“ท่านอวี้กง อายุท่านกับพวกผมน่าห่างกันไม่มาก ในฐานะผู้ชายด้วยกัน ท่านมีสาวในดวงใจรึเปล่าครับ” ไท่หยางถาม
“มีสิ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้นเมื่อพูดถึงหัวข้อนี้ ใบหน้าของเมิ่งชิงชิงลอยมาในความคิดเขาทันที
“ท่านพอจะบอกพวกเราได้ไหม ว่าสาวในฝันที่ท่านอยากได้มาเป็นคู่ชีวิตจะต้องผ่านเงื่อนไขอะไรบ้าง” เต๋อเทียนถามต่อทันที
“ปากหนัก แสดงออกว่ารัก แต่ปากบอกไม่แน่หรือให้รอดูไปก่อน เวลาโกรธดูน่ารัก บางเวลาก็ขี้อ้อน พวกเจ้าคิดว่าที่ตำหนักเทพกิเลนแห่งนี้มีหรือ” ไป่ฉีถาม ขณะที่เดินตามเต๋อเทียนกับไท่หยาง
“น่าจะมีนะครับ ท่านไม่ลองถามท่านประมุขดูล่ะครับ” ไท่หยางตอบ
“ถึงมีพวกนั้นก็เสแสร้งแกล้งทำมากกว่า ผู้หญิงพวกนั้นทำเพื่ออำนาจต่างหาก ถึงได้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อำนาจมาครอบครอง คนรักสำหรับพวกเธอเหล่านั้นก็คือคนที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเธอได้ ไม่ว่าจะลาภยศ เงินทอง ชื่อเสียง สำคัญคือตนเองอยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องทำงานใด ๆ ขอเพียงไม่ลำบาก พวกธอแทบจะนำตัวเองใส่พานถวายเลยล่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“แบบนี้นี่เอง” ไท่หยางกล่าว ภายในใจเขานั้นยอมรับเลยว่าสิ่งที่อวี้กงพูดนั้นล้วนเป็นจริงทั้งหมด สำหรับสตรีในตำหนักเทพกิเลน
“ว่าแต่ ประมุขน้อยเฟิงเทียน หลังจากนี้คงลำบากน่าดู เพราะประมุขเวิ่นเทียนไม่ก็ผู้อาวุโสน่าจะพยายามหาคู่ครองให้แน่ ๆ” ไป่ฉีหัวเราะ หึ หึ
“น่าจะเป็นแบบนั้นครับ ที่จริงก่อนหน้านี้เส้าเทียนเองก็มีคู่หมั้น แต่พอเรื่องอดีตฮูหยินใหญ่วางยาพิษประมุขน้อยเฟิงเทียน คู่หมั้นที่เป็นหลานสาวของผู้อาวุโสคนหนึ่งจึงตัดสินใจถอนหมั้นครับ” ไท่หยางกล่าว
“ปัดสวะให้พ้นตัวสินะ พวกเจ้าก็จำไว้แล้วกัน ว่าคนแบบนั้นอย่าได้เอามาเป็นคู่ชีวิตเด็ดขาด เพราะในยามที่พวกเจ้าลำบาก พวกนั้นพร้อมจะไปหาคนใหม่ที่ดีกว่าทันที” ไป่ฉีกล่าว
“ทราบแล้วครับ” เต๋อเทียนกับไท่หยางตอบ
ทั้ง 3 คนเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงตัวอาคารหลังใหญ่ มันคล้ายกับตำหนักในพระราชวังโบราณก็ว่าได้ ตัวอาคารมี 3 ชั้น แต่กว้างขวางมาก ขณะที่ไป่ฉีเดินมาถึงทางเข้า ก็พบกับผู้อาวุโสคุมกฎของตำหนักเทพกิเลนกำลังยืนต้อนรับแขกอยู่
“โอ้ ท่านอวี้กงมาแล้ว” ผู้อาวุโสคุมกฎทักขึ้น
“ประมุขจางมาถึงรึยัง” ไป่ฉีถาม
“มาถึงแล้วครับ” ผู้อาวุโสคุมกฎตอบ ก่อนจะเรียกบ่าวผู้หญิงมานำทางไป่ฉีไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมเอาไว้ ส่วนเต๋อเทียนกับไท่หยางก็แยกย้ายกันไปตามโต๊ะที่ครอบครัวของตนนั่งอยู่
ลักษณะภายในของตัวอาคารคล้ายกับหอ 7 ดาราตระกูลไป่ เพียงแต่มีความกว้างขวางมากกว่า และจำนวนชั้นน้อยกว่าเท่านั้น จากที่เห็นนั้น ชั้น 1 ทั้งหมดถูกใช้เป็นที่จัดเลี้ยง ส่วนชั้น 2 กับ 3 นั้นมีเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แต่งกายบ่งบอกว่าเป็นคนคุ้มกันของตำหนักเทพกิเลนยืนประจำตำแหน่งอยู่เพื่อรักษาความปลอดภัย
‘มีการจัดแบ่งโซนการนั่งไว้เหมือนกับตอนงานประลองไม่มีผิด เห็นทีคงต้องไปนั่งข้างจี๋หลินเวิ่นเทียนสินะ’ ไป่ฉีคิด
แล้วก็เป็นไปอย่างที่ไป่ฉีคิด ที่นั่งของเขานั้นอยู่ข้างจี๋หลินเวิ่นเทียน แต่ถัดไปข้าง ๆ เขากลับเป็นที่นั่งของเฟิงเทียน ซึ่งตอนนี้เจ้าศิษย์โรคจิตนี่กำลังมองเขาตาเป็นประกายชนชวนขนลุก
‘เจ้าศิษย์โรคจิต หยุดจ้องข้าแบบนั้นเดี๋ยวนี้’ ไป่ฉีส่งปราณสื่อสารไปหาเฟิงเทียน
‘ท่านอาจารย์ อาหารพวกนี้ถ้ากินแล้วจะส่งผลต่อการทะลวงขั้นลมปราณรึเปล่า’ เฟิงเทียนถามผ่านปราณสื่อสาร
'ยัดเข้าไปเถอะ เดี๋ยวค่อยใช้ปราณขับออกทีหลัง แค่มื้อ 2 มื้อ ไม่ได้เป็นสิบปีเหมือนก่อนหน้านี้' ไป่ฉีตอบผ่านปราณ
'งั้นผมไม่เกรงใจนะครับท่านอาจารย์ เจออาหารเม็ดทุกวันจนรู้สึกเหมือนน้องหมาเข้าไปทุกวัน' เฟิงเทียนเริ่มบ่น
'สรุปเจ้าบ่นใช่ไหม งั้นเราจะเก็บอาหารลมปราณกลับไปให้หมดดีหรือไม่ เจ้าจะได้กินอาหารพวกนี้' ไป่ฉีถาม
'แหะ ๆ ผมแค่พูดเล่นเองครับ ท่านอาจารย์ใจดี ได้โปรดอย่าเก็บอาหารลมปราณขั้นสูงไปเลยนะครับ' เฟิงเทียนกล่าว
“ท่านอวี้กง ได้ยินว่าท่านไม่ชอบหญิงสาวที่ทางเราจัดให้หรือครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
'เจ้าเด็กน้อยนี่ รู้ทั้งรู้ยังจะถามอีก หากเป็นที่ต้าเซียนละก็ ข้าจะจับตีก้นเป็นการลงโทษให้หนัก ๆ เลยเชียว' ไป่ฉีก่นด่าจี๋หลินเวิ่นเทียนในใจ ส่วนใบหน้านั้นยังคงเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกมาให้เห็น
“ประมุขจี๋หลิน ท่านแน่ใจนะว่าส่งหญิงสาวมาหาเรา ไม่ใช่ส่งปลาหมึกยักษ์สีแดงมาหาเรา หนวดของพวกมันพันแข้งพันขาจนน่ารำคาญยิ่งนัก เราเลยจับมันทำเป็นปลาหมึกแช่แข็งไปเรียบร้อยแล้ว หากยังส่งมาอีก เราจะจับพวกมันแล่เป็นชิ้น ๆ มาเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อต่อไปให้ท่านดีหรือไม่” สิ้นคำพูดของไป่ฉี จี๋หลินเวิ่นเทียนหน้าซีดลงทันที แม้ใบหน้าของเทพกระบี่จะยังคงรอยยิ้มอยู่ หากแต่น้ำเสียงนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่พอใจเรื่องนี้อย่างมาก
“ขอโทษด้วย เราได้ส่งเต๋อเทียนกับไท่หยางไปคอยดูแลท่านแทนในช่วงที่ท่านอยู่ที่นี่ ท่านสะดวกรึเปล่า” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“หากไม่ใช่พวกนิยมตัดแขนเสื้อ เราสะดวกแน่นอน อีกอย่างระหว่างที่พวกเขาดูแลเรา เราจะช่วยชี้แนะให้ ด้วยเห็นว่าประมุขจี๋หลินน่าจะเอ็นดูชายหนุ่ม 2 คนนี้เป็นพิเศษ หรือท่านคิดจะแต่ง 2 คนนี้เป็นเมียหรือ” ไป่ฉีกล่าว
“แคก ๆ ๆ ไม่ใช่ครับ ผมแค่ต้องการให้พวกเขาได้ตอบแทนท่านเรื่องที่ท่านรักษาอาการบาดเจ็บให้ต่างหาก” จี๋หลินเวิ่นเทียนสำลักน้ำชาที่จิบไปเมื่อครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้รำคาญชายหนุ่ม 2 คนที่เขาส่งไป แต่การที่บอกว่า หากไม่ใช่พวกตัดแขนเสื้อก็ไม่ปฏิเสธ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายเป็นชายแท้หรือ มันจะดูขัดแย้งรึเปล่า ผู้หญิงไม่เอา ผู้ชายก็ไม่เอา เห็นทีต้องถามจากเต๋อเทียนและไท่หยางซะแล้ว
“ประมุขจี๋หลิน เราชอบคนที่ท่านส่งมาดูแลเรามาก ไม่ทราบว่าพวกเขาพักผ่อนจนพร้อมออกรบ เอ้ย จนหายเหนื่อยหรือยัง เราชอบการดูแลของพวกเขามาก มันทำให้เราได้ออกกำลังกายหนัก ๆ หลังจากที่ไม่ได้ออกมานาน” จางหนี่หวังกล่าว
“เกรงว่าคงต้องพักสัก 2-3 วันครับ แต่ประมุขจางไม่ต้องห่วง ผมจะส่งอีก 3 คนไปดูแลท่านเอง ยังไงก็ใช้งานเพลา ๆ หน่อยนะครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนยิ้มแหยง ๆ เขารู้ว่าที่จางหนี่หวังพูดนั้นเพื่อประชดเขา ตอนนี้ชายหนุ่ม 3 คนที่ส่งไปล่อลวงประมุขจางยังนอนสลบไม่ได้สติอยู่เลย ดังนั้นเขาจึงได้สั่งผู้อาวุโสให้จัดหาชายหนุ่มไปดูแลประมุขจางต่อ แต่ดูเหมือนข่าวที่ประมุขจางกรอกยาปลุกกำหนัดให้กับชายหนุ่ม 3 คนที่ถูกส่งไปเพื่อล่อลวงก่อนหน้านี้จะแพร่ไปทั่ว จนมีแต่คนปฏิเสธทั้งนั้น สุดท้ายจี๋หลินเวิ่นเทียนจึงสั่งให้ผู้อาวุโสคัดมาโดยการจับสลาก
จี๋หลินเวิ่นเทียนยังจำได้ดีถึงสีหน้าของคนที่ได้สลากสีแดง ซึ่งเป็นคนที่ได้จะต้องไปอยู่ปรนนิบัติประมุขจาง หน้าของชายหนุ่มผู้โชคดีจากสลากสีแดง ต่างซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับสลากสีแดงในมือที่พวกเขาจับได้ พวกเขาร้องโอดครวญเพื่อขอบ่ายเบี่ยง แต่จี๋หลินเวิ่นเทียนก็ยื่นข้อเสนอเป็นโอสถลมปราณให้เป็นการชดเชย หากยอมดูแลประมุขจาง พวกเขาจึงตอบตกลง
“งั้นเหรอ เอาเถอะ แต่ถ้าเราเห็นหน้าแล้วไม่พอใจ เราจะส่งกลับทันที ในสภาพจี๋หลินกงกง ท่านเข้าใจใช่ไหม” จางหนี่หวังยกยิ้มขึ้น ทำนิ้วชี้กับนิ้วกลางเหมือนกับกรรไกรตัดฉับ และน้ำเสียงนั้นส่งแรงกดดันมาให้จี๋หลินเวิ่นเทียนไม่น้อยทีเดียว
'โว๊ย คิดผิดจริง ๆ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย 2 คนนี้น่ากลัวโคตร ภาวนาให้ทั้ง 5 คนที่เราส่งไปกลับมาอย่างครบ 32 ประการทีเถอะ ถ้าพวกเขารอดกลับมาได้เราจะอัดฉีดรางวัลเป็นโอสถมากเท่าที่จะมากได้เลย' จี๋หลินเวิ่นเทียนโอดครวญในใจ
“ขอประทานโทษครับ ท่านประมุข แขกทั้งหมดมากันครบแล้ว” เสียงของผู้อาวุโสคุมกฎดังขึ้น ทำให้จี๋หลินเวิ่นเทียนหลุดจากความคิดของตน
“ขอบใจท่านมาก เดี๋ยวเราจัดการต่อเอง ไปนั่งที่ของท่านเถอะ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวกับผู้อาวุโสคุมกฎ ก่อนที่ตนเองจะลุกขึ้น
เพียงแค่จี๋หลินเวิ่นเทียนลุกขึ้น ผู้ร่วมงานต่างเงียบเสียงกันหมด ด้วยรู้ว่าน่าจะถึงเวลาที่ประมุขจี๋หลินจะกล่าวเปิดงานเลี้ยงอาหารมื้อเย็นแล้ว
“ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาร่วมงานประลองภายในของตำหนักเทพกิเลนของเรา หลังจากการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเสร็จสิ้นลง บุญคุณความแค้นในการประลองนั้นขอให้เก็บไว้แก้มือกันในปีหน้า ตอนนี้เราผู้เป็นประมุขแห่งตำหนักเทพกิเลน ขอเปิดงานเลี้ยงมื้อค่ำวันแรก เชิญทุกท่านสนุกกับมื้อค่ำนี่ให้เต็มที่” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวเปิดงานเลี้ยงอาหารจบลง เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้น จากนั้นอาหารก็ถูกนำเข้ามา
การพูดคุยหยอกล้อกันมีให้เห็นในงานเลี้ยง แม้กระทั่งการเล่นเกมการเมืองกันภายในตำหนักเทพเองก็เช่นกัน ไป่ฉีมองบรรยากาศโดยรอบแล้วทำให้นึกถึงตอนที่ตนอยู่ต้าเซียน หลังขึ้นรับตำแหน่งเจ้ายุทธภพแล้ว งานเลี้ยงเช่นนี้มีจัดออกบ่อย เขาเห็นจนเบื่อแล้ว คงมีแต่อาหารเท่านั้นที่ทำให้เขาพอจะประหลาดใจบ้าง ด้วยเป็นอาหารที่เขาไม่เคยกินมาก่อนนั่นเอง
นางรำเริ่มเข้ามาทำการแสดงตรงกลางที่เว้นว่างเอาไว้ ไป่ฉีมองด้วยสายตาเรียบเฉย ต่างจากจางหนี่หวังที่ดูจะคุยกับจี๋หลินเวิ่นเทียนอย่างสนุกสนาน
“ท่านอวี้กง ทำหน้าแบบนั้นไม่สนุกเลยเหรอ” จางหนี่หวังที่เห็นสีหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเทพกระบี่ทำหน้านิ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวเบื่องานเลี้ยงสุด ๆ แต่ที่ยังไม่ลุกออกจากงานเลี้ยงเพราะต้องการรักษาหน้าของจี๋หลินเวิ่นเทียนเอาไว้
“การรำยังไม่ถึงขั้นต่างหาก” ไป่ฉีกล่าวจบ ก็ร่ายยาวถึงข้อบกพร่องของนางรำที่กำลังทำการแสดง ทำเอาจางหนี่หวังถึงกับยิ้มแหยง ๆ ด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายนอกจากเรื่องทักษะยุทธ์แล้ว ยังเก่งในเรื่องของนาฏศิลป์อีกด้วย
“ถ้าท่านอวี้กงเบื่อแล้ว เรามาเริ่มในส่วนของการแสดงความสามารถกันดีหรือไม่” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม มีหรือเขาจะปล่อยให้อีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิดเพราะความเบื่อหน่าย
“การแสดงความสามารถงั้นหรือ” ไป่ฉีหันมาถาม
“ใช่แล้ว หากมีแต่การร่ายรำของหญิงสาวให้ดู มันคงจะน่าเบื่อ ดังนั้นจึงมีการเปิดโอกาสให้คนที่กล้าแสดงออกได้แสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในด้านไหนก็ตาม ร่ายรำ ขับร้อง ดนตรี หรือแสดงศิลปยุทธ์ ก็ได้ทั้งนั้น” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“ก็ยังไม่น่าสนใจเท่าใดนัก แต่เราจะเป็นคนเปิดการแสดงให้ก่อน” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเหาะไปตรงกลางกลุ่มของนางรำทันที ทำให้พวกเธอต้องถอยออกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไป่ฉีเรียกพิณโบราณออกมา ใช้ปราณบังคับให้พิณนั้นลอยอยู่ในระดับเอวของเขา ก่อนจะเริ่มพรมนิ้วลงบนเส้นสายของพิณอย่างลื่นไหล ท่วงทำนองราวกับสายน้ำไหลเย็น ชะโลมจิตใจของผู้ที่ได้ฟังให้ผ่อนคลาย พวกเขาไม่เคยฟังเพลงจากพิณโบราณที่ไพเราะขนาดนี้มาก่อน พิณยังคงบรรเลงต่อไปอีก 5 นาทีก่อนเสียงจะค่อย ๆ เบาลงและเงียบหายไปในที่สุด
“ขายหน้าแล้ว เราขอตัวกลับเลยก็แล้วกัน” ไป่ฉีเก็บพิณโบราณเข้าแหวนมิติ ก่อนจะคำนับประธานของงานอย่างจี๋หลินเวิ่นเทียน แล้วหันหลังเดินออกไปจากงานทันที โดยมีเต๋อเทียนกับไท่หยางที่ยังมีน่องไก่คาอยู่ที่ปากและมือทั้ง 2 ข้าง ติดตามออกไปด้วย
“ราวเทพแห่งพิณมาบรรเลงเพลงทิพย์ให้ฟังจริง ๆ” จางหนี่หวังลุกขึ้นกล่าว ก่อนจะปรบมือ ตามด้วยทุกคนในที่นี้ต่างก็ปรบมือตาม แม้ผู้ที่จางหนี่หวังพูดถึงจะเดินออกไปแล้วก็ตาม
“ท่านเทพกระบี่ได้เปิดการแสดงความสามารถเป็นคนแรกให้แล้ว มีผู้ใดมีความกล้า ก็ขอเชิญขึ้นมาได้เลย” จี๋หลินเวิ่นเทียนประกาศ หลายคนที่คิดจะแสดงความสามารถด้านดนตรีต่างโอดครวญในใจ ดนตรีชั้นเซียนขนาดนั้นถ้าเอามาเทียบกับของพวกเขา ของพวกเขาเหมือนกองอาจมเสียดี ๆ นี่เอง
หลังจากนั้นก็มีผู้คนผลัดกันออกมาแสดงความสามรถกันไม่ขาดสาย ส่วนไป่ฉีก็เดินกลับมาถึงเรือนที่พักของตนเรียบร้อย มีเต๋อเทียนกับไท่หยางตามมาติด ๆ โดยที่ปากกับมือยังเลอะซอสเคลือบไก่ทอดอยู่
“พวกเจ้ากลับไปกินให้อิ่มก่อนค่อยมาดูแลเราก็ได้” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่ได้ครับ ประมุขสั่งไว้” เต๋อเทียนกล่าว
“เช่นนั้นพวกเจ้ามาช่วยเราหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ ท่านอวี้กง มีอะไรให้พวกเราช่วยครับ” ไท่หยางถาม
“ช่วย.........” ไป่ฉีกล่าว
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
