บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 19

    “ปัง! ปัง!” เสียงกระทบหนักทึบดังสองครั้งต่อเนื่องกัน จนผู้คนโดยรอบได้ยินเสียงอย่างชัดเจน ร่างของชายวัยฉกรรจ์สองคนลอยกระเด็นมากระแทกพื้นดินเข้าอย่างจัง หม่าตงเฟิงสลบไปทันทีเมื่อร่างของเขาถึงพื้น ส่วนมู่อิงที่พยายามลุกขึ้นนั่งก็กระอักเลือดออกมาคำโตเปรอะเปื้อนชุดสีขาวเด่นชัด แววตาเคียดแค้นของจอมยุทธชุดขาวจ้องมองไปยังโจรร้ายด้านหน้า มือหนึ่งคอยพยุงตัวขึ้น ส่วนอีกมือหนึ่งลูบสัมผัสหน้าอกที่โดนฝ่ามืออำมหิตของศัตรูซัดทำร้ายอย่างสาหัส ไม่ต้องพูดถึงจะสู้ต่อเลยแม้แต่ตอนนี้มู่อิงไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ ส่วนจอมโจรหลินหลางนั้นก็เลิกให้ความสนใจกับมู่อิงไปแล้ว หลังจากที่สามารถพิชิตจอมยุทธตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย เขาเดินอาดๆเข้าไปหาผู้อาวุโสหอการค้าที่สลบอยู่ในอ้อมแขนของชายผิวคล้ำ แต่จู่ๆเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นชายสวมหมวกฟางกำลังทำอะไรบางอย่างกับเฟิงเช่อ“นั่นเจ้าจะทำอะไร! คิดหรือว่าส่งลมปราณเข้าไปแล้วจะช่วยรักษาเฟิงเช่อได้ อย่างไรชีพจรของมันก็ขาดสะบั้นแล้ว แม้ยื้อชีวิตไว้ก็ไม่ต่างจากคนพิการ แต่ที่สำคัญกว่านั้นวันนี้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อฆ่าไอ้แก่นี่ ถ้าพวกเจ้ายังขวางอยู่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าตามไปด้วย” หลินหลางที่เห็นจางซานกำลังส่งลมปราณเข้าไปประคองชีพชายชราก็รีบตัดบททันที เพราะเขาไม่อยากเสียเวลามากกว่านี้อีกแล้วในการสังหารเป้าหมาย“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะมาชิงตัวคุณหนูเฟิงนั่นเสียอีก ที่แท้ก็เป็นข้ออ้างยั่วโมโหให้ผู้ดูแลเฟิงออกมาต่อสู้กับเจ้าสินะ ถือว่าไม่โง่เลยสำหรับโจรป่า ตั้งแต่การแบ่งคนไปโจมตีจวนเจ้าเมือง เพื่อล่อพวกมือปราบไปที่นั่น และเลือกลงมือในช่วงเทศกาลที่มีชาวบ้านจำนวนมาก ส่วนทหารก็เคลื่อนทัพออกไปชายแดนกว่าครึ่ง และที่สำคัญเหล่าจอมยุทธที่ตามล่าพวกเจ้า ก็ถูกล่อไปทางตะวันตกของเขาภูเขาไป๋หลงซานอีกด้วย” หลังกล่าวเปิดโปงโจรชั่วเสร็จ จางซานลุกขึ้นยืนขวางระหว่างจอมโจรหัวล้านกับผู้อาวุโสหอการค้าเอาไว้ ภาพชายลึกลับที่สวมหมวกฟางปิดบังใบหน้ายืนอย่างองอาจ แถมยังเปิดเผยแผนการของโจรร้ายออกมาทำให้ผู้คนโดยรอบเกิดความสนใจมากขึ้น และทำให้พวกเขาที่ลืมเรื่องของโจรที่บุกเข้าจวนเจ้าเมืองเชื่อมโยงเรื่องราวตามตามคำบอกเล่านั้นได้ ซึ่งสิ่งนี้ยิ่งทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงความร้ายกาจของจอมโจรไร่ชื่อเสียงหัวล้านคนนั้นมากขึ้น และรวมถึงให้ความสำคัญกับจอมยุทธลึกลับเช่นเดียวกัน แม้ไม่อาจคาดเดาฝีมือของผู้มาใหม่ได้แต่อย่างน้อยความกล้าที่ยืนเผชิญหน้าโจรยอดฝีมือก็ทำให้คิดได้ว่าชายลึกลับนั้นคงมีฝีมือไม่อ่อนด้อยเป็นแน่ ทางด้านของหลินหลางที่ถูกเปิดโปงแผนการร้ายที่วางมานานแรมเดือนก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที มันผิดคาดเล็กน้อยจากแผนการที่ต้องรีบมารีบไปกลายเป็นยืดเยื้ออยู่แบบนี้“บัดซบ! แผนการของข้าไม่ได้มองออกได้ง่ายปานนั้น เจ้าคงจะเป็นคนที่แค้นเคืองกองโจรไฮ่หลางมาแต่เดิมสินะ จากนั้นก็คอยตามสืบข่าวของพวกเรามาตลอด ถือว่ามีฝีมือ และความพยายามมากมายเลยทีเดียว แต่คงเห็นพลังของข้าแล้วถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวไป!” หลินหลางแม้จะมั่นใจในลมปราณมารของตัวเอง แต่เมื่อคนตรงหน้ารู้แผนการทั้งหมดของตน ก็ไม่กล้าประมาทจึงต้องข่มขู่ออกไปก่อน“เจ้าคงจะกลัวว่าถ้าสู้กับข้ายืดเยื้อเกินไป จนหัวหน้ามือปราบกวงหยางมาถึงก็จะถูกเขาเล่นงานสินะ แต่ข้าขอบอกเลยว่าไม่ต้องถึงมือเขาหรอก เพียงข้าคนเดียวก็สามารถเอาชนะเจ้าได้! หลินหลางเจ้ากล้าสู้กับคนนิรนามเช่นข้าหรือไม่?” เป็นอีกครั้งที่จางซานประกาศแผนการของจอมโจรออกมา“ขะ...ข้าไม่กลัวคนอย่างเจ้าหรอก! แต่...แต่เจ้ารู้แผนของข้าได้ยังไงกันแน่?” หลินหลางแม้จะประหม่ากับคำพูดของจางซานไปบ้าง แต่เขาก็สามารถตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จึงถามถึงที่มาที่ไปของข่าวรั่วเสียก่อน“ข้อมูลนี้ข้าได้จากพวกโจรลูกน้องของเจ้าที่แอบซุ่มอยู่ระหว่างทางมาที่นี่ พวกมันก็ปากแข็งดีนะต้องถูกซ้อมจนปางตายถึงจะพูดออกมาได้ ข้าลองนับคร่าวๆดูแล้วทั้งคนที่นอนหมอบอยู่ที่นี่กับคนที่ถูกข้าจัดการไปแล้ว เมื่อรวมกับพวกที่ไปจวนเจ้าเมืองก็คงเหลือแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ล้มลง" จางซานภายใต้หมวกฟางเดินเข้าหาฝ่ายตรงข้ามพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถาง และด้วยสิ่งที่พูดออกมานั้นทำร้ายความเชื่อมั่นของหลินหลางเป็นอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่มันยังคงได้เปรียบอยู่เล็กน้อย เพราะศัตรูเหลือแค่จางซานคนเดียว ส่วนพวกมือปราบกับทหารก็ยังมาไม่ถึง หลินหลางจึงได้แต่ต้องระเบิดความโกรธออกมาข่มความหวั่นไหวในใจของตน แล้วชักดาบออกจากฝักข้างเอวพร้อมกับกระโจนเข้าใส่จางซานทันทีอย่างไม่รีรออีกต่อไป ทางด้านบัณฑิตหนุ่มในคราบจอมยุทธที่รอคอยเวลาแสดงฝีมือมานานแล้ว ก็สะบัดแขนขวาลงเบื้องล่างปรากฏกระบี่หยกสีขาว โผล่ออกมาจากแขนเสื้อเข้ากระชับอุ้งมือพอดีอย่างไม่รีบร้อน ส่วนหลินหลางที่ลอยตัวเข้ามาพร้อมเงื้อดาบไว้เหนือหัวตน เมื่อเข้าระยะทำการก็ฟาดฟันลงมาใส่จางซานทันที ไอปราณมารสีม่วงครอบคลุมทั่วทั้งใบดาบคมกริบ แรงกดดันมหาศาลแผ่ลงมาตรงหน้าของชายหนุ่มหมวกฟาง เขาไม่อยากเสี่ยงที่จะรับพลังโจมตีอันมหาศาลนี้ตรงๆ จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง“ตู้ม!!!” เสียงพื้นดินแตกกระจาย แม้ว่าคมดาบจะไม่ปะทะกับพื้นดินเพราะจอมโจรมากฝีมือหยุดดาบไว้ก่อนเพราะไร้ซึ่งเป้าหมายตรงหน้า แต่ไอปราณอำมหิตสีม่วงนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังเข้มข้น พื้นดินธรรมดาจึงไม่อาจทนรับแรงนั้นได้ แต่มีหรือที่จางซานจะได้รับผลกระทบจากแรงอัดกระแทกนี้ ด้วยท่าร่างท่องสามภพจากคัมภีร์หัตถ์เทวะเปิดสวรรค์ ทำให้จางซานสามารถลอยเรียบพื้นด้วยท่าเกือบนอนหงายถอยไปด้านหลังไปอีก 7 ก้าวด้วยความรวดเร็ว และพลิ้วไหว ก่อนที่ศีรษะจะไปชนเข้ากับประตูของโรงเตี๊ยมด้านหลัง จอมยุทธหมวกฟางก็ยืดตัวขึ้นมายืนตั้งท่าได้อย่างสง่างาม“สุดยอด!”“วิชาตัวเบาร้ายกาจนัก”“ท่าร่างพลิ้วไหวดุจล่องลอยอยู่บนอากาศ เก่งกาจถึงเพียงนี้ต้องมาจากสำนักใหญ่แน่ๆ” ผู้ชมมากมายเห็นท่าร่างท่องสามภพของจางซานดูพิสดารร้ายกาจ ต่างก็กล่าวชื่นชมต่างๆนานาทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือดวลอาวุธเลยด้วยซ้ำ หลินหลางที่เห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวขึ้นไปอีก ด้วยความมั่นใจในลมปราณมารของตัวเองมาก เขาไม่คิดว่าจะพลาดเป้าการโจมตีศัตรูที่น่าจะเป็นคนหนุ่มไปได้ ซึ่งตั้งแต่แรกเขาก็คิดว่าจางซานนั้นมีฝีมืออ่อนด้อยกว่ามู่อิงด้วยซ้ำ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปจอมโจรหัวล้านก็ต้องพยายามระงับความโกรธเอาไว้ก่อน แม้ว่าจะมั่นใจในฝีมือของตัวเอง แต่เขาก็ไม่อยากมีปัญหากับศิษย์ของสำนักวรยุทธที่มีชื่อเสียงที่สามารถฝึกสอนคนหนุ่มให้เก่งกล้าเกินวัยได้เช่นนี้“ท่านจอมยุทธข้านั้นไม่อยากขัดแย้งกับสำนักวรยุทธอันสูงส่ง การต่อสู้กับเฟิงเช่อในครั้งนี้เป็นความแค้นแต่เก่าก่อนที่ข้าต้องชำระให้กับพี่น้อง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านหลีกทางให้ด้วย” หลินหลางสลายท่าทีคุกคามของตนพร้อมกับประสานมือคารวะต่อจอมยุทธหมวกฟางลึกลับ“ข้านั้นเป็นคนพเนจรไร้สำนัก ไร้นาม แต่ไม่ไร้เมตตา ตอนนี้ข้าสามารถช่วยชีวิตผู้อาวุโสเฟิงกับน้องชายคนนั้นได้แล้ว ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าอีกคนก็แล้วกัน” จางซานถือเก็บกระบี่ไว้แนบท้องแขน แล้วผายมือเชิญให้ฝ่ายตรงข้ามไปได้ แต่เมื่อหลินหลางหันไปมองจุดที่เฟิงเช่อเคยนอนอยู่“บัดซบ!!! เจ้า...เจ้าถ่วงเวลาข้า เพื่อให้มันหนีไปรึ!” จอมโจรหัวล้านระเบิดความเกรี้ยวกราดออกมาอีกครั้ง