สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_41_รับสมัครศิษย์ ข้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ

    ยอดเขาด้านข้างที่ศิษย์ฝึกหัดอยู่


    เย่จิงอวิ๋นยังคงทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเคย ตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน และฝึกฝน หมัดเทพทลาย อย่างยากลำบาก


    สีหน้าของเขามั่นคง ดวงตาสงบราวกับนำท้องฟ้ามาไว้ภายในนั้น ซึ่งราวกับการออกหมัดไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อเขาเลยแม้แต่น้อย


    แม้ว่าการออกหมัดของเขายังเชื่องช้าปวกเปียกไร้กำลัง ทว่าเมื่อรวมกับท่าแปลก ๆ และการหายใจเป็นจังหวะใสตัวของมันนั้น มันยิ่งทำให้เขาเริ่มออกท่วงท่าเป็นธรรมชาติมากขึ้น


    ดูเหมือนว่าต้นไม้ ใบหญ้า และฝุ่นทราย ราวกับส่งเสริมเขาทั้งสิ้น


    เย่จิงอวิ๋น ดูเป็นคนที่ธรรมดาจนเรียกว่าสามัญชนไม่ต่างจากผู้คนทั่วไป


    แต่เขาไม่เคยดูแคลนตนว่าเป็นคนไร้ค่า เขามีจิตใจที่แน่วแน่ ผนวกกับปราณวาสนา และสุดยอดเคล็ดวิชาที่ได้รับมา


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในภายภาคหน้าเขาจะกลายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งเหนือผู้ใด


    ..........................


    สำหรับหยู่เหวินเซิ่งซินเองก็ไม่ได้นั่งถอนหายใจไปวัน ๆ


    เนื่องจากคำชี้แนะจากหลินเฟิง นางจึงตระหนักถึงตัวตนของตัวเองได้ และมองเห็นเส้นทางของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น


    ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ความแข็งแกร่งที่จากเดิมอยู่ในระดับเซียนแท้จริงขั้นต้น ตอนนี้ได้ทะลวงสู่เซียนแท้จริงขั้นสูงสุดแล้ว


    ด้วยคำชี้แนะเพียงประโยคเดียว นางกลับทะลวงระดับพลังได้ในรวดเดียว


    แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากมหาปราชญ์อีกไกลโข ทว่าตราบใดที่จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนไม่ขาด นางก็จะสามารถไปถึงและก้าวข้ามตัวนางในชาติก่อนได้อย่างแน่นอน


    ....................


    นอกนิกายเทพกระบี่ ห่างออกไปหลายหมื่นลี้


    ในเมืองชายแดนอันห่างไกล


    “ท่านเซียนน้อย เมืองของข้าขอขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน”


    “หากท่านเซียนน้อยไม่ช่วยพวกเรากำจัดสัตว์ร้ายเหล่านั้นและขับไล่พวกโจรบนภูเขาเฮยเฟิง คงมิอาจหลีกเลี่ยงการนองเลือดเป็นแน่แท้”


    “ความเมตตาของท่านเซียนน้อยนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทรผืนใด เกรงว่าเราคงมิอาจทดแทนพระคุณ”


    “ท่านเซียนน้อยโปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”


    ชาวบ้านที่เวลานี้เนืองแน่นต่างพากันโค้งคำนับด้วยความตื่นเต้น


    ต่อหน้าทุกคนมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปียืนอยู่


    ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้มบาง ๆ ออกมาพร้อมกับยกมือประสานกลับ


    “พวกท่านเกรงใจเกินไปแล้ว”


    “มันก็แค่สัตว์ร้ายทั่วไป ในสายตาของพวกเราผู้ก้าวไปบนวิถีแห่งเซียน พวกมันก็แค่สิ่งมีชีวิตที่เหมือนมดปลวก เพียงสะบัดมือก็สูญสลาย”


    “ส่วนพวกโจรภูเขาที่ข่มเหงผู้คน เมื่อเจอคนเช่นข้า นับว่าถึงคราวจบสิ้นของพวกมัน”


    “เทิดทูนความแข็งแกร่ง ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ลงทัณฑ์คนชั่ว ส่งเสริมคนดี เข้าเผชิญหน้าอธรรม นั่นคือคำสอนของนิกายเทพกระบี่ข้า”


    ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจและน้ำเสียงที่แน่วแน่


    จากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยังทุกคนแล้วเอ่ยขึ้น


    “การที่ข้ามาที่นี่ อาจเป็นเพราะข้ามีชะตาร่วมกับสถานที่แห่งนี้”


    “ในนามของนิกายเทพกระบี่ ข้าจะมอบโอกาสที่หาได้ยากแก่พวกท่าน”


    “ท่านเจ้าเมือง รบกวนท่านเรียกผู้เยาว์ทั้งหมดมาเพื่อเข้ารับการทดสอบ ตราบใดที่ผ่านการทดสอบก็จะสามารถเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่ในฐานะศิษย์ฝึกหัดได้”


    แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็คือ เย่เสวียน ที่ออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์


    เมื่อทุกคนได้ยินชายหนุ่มผู้นี้เอ่ยขึ้น ความโกลาหลก็บังเกิดทันที


    “จะ...จริงหรือ?”


    “เด็ก ๆ ในเมืองนี้สามารถเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่ได้เช่นนั้นหรือ?”


    “เร็วเข้า ๆ รีบไปเรียกจางเอ้อที่กำลังเก็บฝืนมาที่นี่ประเดี๋ยวนี้ ยังมีเจ้าอ้วนหลี่อีก...”


    เจ้าเมืองที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับน้ำตาไหล


    ฉับพลัน เขารีบสั่งให้ทุกคนในเมืองตามผู้เยาว์ที่อยู่ในเกณฑ์มายังที่นี่ทั้งหมด


    ไม่นานหลังจากนั้น เย่เสวียนก็ได้เริ่มทำการทดสอบความสามารถของผู้เยาว์ทีละคน ๆ


    แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากมาย แต่มีเพียงสองคนที่มีพรสวรรค์เข้าตา พวกเขาใช้ความเรียบง่าย มั่นคงและหนักแน่นฝ่าด่านผ่านการทดสอบมาได้สำเร็จ


    “ขุนเขาไร้เดือน ปฐพีไร้ปี เพียงพริบตาข้าได้ออกจากนิกายมาแรมเดือนแล้วหรือนี่...”


    เย่เสวียน ทอดถอนใจกับตนเอง


    ครั้นเดินทางออกจากนิกาย ท่านเจ้านิกายก็ได้มอบหมายภารกิจให้เป็นการส่วนตัว


    ให้เขาค้นหาศิษย์ฝึกหัดที่มีความสามารถมาเข้าร่วมนิกายให้ได้


    และนี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับเขาที่จะพิสูจน์ความสามารถต่อท่านเจ้านิกาย


    แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำให้เจ้านิกายผิดหวัง เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้!


    อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จำเป็นต้องใช้อุบายเล็กน้อย


    ข่าวลือบนโลกภายนอก นิกายเทพกระบี่คือที่นิกายที่ทรุดโทรมและตกต่ำยิ่ง


    ทุกคนเชื่อว่ามรดกสืบทอดของนิกายเทพกระบี่หายสาบสูญไปนานแล้ว อีกทั้งยังไร้ซึ่งอนาคต


    ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปโดยการเลือกหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ ตามบริเวณชายแดนเพื่อเริ่มต้นการรับสมัคร


    สถานที่เหล่านี้แต่เดิมข่าวย่อมมาไม่ถึง ดังนั้นผู้คนละแวกนี้จึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนิกายเทพกระบี่


    กระทั่งไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีนิกายที่ชื่อว่านิกายเทพกระบี่อยู่


    ยิ่งไปกว่านั้น ตราบใดที่เปลี่ยนความคิดของพวกเขาเหล่านั้นให้หันมาเคารพบูชานิกายเทพกระบี่ได้สำเร็จ ต่อให้จะเป็นนิกายหรือสำนักที่ยิ่งใหญ่หรือเล็กจ้อยเพียงใดก็หาได้สนใจอีกต่อไป


    เมื่อวางแผนการเสร็จสรรพ เขาก็แค่แสดงความแข็งแกร่งโดยการจัดการกับสัตว์ร้าย โจรป่า เพื่อแสดงความแข็งแกร่งต่อหน้าชาวบ้านเหล่านี้ จากนั้นพวกเขาก็จะเทิดทูนเลื่อมใสและอยากจะนำบุตรของตนเองมาถวายตัวเข้าร่วมกับนิกายโดยไม่ต้องเปลืองน้ำลายเพิ่ม


    นับว่าวิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่เย่เสวียนก็ยังคาดไม่ถึง...


    “นับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เลว เหตุไฉนข้าจึงได้อัจฉริยะถึงเพียงนี้” เย่เสวียนยิ้มกรุ้มกริ่มในใจ จากนั้นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา


    หลังจากความพยายามร่วมเดือน เวลานี้เขาได้รับสมัครศิษย์ฝึกหัดมาแล้วหลายสิบชีวิต


    เย่เสวียนวาดแผนที่โดยสังเขปให้กับพวกเขาเพื่อให้เดินทางไปยังนิกายเทพกระบี่ด้วยตนเอง


    จนพวกเขาค่อย ๆ ทยอยไปถึงนิกายทีละคน ๆ


    “หึหึ หากท่านเจ้านิกายเห็นศิษย์ฝึกหัดเหล่านั้นแล้ว เกรงว่าท่านคงจะชื่นชมในความสามารถของข้าเป็นแน่” เย่เสวียนคิดในใจพลางบังเกิดแววตาคาดหวังขึ้นมา


    เมื่อหมดธุระกับเมืองนี้แล้ว เย่เสวียนก็ไม่ได้หยุดภารกิจของตน แต่เขายังคงมุ่งหน้าไปยังจุดหมายอื่นเพื่อค้นหาศิษย์ฝึกหัดที่เหมาะสมต่อไป


    ...................


    ไม่กี่วันต่อมา


    ในหุบเขาซึ่งมีหมอกหนา


    เย่เสวียน ที่กำลังหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในโพรงหลังก้อนหินแห่งหนึ่ง เขามองดูสายลมและใบหญ้าพลิ้วไสวผ่านช่องว่างเถาวัลย์อย่างระมัดระวัง


    สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ปราณวิญญาณในห้วงสมุทรปราณนั้นถูกรีดเค้นออกมาเตรียมพร้อม


    ในมือของเขาคือกระบี่ที่มีอักขระโบราณสีแดงทั้งเล่ม เวลานี้เขากำลังข่มใจไม่ให้โจมตีออกไป


    “ไอ้สารเลว!”


    “คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอตาเฒ่าจางสงแห่งสำนักดาบสัตโลหะอีก!”


    “โลกข้างแคบยิ่งนัก เช่นนี้เห็นทีเลือดต้องล้างด้วยเลือด”


    เย่เสวียนกล่าวในใจด้วยความโกรธแค้น


    ไม่กี่วันก่อน เขาออกจากเมืองก่อนหน้านี้ หลังจากค้นหาสถานที่ใหม่อยู่หลายวันเขาก็ได้พบกับหมู่บ้านถัดไปที่เป็นเป้าหมาย


    เมื่อวานเขาได้วางแผนรับศิษย์ฝึกหัดเช่นเคย


    แต่ใครจะคิดว่าจางสงอาวุโสแห่งสำนักดาบสัตโลหะก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน


    หลังจากรับรู้ว่าเย่เสวียนเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่ อีกฝ่ายก็เริ่มให้ร้ายกับเขาว่านิกายเทพกระบี่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว อีกทั้งหลินเฟิงก็เป็นเพียงขยะที่ไม่มีค่าแก่การกล่าวถึง


    ทำให้เรื่องการรับศิษย์ฝึกหัดล้มเหลวพังไม่เป็นท่า


    ควบคู่ไปกับชื่อเสียงของเย่เสวียนถูกทำลายจนย่อยยับป่นปี้


    ทางด้านเย่เสวียนที่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของนิกายเทพกระบี่อันเกรียงไกร และเขาเคารพเจ้านิกายยิ่งกว่าผู้ใด


    แล้วเช่นนั้นจะทนต่อคำพูดดูหมิ่นของจางสงได้เช่นไร?


    เมื่อเริ่มประมือกัน ด้วยความห่างชั้นของเขากับอีกฝ่ายจึงทำให้เขาตัดสินใจหนีออกมา


    ทางด้านจางสงรู้สึกว่าตนเสียหน้ายิ่งที่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ เขาจึงอยากจะสังหารเย่เสวียนให้ตกตาย


    จางสงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป เขาตัดสินใจวางแผนที่จะลอบสังหารเย่เสวียน


    แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับหารู้ไม่...

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน