ยอดเขาด้านข้างที่ศิษย์ฝึกหัดอยู่
เย่จิงอวิ๋นยังคงทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเคย ตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน และฝึกฝน หมัดเทพทลาย อย่างยากลำบาก
สีหน้าของเขามั่นคง ดวงตาสงบราวกับนำท้องฟ้ามาไว้ภายในนั้น ซึ่งราวกับการออกหมัดไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าการออกหมัดของเขายังเชื่องช้าปวกเปียกไร้กำลัง ทว่าเมื่อรวมกับท่าแปลก ๆ และการหายใจเป็นจังหวะใสตัวของมันนั้น มันยิ่งทำให้เขาเริ่มออกท่วงท่าเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ดูเหมือนว่าต้นไม้ ใบหญ้า และฝุ่นทราย ราวกับส่งเสริมเขาทั้งสิ้น
เย่จิงอวิ๋น ดูเป็นคนที่ธรรมดาจนเรียกว่าสามัญชนไม่ต่างจากผู้คนทั่วไป
แต่เขาไม่เคยดูแคลนตนว่าเป็นคนไร้ค่า เขามีจิตใจที่แน่วแน่ ผนวกกับปราณวาสนา และสุดยอดเคล็ดวิชาที่ได้รับมา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในภายภาคหน้าเขาจะกลายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งเหนือผู้ใด
..........................
สำหรับหยู่เหวินเซิ่งซินเองก็ไม่ได้นั่งถอนหายใจไปวัน ๆ
เนื่องจากคำชี้แนะจากหลินเฟิง นางจึงตระหนักถึงตัวตนของตัวเองได้ และมองเห็นเส้นทางของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น
ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ความแข็งแกร่งที่จากเดิมอยู่ในระดับเซียนแท้จริงขั้นต้น ตอนนี้ได้ทะลวงสู่เซียนแท้จริงขั้นสูงสุดแล้ว
ด้วยคำชี้แนะเพียงประโยคเดียว นางกลับทะลวงระดับพลังได้ในรวดเดียว
แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากมหาปราชญ์อีกไกลโข ทว่าตราบใดที่จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนไม่ขาด นางก็จะสามารถไปถึงและก้าวข้ามตัวนางในชาติก่อนได้อย่างแน่นอน
....................
นอกนิกายเทพกระบี่ ห่างออกไปหลายหมื่นลี้
ในเมืองชายแดนอันห่างไกล
“ท่านเซียนน้อย เมืองของข้าขอขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน”
“หากท่านเซียนน้อยไม่ช่วยพวกเรากำจัดสัตว์ร้ายเหล่านั้นและขับไล่พวกโจรบนภูเขาเฮยเฟิง คงมิอาจหลีกเลี่ยงการนองเลือดเป็นแน่แท้”
“ความเมตตาของท่านเซียนน้อยนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทรผืนใด เกรงว่าเราคงมิอาจทดแทนพระคุณ”
“ท่านเซียนน้อยโปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”
ชาวบ้านที่เวลานี้เนืองแน่นต่างพากันโค้งคำนับด้วยความตื่นเต้น
ต่อหน้าทุกคนมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปียืนอยู่
ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้มบาง ๆ ออกมาพร้อมกับยกมือประสานกลับ
“พวกท่านเกรงใจเกินไปแล้ว”
“มันก็แค่สัตว์ร้ายทั่วไป ในสายตาของพวกเราผู้ก้าวไปบนวิถีแห่งเซียน พวกมันก็แค่สิ่งมีชีวิตที่เหมือนมดปลวก เพียงสะบัดมือก็สูญสลาย”
“ส่วนพวกโจรภูเขาที่ข่มเหงผู้คน เมื่อเจอคนเช่นข้า นับว่าถึงคราวจบสิ้นของพวกมัน”
“เทิดทูนความแข็งแกร่ง ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ลงทัณฑ์คนชั่ว ส่งเสริมคนดี เข้าเผชิญหน้าอธรรม นั่นคือคำสอนของนิกายเทพกระบี่ข้า”
ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจและน้ำเสียงที่แน่วแน่
จากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยังทุกคนแล้วเอ่ยขึ้น
“การที่ข้ามาที่นี่ อาจเป็นเพราะข้ามีชะตาร่วมกับสถานที่แห่งนี้”
“ในนามของนิกายเทพกระบี่ ข้าจะมอบโอกาสที่หาได้ยากแก่พวกท่าน”
“ท่านเจ้าเมือง รบกวนท่านเรียกผู้เยาว์ทั้งหมดมาเพื่อเข้ารับการทดสอบ ตราบใดที่ผ่านการทดสอบก็จะสามารถเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่ในฐานะศิษย์ฝึกหัดได้”
แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็คือ เย่เสวียน ที่ออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์
เมื่อทุกคนได้ยินชายหนุ่มผู้นี้เอ่ยขึ้น ความโกลาหลก็บังเกิดทันที
“จะ...จริงหรือ?”
“เด็ก ๆ ในเมืองนี้สามารถเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่ได้เช่นนั้นหรือ?”
“เร็วเข้า ๆ รีบไปเรียกจางเอ้อที่กำลังเก็บฝืนมาที่นี่ประเดี๋ยวนี้ ยังมีเจ้าอ้วนหลี่อีก...”
เจ้าเมืองที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับน้ำตาไหล
ฉับพลัน เขารีบสั่งให้ทุกคนในเมืองตามผู้เยาว์ที่อยู่ในเกณฑ์มายังที่นี่ทั้งหมด
ไม่นานหลังจากนั้น เย่เสวียนก็ได้เริ่มทำการทดสอบความสามารถของผู้เยาว์ทีละคน ๆ
แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากมาย แต่มีเพียงสองคนที่มีพรสวรรค์เข้าตา พวกเขาใช้ความเรียบง่าย มั่นคงและหนักแน่นฝ่าด่านผ่านการทดสอบมาได้สำเร็จ
“ขุนเขาไร้เดือน ปฐพีไร้ปี เพียงพริบตาข้าได้ออกจากนิกายมาแรมเดือนแล้วหรือนี่...”
เย่เสวียน ทอดถอนใจกับตนเอง
ครั้นเดินทางออกจากนิกาย ท่านเจ้านิกายก็ได้มอบหมายภารกิจให้เป็นการส่วนตัว
ให้เขาค้นหาศิษย์ฝึกหัดที่มีความสามารถมาเข้าร่วมนิกายให้ได้
และนี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับเขาที่จะพิสูจน์ความสามารถต่อท่านเจ้านิกาย
แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำให้เจ้านิกายผิดหวัง เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้!
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จำเป็นต้องใช้อุบายเล็กน้อย
ข่าวลือบนโลกภายนอก นิกายเทพกระบี่คือที่นิกายที่ทรุดโทรมและตกต่ำยิ่ง
ทุกคนเชื่อว่ามรดกสืบทอดของนิกายเทพกระบี่หายสาบสูญไปนานแล้ว อีกทั้งยังไร้ซึ่งอนาคต
ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปโดยการเลือกหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ ตามบริเวณชายแดนเพื่อเริ่มต้นการรับสมัคร
สถานที่เหล่านี้แต่เดิมข่าวย่อมมาไม่ถึง ดังนั้นผู้คนละแวกนี้จึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนิกายเทพกระบี่
กระทั่งไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีนิกายที่ชื่อว่านิกายเทพกระบี่อยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ตราบใดที่เปลี่ยนความคิดของพวกเขาเหล่านั้นให้หันมาเคารพบูชานิกายเทพกระบี่ได้สำเร็จ ต่อให้จะเป็นนิกายหรือสำนักที่ยิ่งใหญ่หรือเล็กจ้อยเพียงใดก็หาได้สนใจอีกต่อไป
เมื่อวางแผนการเสร็จสรรพ เขาก็แค่แสดงความแข็งแกร่งโดยการจัดการกับสัตว์ร้าย โจรป่า เพื่อแสดงความแข็งแกร่งต่อหน้าชาวบ้านเหล่านี้ จากนั้นพวกเขาก็จะเทิดทูนเลื่อมใสและอยากจะนำบุตรของตนเองมาถวายตัวเข้าร่วมกับนิกายโดยไม่ต้องเปลืองน้ำลายเพิ่ม
นับว่าวิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่เย่เสวียนก็ยังคาดไม่ถึง...
“นับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เลว เหตุไฉนข้าจึงได้อัจฉริยะถึงเพียงนี้” เย่เสวียนยิ้มกรุ้มกริ่มในใจ จากนั้นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
หลังจากความพยายามร่วมเดือน เวลานี้เขาได้รับสมัครศิษย์ฝึกหัดมาแล้วหลายสิบชีวิต
เย่เสวียนวาดแผนที่โดยสังเขปให้กับพวกเขาเพื่อให้เดินทางไปยังนิกายเทพกระบี่ด้วยตนเอง
จนพวกเขาค่อย ๆ ทยอยไปถึงนิกายทีละคน ๆ
“หึหึ หากท่านเจ้านิกายเห็นศิษย์ฝึกหัดเหล่านั้นแล้ว เกรงว่าท่านคงจะชื่นชมในความสามารถของข้าเป็นแน่” เย่เสวียนคิดในใจพลางบังเกิดแววตาคาดหวังขึ้นมา
เมื่อหมดธุระกับเมืองนี้แล้ว เย่เสวียนก็ไม่ได้หยุดภารกิจของตน แต่เขายังคงมุ่งหน้าไปยังจุดหมายอื่นเพื่อค้นหาศิษย์ฝึกหัดที่เหมาะสมต่อไป
...................
ไม่กี่วันต่อมา
ในหุบเขาซึ่งมีหมอกหนา
เย่เสวียน ที่กำลังหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในโพรงหลังก้อนหินแห่งหนึ่ง เขามองดูสายลมและใบหญ้าพลิ้วไสวผ่านช่องว่างเถาวัลย์อย่างระมัดระวัง
สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ปราณวิญญาณในห้วงสมุทรปราณนั้นถูกรีดเค้นออกมาเตรียมพร้อม
ในมือของเขาคือกระบี่ที่มีอักขระโบราณสีแดงทั้งเล่ม เวลานี้เขากำลังข่มใจไม่ให้โจมตีออกไป
“ไอ้สารเลว!”
“คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอตาเฒ่าจางสงแห่งสำนักดาบสัตโลหะอีก!”
“โลกข้างแคบยิ่งนัก เช่นนี้เห็นทีเลือดต้องล้างด้วยเลือด”
เย่เสวียนกล่าวในใจด้วยความโกรธแค้น
ไม่กี่วันก่อน เขาออกจากเมืองก่อนหน้านี้ หลังจากค้นหาสถานที่ใหม่อยู่หลายวันเขาก็ได้พบกับหมู่บ้านถัดไปที่เป็นเป้าหมาย
เมื่อวานเขาได้วางแผนรับศิษย์ฝึกหัดเช่นเคย
แต่ใครจะคิดว่าจางสงอาวุโสแห่งสำนักดาบสัตโลหะก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
หลังจากรับรู้ว่าเย่เสวียนเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่ อีกฝ่ายก็เริ่มให้ร้ายกับเขาว่านิกายเทพกระบี่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว อีกทั้งหลินเฟิงก็เป็นเพียงขยะที่ไม่มีค่าแก่การกล่าวถึง
ทำให้เรื่องการรับศิษย์ฝึกหัดล้มเหลวพังไม่เป็นท่า
ควบคู่ไปกับชื่อเสียงของเย่เสวียนถูกทำลายจนย่อยยับป่นปี้
ทางด้านเย่เสวียนที่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของนิกายเทพกระบี่อันเกรียงไกร และเขาเคารพเจ้านิกายยิ่งกว่าผู้ใด
แล้วเช่นนั้นจะทนต่อคำพูดดูหมิ่นของจางสงได้เช่นไร?
เมื่อเริ่มประมือกัน ด้วยความห่างชั้นของเขากับอีกฝ่ายจึงทำให้เขาตัดสินใจหนีออกมา
ทางด้านจางสงรู้สึกว่าตนเสียหน้ายิ่งที่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ เขาจึงอยากจะสังหารเย่เสวียนให้ตกตาย
จางสงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป เขาตัดสินใจวางแผนที่จะลอบสังหารเย่เสวียน
แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับหารู้ไม่...