ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่102 เริ่มการประลอง!

    ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่แผ่วเบาถึงความจืดชืดของการประลองในคู่แรกพลันต้องสงบลงทันควัน เมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากกลุ่มศิษย์ทั่วไป บรรยากาศรอบด้านราวกับจะเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลันด้วยกลิ่นอายแห่งความกดดัน


    เมื่อถึงตาของ ‘มู่หรงเซียว’ ก้าวขึ้นสู่เวที ลานมังกรทะยานทั้งลานที่เคยเสียงดังเซ็งแซ่กลับเงียบสงัดลงโดยพร้อมเพรียงประดุจถูกมนต์สะกด ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบเงินก้าวเดินอย่างเชื่องช้า มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น ดวงตาของเขายังคงปิดสนิทราวกับไม่เห็นคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าในสายตา


    คู่ต่อสู้ของเขารูปแกะสลักหิน ท่าทางหวาดหวั่นจนสังเกตเห็นได้ชัด มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม


    “เริ่มการประลอง!”


    สิ้นเสียงกรรมการเพียงอึดใจ มู่หรงเซียวก็มิได้ขยับเขยื้อนแม้เพียงก้าวเดียว ทว่าเขากลับลืมตาขึ้นฉับพลัน นัยน์ตาสีครามเข้มทอประกายเย็นเยียบ


    “ตูม!!!”


    แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเขาประดุจคลื่นยักษ์ซัดกระแทกชายฝั่ง พลังของ ‘ขอบเขตหลอมรวมกายขั้นต้น’ ที่อัดแน่นและบริสุทธิ์ถูกแผ่ออกมาโดยไม่คิดจะปิดบัง คู่ต่อสู้ของเขาที่ยังไม่ทันได้ตั้งท่ารับหรือสะบัดกระบี่แม้เพียงครึ่งกระเบียดนิ้ว กลับถูกแรงกระแทกจากอากาศธาตุซัดเข้าที่หน้าอกจนร่างกระเด็นลอยละลิ่วออกจากเวทีประลองไปราวกับใบไม้แห้งที่ถูกพายุพัดพา!


    ทั้งลานประลองเงียบกริบดุจป่าช้า ก่อนที่เสียงกระซิบกระซาบจะเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    “นั่น... นั่นมันอะไรกัน? เขายังไม่ได้ลงมือเลยด้วยซ้ำ!”


    “ช่องว่างของพลังมันช่างน่าสิ้นหวังเกินไป นี่แหละ... คือตัวตนของอันดับหนึ่งที่แท้จริง!”


    ไม่ปล่อยให้ฝุ่นผงแห่งความตกตะลึงจางหาย ลำดับถัดมาคือการปรากฏตัวของ ‘เยี่ยหลิวซวง’ หญิงสาวผู้เป็นความภูมิใจของศิษย์ฝ่ายหญิง นางก้าวขึ้นมาด้วยท่วงท่าที่เบาสบาย ทันทีที่นางเหยียบลงบนเวที ลมหนาวที่พัดพานำเกล็ดหิมะกลับดูพริ้วไหวรอบตัวนางอย่างเป็นจังหวะ


    คู่ต่อสู้ของนางครั้งนี้เป็นศิษย์ร่างใหญ่ที่ถนัดการตั้งรับด้วยโล่หนัก เขาคำรามกึกก้องเตรียมใช้กระบวนท่าป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด


    ทว่า... พริบตาที่เขากระพริบตา สายลมแผ่วเบาพัดผ่านใบหน้าไปเพียงครั้งเดียว ร่างของเยี่ยหลิวซวงก็ ‘เลือนหาย’ ไปจากจุดเดิมประดุจภาพลวงตา!


    “หายไปไหนแล้ว!” เสียงอุทานจากฝูงชนดังขึ้นพร้อมกัน


    เพียงชั่วเสี้ยววินาที นางกลับไปปรากฏกายอยู่ด้านหลังศัตรูอย่างเงียบเชียบประดุจวิญญาณพราย ปลายนิ้วเรียวงามประดุจหยกแตะลงเบาๆ ที่กลางแผ่นหลังของคู่ต่อสู้


    “ปึก!”


    เสียงปะทะเล็กๆ ทว่าแฝงด้วยพลังที่เฉียบคมประดุจเข็มน้ำแข็ง ร่างยักษ์ของผู้ที่เป็นคู่ต่อสู้พลันทรุดฮวบลงกับพื้นในทันที ลมปราณในร่างถูกสกัดกั้นจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว เขาพยายามจะหันกลับไปมองทว่าคอกลับแข็งค้างไปเสียแล้ว


    “เร็วเกินไป! ข้ามองตามไม่ทันด้วยซ้ำ!” ศิษย์หลักคนหนึ่งบนอัฒจันทร์ถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ


    “วิชาก้าวเมฆาคล้อยของนางเข้าสู่ขั้นไร้ร่องรอยแล้วหรือนี่? น่าพรั่นพรึงนัก!”


    หลังจากการปรากฏตัวอันน่าตื่นตะลึงของมู่หรงเซียวและเยี่ยหลิวซวง บรรยากาศในลานมังกรทะยานที่เคยร้อนแรงกลับเงียบกริบลงอีกครั้ง เมื่อรายชื่อลำดับถัดไปถูกประกาศออกมา


    “คู่ถัดไป... อันดับสามแห่งศิษย์ทั่วไป ซ่งมู่!”


    สิ้นเสียงประกาศ ชายหนุ่มร่างสูงกำยำก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าที่ดุดันประดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังออกล่าเหยื่อ เขาคือ ‘ซ่งมู่’ ผู้ครองอันดับสามแห่งศิษย์ทั่วไปปัจจุบัน เขาไม่ได้สวมชุดคลุมรุ่มร่ามเหมือนคนอื่น ทว่าสวมเพียงเสื้อแขนกุดที่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ซึ่งพันด้วยผ้าพันแผลเก่าๆ บ่งบอกถึงการฝึกฝนที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์


    หากมู่หรงเซียวคือความสงบที่น่าเกรงขาม และเยี่ยหลิวซวงคือสายลมที่ไร้ร่องรอย... ซ่งมู่ก็คือ ‘ภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด


    คู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์ที่ถือทวนยาวคนหนึ่ง เมื่อเห็นซ่งมู่ก้าวขึ้นมา ศิษย์ผู้นั้นก็ตั้งท่าเตรียมรับมืออย่างแน่นหนา ทว่าซ่งมู่กลับทำเพียงแค่ขยับคอไปมาจนเกิดเสียงกระดูกดัง กึก กึก ก่อนจะฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา


    “เข้ามา!”


    เมื่อสัญญาณเริ่มขึ้น ศิษย์ทวนยาวพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว แทงทวนออกไปนับสิบครั้งหวังจะจำกัดพื้นที่ ทว่าซ่งมู่กลับไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขาเดินหน้าเข้าหาตรงๆ ทุกครั้งที่คมทวนจะถึงตัว เขาเพียงแค่สะบัดหลังมือปัดออกอย่างง่ายดายราวกับปัดแมลง


    “เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”


    เสียงโลหะปะทะกับผิวหนังดังสนั่นหวั่นไหว ทว่าผิวของซ่งมู่กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เขารวบรวมไอพลังสีทองแดงไว้ที่หมัดขวาจนมันส่องแสงสว่างจ้า ทันทีที่เขาเข้าถึงตัวคู่ต่อสู้ ซ่งมู่ไม่ได้ใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อนใดๆ เขาเพียงแค่ชกหมัดออกไปตรงๆ ท่ามกลางอากาศธาตุ


    “บึ้ม!!!”


    อากาศเบื้องหน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แรงอัดจากหมัดเพียงครั้งเดียวรุนแรงพอๆ กับอุกกาบาตตกลงกลางเวที ร่างของศิษย์ทวนยาวพร้อมกับทวนเหล็กในมือถูกแรงกระแทกจนงอผิดรูปและปลิวว่อนไปชนกับขอบลานประลองจนหมดสติไปในพริบตา!


    ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ก่อนที่จะระเบิดด้วยเสียงอึกทึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ


    “บ้าไปแล้ว! นั่นมันร่างกายมนุษย์จริงๆ รึ? เขารับทวนด้วยมือเปล่าแล้วซัดออกไปเพียงหมัดเดียว!”


    “ซ่งมู่คนนี้... การบ่มเพาะทางกายภาพของเขาคงเข้าสู่ระดับหลอมรวมกายขั้นกลางไปแล้วกระมัง พลังทำลายล้างช่างน่ากลัวนัก!”


    บนอัฒจันทร์ชั้นสูง ผู้อาวุโสบางท่านถึงกับลุกขึ้นมาพินิจดูด้วยความสนใจ “มู่หรงเซียวคือพรสวรรค์ เยี่ยหลิวซวงคือความฉลาด แต่ซ่งมู่ผู้นี้... คือความแข็งแกร่งบริสุทธิ์ ปีนี้อันดับหนึ่ง สอง และสาม ช่างทิ้งห่างคนอื่นไกลแสนไกลจริงๆ”


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ทันจางหายจากความเร็วอันน่าตื่นตะลึงของซ่งมู่ พลันกระแสกดดันระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าสู่ลานประลอง เมื่อถึงคราวของ “สามศิษย์ใหม่” ผู้ถูกขนานนามว่าเป็นคลื่นลูกหลังที่กำลังจะพัดซัดเหล่านักสู้รุ่นเก่าให้พ้นทาง


    ทั้งสามก้าวออกมาพร้อมกัน ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนบรรยากาศรอบเวทีประลองดูบิดเบี้ยวด้วยกระแสพลังที่ขัดแย้ง


    คนแรกคือ หลัวเทียนอี้ ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทเรียบกริบไร้ซึ่งลวดลายใดๆ ใบหน้าของเขาเยือกเย็นและเรียบเฉยเสียจนดูเหมือนรูปสลักที่ไร้ลมหายใจ ทันทีที่เขาก้าวขึ้นสู่เวที ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกราวกับว่าแสงสว่างรอบตัวเขาถูกกลืนกินหายไป


    เมื่อการประลองเริ่มขึ้น คู่ต่อสู้ของเขายังไม่ทันได้ชักอาวุธ หลัวเทียนอี้เพียงแค่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทว่าภาพร่างของเขากลับดูพร่ามัวซ้อนทับกันไปมาจนมองไม่ออกว่าเขาอยู่ที่ใดกันแน่ พริบตานั้น คู่ต่อสู้ก็กระเด็นลอยละลิ่วออกนอกเวทีไปทั้งที่ยังไม่มีใครเห็นว่าเขาลงมือด้วยวิชาอะไร!


    “นั่นมันวิชาอะไรกัน? ไร้ร่องรอย... ไร้สำเนียง... ราวกับเขาเป็นเพียงเงาที่ไม่มีตัวตน!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถึงกับขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย


    ถัดมาคือ จูซงเทียน เขาเดินขึ้นมาในชุดคลุมสีม่วงดำที่ดูลึกลับ ทุกจังหวะที่ก้าวเดิน ลูกปัดกระดูกที่แขวนอยู่ที่เอวจะส่งเสียงกระทบกันเบาๆ เป็นจังหวะที่ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ


    เพียงแค่จูซงเทียนจ้องมองไปที่คู่ต่อสู้ กลิ่นอายวิญญาณสีเทาจางๆ ก็พุ่งเข้าปกคลุมลานประลอง คู่ต่อสู้ของเขามีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่มองไม่เห็น ก่อนจะกรีดร้องออกมาสั้นๆ แล้วสลบไปทั้งที่ยังไม่ได้ปะทะแม้เพียงกระบวนท่าเดียว


    “วิชาจิตวิญญาณ! เจ้าเด็กนี่ถึงกับแตะต้องวิถีแห่งวิญญาณได้ตั้งแต่อยู่ขอบเขตหลอมรวมกายเชียวรึ!” เสียงอุทานดังระงมไปทั่วอัฒจันทร์


    ปิดท้ายด้วยสายสมองอย่าง ไป๋หยุนเซิง ชายหนุ่มในชุดม่วงเข้มที่มีแววตาดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ เขามักจะกวาดสายตาอ่านเกมของคู่ต่อสู้อย่างทะลุปรุโปร่ง จุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดคือถุงมือคริสตัลที่สวมอยู่ที่ฝ่ามือขวา ซึ่งแผ่รังสีเย็นเฉียบและแข็งแกร่งจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว


    เมื่อสัญญาณเริ่มขึ้น ไป๋หยุนเซิงเพียงสะบัดหมัดออกไปเพียงครั้งเดียว ทว่าเป็นการโจมตีที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ หมัดของเขาเจาะทะลวงผ่านการป้องกันทุกรูปแบบของคู่ต่อสู้ประดุจเข็มที่แทงผ่านแผ่นกระดาษ ส่งร่างอีกฝ่ายลงไปนอนกองกับพื้นดินในพริบตา


    “เป็นการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบ... ชัดเจน และเฉียบคมไร้ที่ติ!”


    ทั้งสามคนต่างแสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือชั้น ทว่าในความเก่งกาจเหล่านั้น กลับแฝงไปด้วย “ความดิบเถื่อน” และความกระหายเลือดที่แตกต่างจากศิษย์รุ่นพี่อย่างมู่หรงเซียว ซ่งมู่หรือเยี่ยหลิวซวงที่ดูสูงส่งและนิ่งสงบเกินไป ศิษย์ใหม่ทั้งสามเปรียบเสมือนพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะขย้ำทุกอย่างที่ขวางหน้า


    “พวกเขาสามคนแข็งแกร่งก็จริง... แต่ข้ารู้สึกว่ามันขาด ‘ความดุดัน’ บางอย่างไป ความรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออกแบบที่อวี้เหวินเคยสร้างไว้ตอนประลองล่าสุด... ข้ายังไม่สัมผัสมันจากสามคนนี้เลย” ศิษย์คนเดิมที่เคยเห็นอวี้เหวินสู้พึมพำออกมา


    “เจ้ายังจะเพ้อเจ้อเรื่องคนตายอีกรึ? ดูพลังนั่นสิ! อวี้เหวินกลับมาได้ก็เป็นแค่ขยะหน้าลานประลองเท่านั้นแหละ!” ศิษย์ฝ่ายศัตรูโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน


    บนที่นั่งหินแกะสลักลวดลายมังกรซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้ถือครองตำแหน่งศิษย์หลักสิบห้าอันดับแรก ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน ท่วงท่าของเขาดูผ่อนคลายทว่าแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสอันเหลือคณา เขาคือ “จ้าวชิงซาน” ศิษย์หลักอันดับที่สิบเอ็ด พี่ชายแท้ๆ ของจ้าวชิงอวิ๋นที่เคยพ่ายแพ้อย่างอัปยศให้กับอวี้เหวินในการประลองชิงที่พัก


    เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ สายตามองลงไปยังลานประลองเบื้องล่างด้วยแววตาดูแคลน ราวกับมองฝูงมดปลวกที่กำลังดิ้นรนเพื่อเกียรติยศที่เขามีครอบครองอยู่แล้วนานนับปี


    เมื่อหูของเขาสดับได้ถึงชื่อของ ‘อวี้เหวิน’ ที่เหล่าศิษย์ใหม่พึมพำกัน มุมปากของจ้าวชิงซานก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว แฝงไปด้วยความรังเกียจที่สลักลึก


    “หึ... พวกเจ้าจะพูดถึงคนตายไปเพื่อเหตุอันใด?”


    เสียงของเขาไม่ดัง ทว่าด้วยพลังที่อัดแน่น มันกลับกังวานชัดแจ้งไปทั่วบริเวณลานมังกรทะยานประดุจเสียงกระซิบข้างหูของผู้คนนับพัน ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่พลันชะงักงัน บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงในพริบตา


    “ขยะก็คือขยะ... ต่อให้มันจะมีพรสวรรค์โดดเด่นเพียงใด หรือเคยสร้างวีรกรรมพิลึกพั่นเพียงไหน...” จ้าวชิงซานเอ่ยต่อพลางวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงกระทบกลับดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของผู้ฟัง “หากมันโง่เง่าพอที่จะเอาชีวิตไปทิ้งกลางทาง ก็ย่อมไม่มีค่าอะไรให้เอ่ยถึงอีกต่อไป”


    เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มศิษย์ใหม่ที่เคยชื่นชมอวี้เหวิน แววตานั้นประดุจเข็มนับพันที่แทงทะลุความหวังของพวกเขา “โลกแห่งผู้ฝึกตนตัดสินกันที่ลมหายใจสุดท้าย ในเมื่อมันสิ้นชีพไปในคราบสุนัขจรจัดที่หุบเขาหมอกโลหิต ชื่อของมันก็สมควรถูกลบเลือนไปจากตำหนักมังกรเมฆาเสีย!”


    คำพูดที่รุนแรงและโอหังนั้นทำให้ผู้อาวุโสบางท่านบนแท่นสูงถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ อาจารย์บางคนลอบถอนหายใจและเบือนหน้าหนี เพราะพวกเขารู้ดีว่าความแค้นส่วนตัวของตระกูลจ้าวที่มีต่ออวี้เหวินนั้นฝังลึกเพียงใด


    ทว่า... ไม่มีใครกล้าขัด


    ตำแหน่งศิษย์หลักอันดับที่สิบเอ็ดไม่ได้มีไว้เพียงประดับฝาผนัง พลังที่แผ่ออกมาจากจ้าวชิงซานนั้นหนักแน่นและทรงพลังเกินกว่าที่ศิษย์ทั่วไปจะกล้าสบตา แม้แต่ศิษย์ใหม่อย่างพวกหลัวเทียนอี้ยังต้องลอบกำหมัดแน่นด้วยความอึดอัดที่ไม่อาจโต้แย้งความจริงในข้อที่ว่า ‘ผู้ตายไร้สิทธิ์พูด’


    จ้าวชิงซานเหลือบมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าบนเวทีประลอง ที่ซึ่งครั้งหนึ่งอวี้เหวินเคยยืนอยู่อย่างทระนง เขาพึมพำเบาๆ กับตนเอง แววตาฉายรังสีฆ่าฟันที่ปิดไม่มิด


    “น่าเสียดายจริงๆ... ที่เจ้ารีบตายเร็วกว่าที่ข้าคิด... ข้ายังไม่ได้มีโอกาสเหยียบหน้าเจ้า และบดขยี้เกียรติยศของเจ้าด้วยมือของข้าเอง เพื่อล้างอายให้แก่น้องชายข้า...”


    เขาสะบัดมือคราหนึ่ง พุ่งเข้ากระแทกผนังที่นั่งจนเกิดรอยร้าว แสดงถึงความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่ภายใน

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน