก็ตามแต่แค่นี้ก็คงพอที่จะฆ่าไอ้พวกอสุรกายพวกนี้เหมือนผักปลาแล้ว!”พระฤๅษีคงกล่าวชื่นชมออกมาเมื่อเห็นดาบคู่ในมือของพ่อเดชเพราะดาบคู่เล่มนี้ถือว่าเป็นศาสตราวุธระดับต่ำที่เหนือกว่าอาวุธธรรมดาทั่วไปแต่ถึงจะเป็นเพียงแค่ศาสตราวุธระดับต่ำ ราคาของมันก็ไม่ใช่ถูกๆเลยถ้าจะหาซื้อมาครอบครอง.......
“นี่ก็แค่ศาสตราวุธระดับต่ำเองเท่านั้นขอรับ มันไม่ได้ดีเลิศอะไรเลย”พ่อเดชพูดตอบพระฤๅษีคงอย่างเขินอายเพราะเขาได้รับดาบคู่เล่มนี้มาจากบิดาของเขาที่เสียไปแต่ถึงเขาจะพูดว่ามันไม่ได้ดีเลิศอะไรนักหนาแต่เขาก็ภูมิใจกับมันไม่น้อย.......
“เอาเถอะ! อย่างไรมันก็ดีกว่าอาวุธทั่วๆ ไปที่ลงอาคมเฉยๆ ละนะ นั่น!พวกมันมาโน้นแล้ว!” พระฤๅษีคงยิ้มเบาๆก่อนจะชี้นิ้วไปยังฝูงอสุรกายที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง.......
กรร!!กรร!! โฮกกกกกก!
ฆ่าพวกมัน!!
เมื่อเหล่าอสุรกายเข้ามาในระยะการต่อสู้แล้วเหล่าชายชราทั้งหมดก็วิ่งเข้าใส่ด้วยอาวุธของพวกเขาอย่างกล้าหาญซึ่งทุกคนเองก็มีความมั่นใจและคิดว่าศึกครั้งนี้พวกเขาจะต้องชนะ......
ฉึบ!ฉึบ! ฉึบ!
โฮกกกกกกกกก!!